“โอ้!เย็นจัง!” หมิงเป่าอวี้ร้องบอกว่าน้ำเย็น แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ว่าแล้วก็ไม่รอช้ากระโดดเท้าคู่ลงไปจนน้ำสาดกระเซ็นไปทั่วโดยไม่ต้องทดสอบหยั่งเชิง
“พี่หญิงพี่ไหวฺอวี้ รีบลงมาเร็วเข้า!” หมิงเป่าอวี้ยืนโบกมืออยู่ในน้ำเรียกพวกเขา
“ข้าลงก่อน”หลี่ไหวฺอวี้พูดกับหมิงเป่าจู หมิงเป่าจูพยักหน้ารับ
หลี่ไหวฺอวี้ก้าวเท้าลงไปในน้ำอย่างมั่นคงหันกลับมาแล้วยื่นมือให้หมิงเป่าจู “มา ข้าช่วยพยุงเจ้าเอง”
หมิงเป่าจูเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขาอย่างลังเลก่อนจะยื่นมือออกไป ความจริงนางหวั่นใจอยู่บ้าง เพราะปกติจะจับปลาในลำธารที่น้ำไหลเอื่อยมากกว่า
แต่บัดนี้น้ำขึ้นหนำซ้ำกระแสน้ำก็ยังเชี่ยวกรากกว่าเดิมมากออกจากบ้านมาก็ไม่ได้คาดคิดว่าตนเองจะกลัวเช่นนี้
แม้สายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงจะไม่หนาวเย็นเท่าฤดูหนาวแต่หากยืนไม่มั่นคงล้มลงไป คงต้องล้มป่วยไปอีกหลายวันเป็นแน่
ฝ่ามือเล็กวางลงบนมือใหญ่ถูกกอบกุมไว้แน่นหนา หมิงเป่าจูรู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อย ค่อยๆย่ำเท้าลงไปในน้ำอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสโดนความเย็นเฉียบร่างบอบบางก็สั่นสะท้าน น้ำเย็นจริงๆ ด้วย แต่ไม่นานก็เริ่มคุ้นชิน
หลี่ไหวฺอวี้เริ่มยิ้มกรุ้มกริ่มหมิงเป่าจูเห็นสายตาส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ของเขา คิดจะถอยหลัง แต่ก็สายไปเสียแล้ว
เขาเพียงกระตุกเบาๆร่างบอบบางก็เซไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว แต่พอเห็นว่าใกล้จะตกน้ำอยู่รอมร่อ เขาก็คว้าเอวของนางแล้วดึงกลับมา
“ปล่อยนะ!ล้อเล่นแบบนี้สนุกมากใช่หรือไม่”
แม้จะยืนได้มั่นคงแล้วแต่หัวใจยังคงเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ถ้อยวจีที่เอ่ยออกมาย่อมเจือไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดเป็นธรรมดา
“ข้า...”หลี่ไหวฺอวี้พูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
เพราะนึกสนุกชั่ววูบจึงเผลอไผลทำตามอำเภอใจโดยไม่ทันคิด ไม่นึกว่านางจะตกใจกลัวถึงเพียงนี้ แต่เขาเตรียมป้องกันไว้แล้วอย่างดีนางไม่มีทางล้มลงไปจริงๆ แน่นอน
หมิงเป่าจูไม่ฟังคำอธิบายยกฉมวกขึ้นมาอย่างระแวดระวัง ก้าวเท้าไปทางหมิงเป่าอวี้ช้าๆ หลี่ไหวฺอวี้ได้แต่ลูบจมูกแก้เก้ออย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะเดินตามไป
หลี่ไหวฺอวี้และหมิงเป่าอวี้ยืนอยู่ในน้ำส่วนหมิงเป่าจูยืนอยู่บนโขดหิน
ทั้งสามจ้องมองปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจพอเห็นเป้าหมายก็แทงฉมวกแหลมคมลงไปทันที
แทงอยู่พักใหญ่แขนของหมิงเป่าจูก็เริ่มเมื่อยล้าหน้าผากของหมิงเป่าอวี้ก็มีเหงื่อซึมออกมา แต่ยังไม่สามารถจับปลาได้สักตัว
“แบบนี้ไม่ได้การข้าจะขึ้นไปดูบนสะพาน ตรงนั้นสูงหน่อย มองเห็นชัดเจนว่าตรงไหนปลาเยอะแล้วค่อยลงมาบอกพวกเจ้า!”
กระแสน้ำไหลเชี่ยวพอไหลมาถึงตรงนี้ก็กลายเป็นเพียงระลอกคลื่นเล็กๆ มองแทบไม่เห็นว่ามีปลาอยู่หรือไม่
“พี่หญิงขึ้นไปยืนสั่งการอยู่บนสะพานเลยดีกว่าท่านบอกว่าตรงไหนมีปลา พวกข้าจะได้ย้ายไปตรงนั้น” หมิงเป่าอวี้เสนอ
หลี่ไหวฺอวี้เห็นด้วยรับฉมวกและกระบุงจากมือหมิงเป่าจู
ภายในกระบุงมีก้อนหินขนาดใหญ่วางอยู่ป้องกันไม่ให้ตะกร้าถูกกระแสน้ำพัดไป
หมิงเป่าจูปีนขึ้นฝั่งอย่างระมัดระวังสวมรองเท้าแล้วเดินตรงไปยังสะพานหิน เมื่อมาถึงกลางสะพานก็หยุดลง
เมื่อยืนอยู่บนที่สูงก็มองเห็นได้ไกลขึ้น จากบนสะพานหินมองลงไป สายน้ำใสแจ๋วมองเห็นทุกอย่างในแม่น้ำได้อย่างชัดเจน
“ทางนั้นๆตรงนั้นมีวังน้ำวนอยู่!” หมิงเป่าจูชี้นิ้วไปทางด้านขวาของทั้งสองคนแล้วร้องบอก
พี่น้องสองบุรุษต่างจดจ้องหมิงเป่าจูอยู่ตลอดเวลาเมื่อได้ยินเสียงนางตะโกนบอก ก็มองไปตามทิศทางที่นางชี้ หันไปด้านขวาอย่างพร้อมเพรียง
เป็นไปตามคาด ในวังน้ำวนจุดที่ค่อนข้างลึกซึ่งมีกระแสไหลผ่าน เห็นปลาหลายตัวโผล่ขึ้นมาหายใจเป็นครั้งคราว แสดงว่าเป็นตำแหน่งมุมอับสายตาจากบนผิวน้ำ
แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะจับได้ง่ายๆ อยู่ดี ภาพที่ปรากฏบนผิวน้ำกับตำแหน่งจริงใต้น้ำนั้น มีระยะคลาดเคลื่อนกันอยู่
ทั้งคู่เพิ่งเคยจับปลากันเป็นครั้งแรกยากที่จะกะระยะห่างได้อย่างแม่นยำ ประกอบกับความว่องไวและมักว่ายวนคดเคี้ยวของพวกมันจึงยิ่งยากต่อการประเมินตำแหน่งขึ้นไปอีก
ทั้งคู่ก้มหน้าก้มตาจับปลาอย่างตั้งอกตั้งใจจนมองข้ามหมิงเป่าจูที่ยืนอยู่บนสะพานไปเสียสนิท
หมิงเถี่ยจู้วนเวียนอยู่หน้าบ้านหมิงเป่าจูหลายวันแล้วตั้งใจจะหาโอกาสสั่งสอนนางให้หลาบจำ แต่ก็ยังไม่สบโอกาสเหมาะสม
แต่เขาเป็นคนมีความอดทนไม่เคยยอมแพ้มาโดยตลอดเช้าวันนี้หลังจากกินข้าวเสร็จก็มุ่งหน้าไปที่บ้านของหมิงเป่าจูอีกครั้ง
ระหว่างทางบังเอิญพบกับจ้าวจินจือจึงถูกนางดึงไปคุยกระซิบกระซาบเป็นการส่วนตัว
จ้าวจินจือเห็นหมิงเถี่ยจูเดินออกมาจากบ้านของหมิงเป่าจูแต่ไกลในใจรู้ดีว่าเขากำลังจะไปที่ใด นางจึงยิ้มยั่วยวน ยักย้ายสะโพกเดินนวยนาดเข้าไปหา
“อ้าว พี่ใหญ่หมิงนี่จะไปใดหรือเจ้าคะ” จ้าวจินจือแสร้งถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว
หมิงเถี่ยจู้ขมวดคิ้วเล็กน้อยมองไปรอบๆ โชคดีที่ละแวกนั้นไม่มีใคร แม้จะมีคนเดินผ่านไปมาสองสามคน แต่ก็มิได้สนใจทางนี้
“น้องจินจือนี่เองข้ากินข้าวอิ่ม เลยออกมาเดินเล่นหน่อย” หมิงเถี่ยจู้พูดเสียงดัง เหมือนกับตั้งใจจะให้ผู้อื่นฟังจากนั้นก็กดเสียงต่ำลง “มีอะไรรึ”
ถ้าหากถูกใครเห็นเข้าเกิดเข้าใจผิดอะไรขึ้นมา แล้วเอาไปนินทาให้หวังซื่อได้ยิน ก็สุดรู้ได้ว่าจะมาตีโพยตีพายอะไรอีกบ้าง
จ้าวจินจือแค่นเสียงเยาะในใจพวกบุรุษหน้าเหม็นก็แบบนี้ทั้งนั้น ยามอยู่บนเตียงก็พูดจาหวานหูเอาอกเอาใจสารพัดพอสวมกางเกงเสร็จก็เปลี่ยนสีหน้าทำเป็นไม่รู้จักกัน
ราวกับว่าการที่ถูกผู้อื่นเห็นว่าพูดคุยกับนางเป็นเรื่องอัปยศอดสูอย่างยิ่ง
“ก็ผู้อื่นคะนึงถึงท่านแล้วนี่!”
นางจงใจดัดเสียงให้อ่อนหวานหางเสียงแฝงความเย้ายวนอยู่สามส่วน แต่หมิงเถี่ยจู้ไม่มีอารมณ์สานสัมพันธ์สวาทกับนางเวลานี้
“ถ้าไม่มีธุระอะไรข้าไปก่อนละ” พูดจบก็ตั้งท่าจะจากไป
“อ๊ะ! ธุระย่อมมีแน่นอน”จ้าวจินจือทอดสายตาด้วยความมั่นใจว่าทรงเสน่ห์ที่สุดแล้วออกไป “ข้าเห็นหลานสาวของท่านไปที่แม่น้ำชิงหยางเห็นว่าไปจับปลาน่ะ”
หมิงเถี่ยจู้ขานรับในลำคอไปจับปลารึ เช่นนั้นตนเองจะไปบ้านของนางทำไม
ขณะกำลังจะเปลี่ยนใจกลับบ้านทันใดนั้นดวงตาพลันสว่างวาบ แผนการหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
“ไปนานหรือยัง”หมิงเถี่ยจู้ถามอย่างกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
จ้าวจินจือเบ้ปากใส่ทีอย่างนี้ล่ะคึกคักขึ้นมาเชียว แต่ก็ยังคงแสร้งยิ้มหวานตอบกลับไป“เพิ่งไปได้ไม่นาน ข้าอุตส่าห์มาแจ้งข่าว ท่าน...”
นิ้วเรียวจิ้มลงบนแผงอกของหมิงเถี่ยจู้ก็ถูกเขาคว้าไว้แล้วกดลงไป
“สมกับเป็นยอดดวงใจของข้าจริงๆคืนนี้พี่จะไปหานะ” ว่าแล้วก็ฉวยโอกาสลูบไล้มือนุ่มของอีกฝ่ายไปมา
“ถ้าคนมาของก็อย่าลืมเล่า” จ้าวจินจือเตือน
“ของอะไร”หมิงเถี่ยจู้งุนงง
“ท่านช่างลืมง่ายเสียจริง!ปิ่นทองที่สัญญาว่าจะซื้อให้ ตอนนี้แม้แต่วี่แววสักนิดก็ยังไม่มี เสียแรงที่ข้าคิดถึงท่าน”
จ้าวจินจือทำปากยื่นอย่างไม่พอใจราวกับตนเองเป็นสาวน้อยไร้เดียงสาอายุสิบเจ็ดสิบแปด
“จำได้สิจำได้ รอเรื่องนี้สำเร็จเมื่อไร ข้าจะซื้อให้ กลับบ้านไปรอก่อนนะ คืนนี้ข้าจะปรนเปรอเจ้าบนเตียงอย่างดี!”ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้หมิงเถี่ยจู้ก็ยิ่งโมโห ตอนแรกตั้งใจจะขายหมิงเป่าจูให้ได้เงินสองตำลึงก็เพียงพอที่จะซื้อปิ่นทองเล็กๆ ให้นางแล้ว
แต่เพราะความดีใจจนลืมตัวไปชั่วขณะเอาเงินไปผลาญที่หอชุ่ยเซียงในเมืองหมดแล้ว ซ้ำร้ายระหว่างทางกลับบ้านยังถูกหลี่ไหวฺอวี้ซ้อมอีกต่างหากสุดท้ายนางเด็กหมิงเป่าจูกลับมาได้อย่างปลอดภัย ไม่บุบสลายสักนิด ทุกอย่างล้วนสูญเปล่า!
แค้นนี้ วันนี้ตนเองจะเอาคืนให้หมด!
หลังประเล้าประโลมจ้าวจินจือแล้วหมิงเถี่ยจู้ไม่ได้ตรงไปที่แม่น้ำ แต่กลับไปที่บ้านแทน
กระทั่งหวังซื่อมาถึงแม่น้ำก็เห็นหมิงเป่าจูยืนอยู่บนสะพาน สั่งให้หลี่ไหวฺอวี้และหมิงเป่าอวี้ที่อยู่ในน้ำเดินไปทางวังน้ำวนพอดี
“เป่าจู”หวังซื่อเดินไปยืนด้านข้างหมิงเป่าจูแล้วเรียกนาง
หมิงเป่าจูได้ยินใครบางคนเรียกชื่อตนเองอยู่ข้างหูแต่เสียงที่ได้ยินก็ทำให้นางอดขมวดคิ้วไม่ได้พอหันไปด้านข้างก็เห็นหวังซื่อจริงดังคาด
นางเรียกตนเองว่าอะไรนะเป่าจูหรือ?