นีน่าหลังจากนั่งลงเธอก็เริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์และพูดนินทาแซ็คทันที “ให้ตายเถอะเ้าเเซ็ค ไม่รู้จะทำอะไร ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ บอกแต่ว่าให้รอเฉยๆ ถ้าไม่คิดทำอะไรที่ไม่เข้าท่าอีกก็คงดีหรอกนะ เห้อออ” นีน่าพูดถึงแซ็คด้วยสีหน้าที่แลดูเหนื่อยอกเหนื่อยใจ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าในตอนนี้แซ็คได้ยืนอยู่ด้านหลังของเธอแล้ว “โฮ่ ทำอะไรไม่เข้าท่าอย่างนั้นหรอ คิดว่าท่านแซ็คคนนี้เป็ใครกัน” แซ็คพูดกอดอกพร้อมทำท่าอวดเบ่งจากด้านหลังของนีน่า ทำให้นีน่าที่ไม่ทันรู้ตัวถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันไปมอง “ไอ้ท่าทางน่าหงุดหงิดนั่นมันอะไรกันน่ะ แล้วไหนล่ะถาดอาหารของนาย” นีน่าถามเเซ็คด้วยความประหลาดใจที่ตอนนี้แซ็คเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเปล่า เมื่อแซ็คได้ฟังดังนั้นเขาก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ใส่นีน่า ก่อนจะปรบมือสองครั้งแล้วพูดว่า “ยกเข้ามาได้แล้วเด็กๆ ” หลังจากแซ็คพูดจบก็มีรุ่นน้องตัวเปี๊ยก 3คนเดินถือถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะ ดูจากจุดสามเหลี่ยมสีเงินบนปกเสื้อทำให้รู้ว่าเป็น้องๆ เด็กม.ต้นปี1นั่นเอง “แซ็ค นี่แกกล้าใช้งานรุ่นน้องเชียวหรอ” นีน่าหันไปเอ็ดเ้าแซ็คที่ยังคงทำหน้าภูมิใจอยู่ “ไม่ได้ใช้แรงงานสักหน่อย ชั้นจ้างเ้าพวกนี้ต่างหาก เนอะเด็กๆ ” เเซ็คหันไปคุยกับรุ่นน้องเพื่อให้ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง และดูเหมือนว่าเด็กๆ ทั้ง3คนนี้ก็ไม่ได้ถูกบังคับจริงๆ ทุกคนต่างยิ้มและจ้องมองมาที่ยูนิด้วยสายตาวิบวับอย่างไม่วางตา “เอาหละเด็กๆ เสร็จแล้วก็แยกย้าย ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ” แซ็คกล่าวขอบคุณทั้ง3คนและบอกให้แยกย้าย “น่าสงสัยชะมัด” นีน่าพูดกับแซ็คพร้อมจ้องมองด้วยแววตาอันแหลมคมเพื่อจับผิด แต่แซ็คดูเหมือนจะไม่ได้สนใจและยังคงยิ้มแย้มอย่างร่าเริง “ถึงแม้จะกระทันหันไปหน่อยแต่วันนี้เรามาฉลองให้กลุ่มรายงานของเรากันเถอะ” แซ็คพูดพร้อมกับผายมือไปที่ถาดอาหารทั้ง3ของเขา ที่มีอาหารหลากหลายเมนู เเละยังมีเค้กส้มของโปรดของแซ็คถึง 4ชิ้นอีกด้วย ซึ่งแซ็คก็บอกว่าเขาตั้งใจซื้อมาให้ทุกคน นีน่าที่ในตอนแรกมองแซ็คอย่างไม่ไว้วางใจ หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่เเซ็คตั้งใจทำในวันนี้ก็ถึงกับยิ้มกว้าง “นานๆ ก็ทำอะไรเข้าท่าเหมือนกันนะเเซ็ค” นีน่ากล่าวชม “แน่นอนอยู่แล้ว ยูนิก็กินด้วยกันนะ รับรองว่าเมนูในวันนี้เป็ทีเด็ดของโรงเรียนทุกเมนูเลย” แซ็คพูดชักชวนยูนิพร้อมกับยิ้มกว้างอย่างเป็มิตรสุดๆ “น่าอร่อยจริงๆ ขอบคุณมากนะแซ็ค” แล้วจากนั้นทั้ง 4คนก็เริ่มทานอาหารอย่างสนุกสนาน สำหรับยูนิแล้วนี่เป็อาหารมื้ออร่อยที่สุดในรอบหลายปี เธอไม่ได้ทานอาหารอย่างเบิกบานใจได้อย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ สำหรับยูนิแล้วอาหารมื้อนี้ดียิ่งกว่ามื้ออาหารราคาแพงเสียอีก
หลังจากทั้ง4คนทานอาหารกันจนอิ่มเรียบร้อยแล้ว นีน่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อดูเวลา “เอาหละทุกคน พักเที่ยงยังพอมีเวลาเหลือ เรามาคิดเื่การบ้านของอาจารย์โยฮันกันเถอะ ว่าเราจะทำเื่อะไรกันดี” นีน่าพูดขึ้นเกี่ยวกับงานกลุ่มที่ต้องทำส่งอาจารย์โยฮัน “ชั้นๆๆ ” แซ็คยกมือขึ้นเหมือนตอนที่จะตอบคำถามในชั้นเรียน ด้วยท่าทางกระตือรือร้นและเเววตาเป็ประกาย ยูนิแอบคิดในใจว่าเเซ็คในตอนนี้เหมือนกับเ้าลัคกี้เวลาตื่นเต้นดีใจไม่มีผิด แต่เธอนั้นก็ไม่ได้พูดออกมาได้แต่แอบอมยิ้มโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น “อ่ะ ไหนลองว่ามาซิ” นีน่ากล่าวเพื่อให้เเซ็คพูดต่อ “มันแน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ถ้าพูดถึงโลกอนาคต มันก็ต้องเป็หุ่นยนต์อยู่แล้ว หุ่นยนต์ั์ที่ประกอบร่างได้ ตัวใหญ่เท่าตึก มีอาวุธสุดยอดเป็ลำแสงทำลายล้างที่เป่าูเาหายได้ในพริบตา แล้วก็ดาบเลเซอร์ที่ตัดได้ทุกอย่าง แถมบินได้ไวกว่าเสียง เป็ไงเจ๋งสุดๆ เลยใช่ไหมล่ะ” นีน่าและราฟพร้อมใจกันมองแซ็คเพื่อนของพวกเขาด้วยสายตาเหนื่อยใจ ส่วนยูนิตอนนี้แอบเบือนหน้าหลบทุกคนแล้วกำลังแอบตัวสั่น เนื่องจากพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดเเรงเกิด พลางคิดในใจว่า “เขาเหมือนลัคกี้จริงๆ ด้วย” “เอาจริงดิแซ็ค สมองแกมันหยุดโตไว้ตอน 5ขวบหรือไงน่ะ” นีน่าพูดค่อนแคะแซ็คพร้อมทำหน้าเย้ยหยัน “หาาา ว่าไงนะยัยนีน่า ท่าทางแบบนั้นมันอะไรกัน ความคิดชั้นมันไม่เข้าท่าตรงไหนกัน ไหนลองพูดมาให้ฟังหน่อยซิ” แซ็คโต้ตอบอย่างดุเดือด “มันก็ไม่เข้าท่าทุกตรงนั่นแหละเ้าโง่” นีน่าก็ตอบอย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน ทั้งคู่ต่างจ้องตากันด้วยอารมณ์พุ่งพล่านราวกับนัยตาของทั้งคู่จะมีประกายไฟฟ้าแล่นมาปะทะกันเป็ระยะ “อ้อเหรอ แล้วเธอล่ะมีไอเดียอะไรไหนลองว่ามาซิแม่คนฉลาด” แซ็คเริ่มเป็ฝ่ายถามนีน่ากลับบ้างด้วยสายตาเ้าเล่ห์ เกิดความเงียบขึ้น นีน่านิ่งเงียบ ก่อนจะจำใจหลับตา สะบัดหน้าหนีในท่ากอดอก และตอบว่า “ยังคิดไม่ออก” นีน่าไม่อยากจะเสียหน้าแต่ก็จำใจจะต้องตอบออกไปตรงๆ เพราะตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้เริ่มคิดเลยว่าจะทำเกี่ยวกับอะไรดี “ว้ายยยย อะไรนะ คนฉลาดคิดไม่ออกหรอเนี่ย อะไรกันเนี่ยไม่อยากจะเชื่อเลย 555” เมื่อได้ยินคำตอบของนีน่าแซ็คผู้เคียดแค้นไม่รอช้ารีบฉวยโอกาศเยาะเย้ยนีน่าทันที ตอนนี้นีน่าได้แต่หน้าแดงก่ำเนื่องจากความโกรธและความอาย แต่ก็ไม่สามารถที่จะเถียงกลับได้ แซ็คผู้อยู่กับนีน่ามาั้แ่สมัยเด็กเริ่มรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เขาชนะแล้ว แต่ถ้าขืนยังซ้ำเติมต่อไปนีน่าอาจจะเปลี่ยนโหมดเป็เครื่องจักรสังหารได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองเขาจึงคิดในทันทีว่า พอแค่นี้ดีกว่า พร้อมกับเปลี่ยนเป้าหมายไปถามราฟแทนเพื่อให้นีน่าสงบลง “แล้วนายล่ะราฟมี ไอเดียอะไรไหม” ราฟที่ก่อนหน้านี้กำลังเตรียมเกร็งร่ายกายพร้อมที่จะรับกำปั้นของนีน่า เพราะเขาเดาว่าถ้าหากนีน่าเกิดะเิขึ้นมาแซ็คจะต้องใช้ตัวเขาเป็โล่กำบังอีกตามเคยอย่างแน่นอน แต่ว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นแล้ว ราฟจึงผ่อนคลายแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนที่จะตอบคำถามของแซ็คไปว่า “ชั้นคิดว่าเื่พลังงานทดแทนเป็ไง อย่างเช่นพลังงานฟิวชั่นอะไรแบบนั้นน่ะ” “อืมมมม มันก็เข้าท่านะราฟ แต่มันธรรมดาสุดๆ ไปเลยน่ะ ชั้นเชื่อว่าต้องมีอย่างน้อยๆ 10คนที่คิดแบบเดียวกับนาย น่าจะทำไปแล้วซ้ำกับกลุ่มอื่นนะ” แซ็คออกความเห็นต่อไอเดียของราฟ ซึ่งราฟก็ออกจะเห็นด้วยที่ว่าความคิดของเขามันค่อนข้างจะธรรมดาตามที่แซ็คว่าจริงๆ ดังนั้นเขาจึงหันไปถามยูนิ ที่กำลังทำหน้าตั้งใจฟังที่ทุกคนคุยกันอยู่ “แล้วยูนิล่ะ มีความคิดว่ายังไงเื่ที่อยากทำน่ะ” “เอ่อ คือ…จะโดนหัวเราะหรือเปล่านะ” ยูนิทำท่าอิดออดที่จะพูดด้วยการก้มหน้าเล็กน้อยแล้วมีท่าทีกระสับกระส่าย ราฟผู้เห็นภาพนั้นคิดในใจว่า ช่างเป็ท่าทางไม่มั่นใจที่ดูน่ารักซะเหลือเกิน เขาถึงกับต้องส่ายหัวเล็กน้อยเพื่อดึงสมาธิตัวเองกลับมาสู่หัวข้อสนทนา “ไม่หัวเราะหรอกอาจจะดีก็ได้พูดมาเถอะ” ราฟให้กำลังใจยูนิพร้อมกับส่งสายตาเฉียบคมไปหาแซ็ค แซ็คเองก็เข้าใจในทันทีว่านี่คือสัญญาณการปรามว่ายังไงก็ห้ามหัวเราะเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะตอนนี้เขาเปิดศึกกับนีน่าไปเรียบร้อยแล้วถ้าเปิดศึกกับราฟอีกคนมันต้องเป็อะไรที่น่าสยดสยองสุดๆ อย่างเเน่นอน แซ็คคิดในใจพร้อมกับความรู้สึกเย็นะเืที่ปลายมือเเละปลายเท้า “ชั้นคิดว่าถ้าต่อไปมีเทคโนโลยีที่ชำระพิษออกจากอากาศ ดินและน้ำได้ก็คงจะดี เพราะว่ายังไงมนุษย์ก็ต้องอาศัยธรรมชาติถูกไหม ถ้าธรรมชาติร่างกายแข็งแรง มนุษย์ก็จะแข็งแรงไปด้วยแล้วทุกคนก็จะมีความสุขน่ะ” ยูนิได้พูดสิ่งที่เธอคิดไว้ออกมา ราฟที่ได้ฟัง ในหัวของเขาตอนนี้กำลังคิดว่าคำพูดของยูนิ “ธรรมชาติร่างกายแข็งแรง” นั่นก็น่ารัก “นั่นน่ะสุดยอดไปเลยนี่ยูนิ” นีน่าผู้นิ่งเงียบก่อนหน้านี้ได้กล่าวขึ้น “เห็นด้วย ชั้นคิดว่าอันนี้ก็เจ๋งดีนะน่าจะไม่ซ้ำใครด้วย” แซ็คพูดขึ้นอีกคนหนึ่ง “ชั้นเองก็ว่าเป็ความคิดที่ดีสุดๆ ไปเลยนะ” ราฟเองก็เห็นด้วยกับทุกคนเช่นกัน “งั้นตกลงว่า หัวข้อของงานกลุ่มเราเอาตามไอเดียของยูนิละกันนะ” มติของทุกคนเป็เอกฉันท์โดยที่ไม่มีใครคัดค้าน ในที่สุดการประชุมที่เหมือนจะเริ่มต้นด้วยการนองเื (ของแซ็ค) ก็จบลงด้วยรอยยิ้ม ทั้ง4คนจึงพากันเดินออกมาจากโรงอาหาร เพื่อตรงไปยังฝ่ายปกครองตามที่ได้รับปากกับอาจารย์เอาไว้
ทั้ง4คนได้มาถึงห้องปกครอง ซึ่งก็พบว่าอาจารย์เดคอนได้รออยู่ก่อนแล้ว เขาคืออาจารย์ที่เป็คนเป่านกหวีดในเหตุการณ์ความวุ่นวายที่โรงอาหาร อาจารย์เดคอนเป็คนที่มีรูปร่างผอมสูง ใบหน้าซูบตอบเล็กน้อยและมีดวงตาที่ดูเ็า ด้วยบุคลิกเช่นนี้จึงทำให้อาจารย์เดคอนนั้นเป็ที่ยำเกรงของนักเรียนทุกคนในโรงเรียน เพราะเพียงแค่ถูกจ้องมองด้วยสายตาคู่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเย็นะเืได้แล้ว “เอาหละ ครูอยากฟังว่าที่โรงอาหารมันเกิดอะไรขึ้น” อาจารย์เดคอนพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่เรียบเฉย แซ็คและนีน่าดูจะรู้สึกประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่คิดว่า2คนนี้จะเป็เอามากขนาดนี้ กับเพียงแค่ถูกถามด้วยคำไม่กี่คำ ส่วนราฟเองถึงจะเกรงๆ อยู่บ้างแต่ก็แค่รู้สึกแย่ที่ถูกเชิญเข้าฝ่ายปกครองั้แ่เข้าเรียนเพียงไม่ถึงเดือน ถ้าทางบ้านรู้เข้าก็คงจะต้องใแน่ๆ แต่ราฟก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าแต่อย่างใด เพราะเขารู้ดีว่าเหตุการณ์นั้นไม่ว่ามองจากมุมไหนก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา เมื่อคิดได้ดังนั้นราฟจึงกำลังจะเอ่ยปากขึ้นตอบ แต่ยูนิไวกว่าและได้พูดขึ้นว่า “ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยครับที่ก่อความเดือดร้อนให้ ทั้งหมดเป็เพราะตัวผมเองไม่เกี่ยวกับอีก3คนเลย นักเรียนที่มารุมล้อมที่โรงอาหารเขาคงอยากที่จะเข้ามาดูผมใกล้ๆ เพราะผม…คงดูประหลาด…กว่าคนอื่นน่ะครับ” ยูนิที่รีบพูดอธิบายในตอนแรกพอถึงตอนท้ายเสียงก็ค่อยๆ แ่ลงพร้อมกับสีหน้าที่ดูเ็ปเป็อย่างมาก อาจารย์เดคอนผู้มีสีหน้าเรียบเฉย นิ่งเงียบพร้อมกับจ้องมองยูนิอย่างไม่วางตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “งั้นหรอ อย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว พวกเธอไปได้แล้วเดี๋ยวจะเข้าคาบเรียนสาย” คำพูดและท่าทางของอาจารย์เดคอนสร้างความงุนงงให้ทั้ง 4คนเป็อย่างมาก ต่างคนต่างตกอยู่ในความสับสนได้แต่มองหน้ากันไปมา แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรจากการทำเช่นนั้น “มัวทำอะไรอยู่ ต้องให้ครูพูดซ้ำไหม” อาจารย์เดคอนหันมาพูดกับพวกยูนิอีกรอบในเชิงไล่ ทุกคนเข้าใจได้ในทันทีต่างรีบทำความเคารพและพากัน ออกมาจากห้องปกครอง
“ให้ตายเถอะชั้นนึกว่าจะโดนเชิญผู้ปกครองหรือทำโทษอะไรซะเเล้ว แค่คิดว่าถ้าพ่อถูกเชิญมาฝ่ายปกครองยังเสียวสันหลังไม่หายเลย” แซ็คพูดขึ้นเป็คนแรกหลังจากพวกเขาเดินไกลออกมาจากห้องปกครองพอสมควร “นั่นสิ พ่อชั้นด้วย” นีน่าพูดเห็นด้วยกับแซ็ค “แล้วไอ้ตอนสุดท้ายที่ว่าเข้าใจแล้วนั่นมันยังไงกันแน่นะ งงสุดๆ ไปเลย ตกลงพวกเราจะโดนทำโทษอะไรไหมเนี่ย ข้องใจโฟ้ยย” แซ็คพูดต่อถึงข้อสรุปในตอนท้ายที่คลุมเครือของอาจารย์เดคอน “คงไม่มีอะไรหรอกพวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ เราซะอีกที่เป็ฝ่ายได้รับความเดือดร้อนน่ะ” ราฟพูดปลอบใจแซ็คและนีน่าที่ทำท่าทางกังวลใจ ในขณะที่ลึกๆ แล้วเขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าจะเป็อย่างที่เขาคิดหรือเปล่า เพราะท่าทีเรียบเฉยของอาจารย์เดคอนทำให้เดาทางไม่ถูกจริงๆ ว่าสุดท้ายจะเป็อย่างไร “ขอโทษนะทุกคน ถ้าชั้นไม่ได้อยู่กับทุกคนก็คงไม่ต้องเจอเื่แบบนี้” ยูนิก้มหน้าใบหูที่แดงก่ำทำให้รู้ว่าตอนนี้คงกำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างเต็มที่ “ไม่เอาน่ายูนิ เลิกโทษตัวเองได้แล้ว มันเป็ความ้าของพวกเราทุกคนที่อยากให้เธอมาด้วยกัน เพราะงั้นถ้ายังขอโทษเื่นี้อีกครั้งชั้นจะโกรธจริงๆ แล้วนะ” นีน่าเข้ามาพูดกับยูนิพร้อมกับเอามือแตะลูบแผ่นหลังเพื่อเป็การปลอบใจ “เห้อออ พอๆ เลิกๆ เลิกพูดเื่นี้ดีกว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด อย่างที่นีน่าพูดนั่นแหละพวกเราไม่มีสักคนที่จะคิดว่าเป็ความผิดยูนิหรอกนะ” แซ็คเองก็ดูเหมือนจะพยายามเต็มที่เพื่อปลอบใจยูนิเช่นกัน จากนั้นทั้ง4คนก็กลับมาถึงห้องเรียน พร้อมกับสัญญาณหมดเวลาของพักเที่ยงสุดวุ่นวายในวันนี้ที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ที่จะต้องสลักลงในความทรงจำของทุกคน ก็ได้ดังขึ้น