สายตาของหลัวอวิ๋นทอดออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้อารมณ์คลายไปตามบรรยากาศยามเช้าที่กำลังค่อยๆตื่นขึ้น เมืองหินเทายังคงดำเนินไปตามปกติ ผู้คนเริ่มออกจากบ้าน ร้านค้าเริ่มเปิดประตู เสียงเกวียนและเสียงฝีเท้าคนเดินผ่านถนนด้านล่างดังสลับกันไปมา
สำหรับคนส่วนใหญ่ เมืองนี้ยังคงเหมือนเดิม แต่หลัวอวิ๋นรู้ดี บางอย่างกำลังเปลี่ยนไปแล้ว เขาก้มมองกระดาษในมืออีกครั้ง ตัวอักษรเขียนอย่างรีบเร่ง บอกเพียงสถานที่นัดหมายและเวลาเท่านั้น ไม่มีชื่อ ไม่มีคำอธิบาย
โกดังทางตะวันตกยามหนึ่ง ข้อมูลสั้นๆแต่เพียงพอสำหรับคนที่เข้าใจวิธีทำงานของนักล่า พวกมันไม่ทิ้งข้อมูลมากเกินไปและไม่พูดสิ่งที่ไม่จำเป็
หลัวอวิ๋นพับกระดาษเก็บเข้าเสื้อ ก่อนจะลุกขึ้นยืน ร่างกายที่พักผ่อนมาเพียงไม่กี่ชั่วยามยังคงหนักแน่น ลมปราณภายในหมุนเวียนอย่างสม่ำเสมอ
การต่อสู้เมื่อคืนไม่ได้ทำให้เขาเหนื่อยมากนัก สองคนระดับขัดเกลาปราณยังไม่พอจะเป็ภัย แต่หลัวอวิ๋นไม่ประมาท หากมีการนัดหมาย ก็หมายความว่ามีคนอื่นอยู่อีก
เขาเปิดประตูห้องอย่างเงียบๆก่อนจะลงบันไดไปด้านล่าง โรงแรมเล็กแห่งนี้เพิ่งเริ่มเปิดกิจการของวันใหม่ เ้าของร้านกำลังเช็ดโต๊ะไม้เก่าๆอยู่มุมหนึ่ง
หลัวอวิ๋นเดินผ่านออกไปโดยไม่พูดอะไร ถนนในยามเช้าค่อนข้างคึกคัก พ่อค้าเร่เริ่มตั้งแผงขายของ กลิ่นอาหารร้อนลอยออกมาจากร้านเล็กๆริมทาง ผู้คนที่ผ่านไปมาดูเหมือนจะไม่สนใจชายหนุ่มในเสื้อคลุมหม่นเลยแม้แต่น้อย
หลัวอวิ๋นเดินไปเรื่อยๆจนถึงตลาดด้านหลังเมือง ที่นี่ข่าวลือมักไหลเร็วกว่าในโรงสุรา ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงสนทนาที่คุ้นเคย
“เมื่อคืนมีคนหายอีกแล้ว”
“แถวโกดังใช่ไหม”
“ใช่ เห็นว่าเป็พวกนักล่าพวกนั้น”
“่นี้ใครเข้าไปแถวนั้นก็ซวย”
เสียงพูดคุยดังขึ้นเป็ระยะ หลัวอวิ๋นเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ ท่าทางเหมือนนักเดินทางที่เพียงกำลังหาซื้อของใช้ แต่ในใจของเขากำลังประเมินทุกอย่างอย่างเงียบ ๆ
ถ้านักล่าหายไปสองคนเมื่อคืน เช้านี้คนในเมืองยังไม่รู้ แปลว่าพวกมันยังไม่ถูกพบ หลัวอวิ๋นซื้อขนมปังแห้งสองก้อน จากนั้นเดินออกจากตลาดโดยไม่รีบร้อน เขาไม่ได้มาที่เมืองนี้เพื่อฆ่าแบบไร้ทิศทาง แต่เพื่อเข้าใจว่าศัตรูเป็ใครและมีมากแค่ไหน ดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนสูงขึ้น
หลัวอวิ๋นใช้เวลาทั้งวันเดินสำรวจเมืองอย่างเงียบๆ เขาไม่เข้าใกล้โกดังทันที แต่เลือกเดินวนรอบพื้นที่เพื่อจดจำเส้นทาง ตรอกแคบ กำแพงพัง ทางหนี ทุกอย่างถูกเก็บไว้ในหัว
เมื่อเวลาผ่านไปจนแสงเริ่มอ่อนลง เมืองก็เริ่มเปลี่ยนบรรยากาศอีกครั้ง ผู้คนทยอยกลับบ้าน ร้านค้าปิดประตู ถนนค่อยๆเงียบลง ยามหนึ่งใกล้เข้ามา หลัวอวิ๋นยืนอยู่บนหลังคาอาคารเก่าแห่งหนึ่ง มองลงไปยังโกดังที่อยู่ไม่ไกลนัก
เงาหลายเงากำลังเคลื่อนไหว หนึ่ง สอง สาม ไม่นานก็เพิ่มเป็ห้า หลัวอวิ๋นหรี่ตาลง พวกมันไม่ได้มาทีละคน แต่มาพร้อมกัน ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนหัวหน้ากำลังกวาดสายตามองรอบพื้นที่ ลมปราณที่แผ่ออกมาไม่เหมือนสองคนเมื่อคืน
“ระดับรวมปราณ” หลัวอวิ๋นไม่ขยับ เขาเพียงเฝ้าดู หากเข้าไปตอนนี้ จะเป็การปะทะตรงๆ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่นักล่าควรใช้ เสียงพูดคุยเบาๆลอยขึ้นมา
“อีกสองคนยังไม่มา”
“อาจเจอปัญหา”
“หรือไม่ก็โดนจัดการไปแล้ว”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มนักล่า หลัวอวิ๋นมองภาพนั้นอย่างเงียบๆ ลมเย็นพัดผ่านหลังคา หลัวอวิ๋นค่อยๆขยับตัวลงจากเงามืด มือแตะที่แหวนมิติอย่างเงียบงัน ค้อนโลหะยังคงนิ่งอยู่ภายใน แต่คืนนี้มันคงต้องออกมาอีกครั้ง เพราะการล่าที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น
ลมกลางคืนพัดผ่านหลังคาอาคารเก่าจนกระเบื้องบางแผ่นกระทบกันเบาๆ หลัวอวิ๋นนั่งยองอยู่บนขอบหลังคา เงาร่างของเขาถูกความมืดกลืนกินจนแทบมองไม่เห็น ดวงตาคมมองลงไปยังโกดังด้านล่างอย่างนิ่งสงบ
“ข้าบอกแล้วว่ามันแปลก” ชายคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ
“อาจไปเจอเหยื่อที่แข็งหน่อยก็ได้”
หัวหน้าของกลุ่มไม่หัวเราะด้วย มันเพียงยืนเงียบ สายตากวาดมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง หลัวอวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย คนนี้ไม่ใช่คนโง่ มันกำลังรู้สึกถึงบางอย่าง ลมกลางคืนพัดผ่านอีกครั้ง หลัวอวิ๋นขยับมือ
“โอมจังงัง กำบังกาย” อาคมถูกเรียกใช้เบา ๆ
ลมปราณสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างของเขาจะกลืนหายเข้าไปกับเงามืดของหลังคา จากนั้นเขาก็ะโลง ร่างตกลงมาอย่างเงียบงันแทบไร้เสียง
เป้าหมายแรกคือคนที่ยืนอยู่หลังโกดัง ชายคนนั้นกำลังหันหลัง มันไม่ทันเห็นเงาที่เคลื่อนเข้ามา มือของหลัวอวิ๋นยื่นออกไปคว้าปากของมัน ก่อนที่อีกมือจะฟาดลงที่ท้ายทอย
เสียงกระดูกกระทบกันดังเบาๆ ร่างนั้นอ่อนแรงลงทันที หลัวอวิ๋นลากมันเข้าเงามืด ก่อนจะวางลงกับพื้นอย่างไร้เสียง
“หนึ่ง”
เขาไม่รีบร้อน สายตาหันไปมองอีกคนที่เดินตรวจตราอยู่ด้านข้างระยะห่างไม่ถึงสิบก้าว หลัวอวิ๋นหยิบเศษหินก้อนเล็กจากพื้นดีดออกไป
“กึก”
เสียงหินกระทบกำแพงทำให้นักล่าคนนั้นหันไปมอง เพียงชั่วพริบตา หลัวอวิ๋นก็พุ่งเข้าไป มือคว้าคออีกมือฟาดศอกเข้าใต้คาง เสียงกระดูกแตกดัง “กร๊อบ” ร่างนั้นทรุดลงทันที
“สอง”
แต่คราวนี้เสียงกระแทกทำให้คนอื่นสังเกตเห็น
“ใคร!”
เสียงะโดังขึ้นทันที นักล่าที่เฝ้าทางเข้าชักอาวุธออกจากฝัก ลมปราณปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวหน้ากลุ่มหันมาทางนี้ทันที ดวงตาคมของมันจับจ้องความมืดอย่างระวัง
“มีคน!ระวังตัว”
หลัวอวิ๋นไม่ซ่อนอีกต่อไป มือแตะแหวนมิติ โลหะหนักปรากฏขึ้นในมือ เป็อาวุธที่ดูไม่เหมาะกับรูปร่างของเขาเลยแม้แต่น้อย นักล่าคนหนึ่งหัวเราะเยาะ
“เด็กแบบเ้าใช้ค้อนใหญ่?”
พูดจบมันก็พุ่งเข้ามาก่อน กระบี่ในมือฟาดลงอย่างรวดเร็ว หลัวอวิ๋นไม่ถอย เขาก้าวเข้าไปค้อนเหวี่ยงออกไปเต็มแรง
“ปัง!”
เสียงปะทะดังสนั่น กระบี่แตกเป็สองท่อนทันที แรงกระแทกทะลุผ่านแขนของนักล่าเข้าไปถึงหน้าอก ร่างของมันลอยกระเด็นไปกระแทกประตูโกดังอย่างแรง เืพุ่งออกจากปาก ยังไม่ทันลุก ค้อนก็ตามลงมา
“ปัง!”
“สาม”
ตอนนี้เหลือเพียงสองคน สายตาของพวกมันเปลี่ยนเป็เย็นเฉียบ
“รวมปราณขั้นต้น...” มันพึมพำเบา ๆ
“แต่พลังไม่ใช่ระดับนั้น”
มันพุ่งเข้ามาทันที กระบี่ในมือเคลื่อนที่รวดเร็วอย่างคาดไม่ถึงหลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นรับแทบไม่ทัน
“เคร้ง!”
ประกายไฟกระเด็นออกจากโลหะ แรงปะทะทำให้เขาถอยไปหนึ่งก้าว อีกคนฉวยโอกาสพุ่งเข้าจากด้านข้าง หลัวอวิ๋นหมุนตัวทันที
“อาคมแมลง จงกลายเป็ต่อแตน”
เศษใบไม้บนพื้นลอยขึ้น กลายเป็ฝูงแมลงพุ่งเข้าใส่ชายคนนั้นมันใจนชะงัก เสี้ยววินาทีนั้น ค้อนก็ฟาดเข้าเต็มหน้าอก เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างกระเด็นไปไกลก่อนจะนิ่ง
“สี่”
เหลือเพียงหัวหน้ากลุ่ม มันถอยหลังสองก้าว ดวงตาจับจ้องหลัวอวิ๋นอย่างระวัง
“เ้ามาจากสำนักไหน”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ คำถามแบบนั้นไม่มีความหมาย หัวหน้ากลุ่มกัดฟัน ลมปราณในร่างมันเริ่มหมุนเร็วขึ้น กระบี่ในมือเคลื่อนไหวอีกครั้ง การโจมตีครั้งนี้เร็วกว่าครั้งก่อน หลัวอวิ๋นรับการโจมตีสองครั้ง สามครั้ง แรงกระแทกเริ่มหนักขึ้น แต่เขาไม่ได้ถอย
ในจังหวะที่กระบี่ฟันลงอีกครั้ง หลัวอวิ๋นพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วค้อนถูกยกขึ้น ฟาดลงจาก้า หัวหน้ากลุ่มพยายามยกกระบี่ขึ้นรับแต่ช้าไป
“ปัง!”
กระบี่แตกหักทันทีที่ปะทะ แรงค้อนตกลงมาที่ไหล่ เสียงกระดูกแตกดังสะท้อนในความมืด ร่างของมันทรุดลงกับพื้น หลัวอวิ๋นไม่พูดอะไร ค้อนยกขึ้นอีกครั้งแล้วฟาดลงอย่างไร้ความปราณี เสียงสุดท้ายดังขึ้นในตรอกเงียบ
“ห้า”
ลมกลางคืนพัดผ่านโกดังอีกครั้ง ความเงียบวนกลับมา หลัวอวิ๋นยืนอยู่ท่ามกลางศพทั้งห้า เขาเก็บค้อนกลับเข้าแหวนมิติ จากนั้นเริ่มค้นตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเขาก็พบสิ่งที่้า แผ่นเหล็กเล็กๆ มีสัญลักษณ์รูปดวงตาสลักอยู่ ใต้สัญลักษณ์มีตัวอักษรเล็กๆ
“หน่วยล่าที่สาม”
หลัวอวิ๋นมองมันครู่หนึ่ง แปลว่าในเมืองนี้ ไม่ได้มีเพียงหน่วยเดียว เขาพับกระดาษอีกแผ่นที่พบในตัวหัวหน้ากลุ่ม บนนั้นมีรายชื่อสถานที่หลายแห่ง โกดัง โรงเตี๊ยมและบ้านหลังหนึ่งทางเหนือของเมือง
หลัวอวิ๋นเก็บมันเข้าเสื้อ สายตากวาดมองศพรอบตัว คืนนี้นักล่าทั้งทีมหายไปแล้ว แต่เขารู้ดีนี่เป็แค่จุดเริ่มต้น เพราะเมื่อหน่วยหนึ่งหายไป หน่วยอื่นย่อมต้องเคลื่อนไหว เมื่อเก็บของเสร็จแล้ว หลัวอวิ๋นก็รีบออกจากพื้นที่ตรงนั้นทันที