'..ตอนนี้ทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวเรามีไร่นาอยู่10ไร่ รวมกับสระน้ำ วัวอีกสี่ตัว ไก่อีกเยอะแยะ เราจะหว่านล้อมพ่อกับแม่ยังไงดี เพื่อให้พวกท่านจะไว้วางใจต่อเรา เห็นว่าหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จจะไปปลูกอ้อยที่ต่างจังหวัด...เราไม่อยากให้พวกท่านไปเหนื่อยเพื่องานของคนอื่นเลย...'
ในขณะที่เอกกำลังคิดหนทางหว่านล้อมพ่อแม่ สู่ความร่ำรวยอยู่นั้นเอง เสียงกุลผู้เป็แม่ของเขาก็ดังขึ้น “เอก!!ลงมากินข้าวได้แล้วลูก”
“จะรีบลงไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!!” เอกตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ ถึงอย่างไรอาหารเย็นวันนี้ก็เป็เมนูปลา เมนูโปรดของเขา
ระหว่างที่เขากำลังเดินอยู่ที่บันไดพ่อของเขาก็ถามด้วยท่าทีเย้าหยอก “พ่อนักเรียนดีเด่น อ่านหนังสือวิชาอะไรล่ะ”
เอกไม่สะทกสะท้าน กล่าวตอบไปว่า“อืมม์ อ่านวิชาหนิ..เอ๊ยนิด วิชาคณิต คณิตศาสตร์!”
เทียนจับสังเกตสิ่งผิดปกติได้ พลันตอบสวนกลับไปั้แ่ที่เอกยังไม่ทันกล่าวจบ ว่า“เมื่อกี้หลุดคำว่าหนีออกมานะโว้ย!”
“แล้วไงล่ะ ยังไงผมก็ช่วยพ่อไม่เป็อยู่ดี”เอกผายมือขณะกล่าว
“ของอย่างนี้มันฝึกกันได้โว้ย”เทียนยังคมอารมณ์เสีย ที่เห็นเ้าเด็กน่าตายนี่ทำเป็ทองไม่รู้ร้อน
เมื่อเห็นว่าใกล้โต๊ะอาหาร เอกก็ใช้ไม้เด็ดประจำตัวว่า“พ่อสอนไม่เก่งเหมือนแม่นี่ สอนทีไรผมไม่เข้าใจทุกที”
“หน็อย!”ครั้งนี้เทียนจำยอมอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเห็นแก่หน้าภรรยา...
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว.. มากินข้าว”
สุดท้ายแม่กุลก็เป็คนห้ามปรามเหมือนเดิม ทั้งสองคนเงียบโดยปริยายไม่แม้แต่จะปริปากพูด เพราะเธอเป็คนที่น่ากลัวที่สุดในบ้านหลังนี้แล้ว
เวลาแม่กุลโกรธขึ้นมาโหดอย่าบอกใครเชียว
หลังจากกินข้าวจนอิ่มหนำ ทั้งสี่คนก็มานั่งล้อมวงดูทีวี
“แม่ พระเอกโง่มากเลยใช่ไหม นางเอกปลอมตัวแค่นิดหน่อยก็จำไม่ได้แล้ว” พี่น้ำออกความคิดเห็น เธอรับไม่ได้จริงๆ กับเหตุการณ์นี้
“ใช่พี่ ยิงปืนก็เหมือนกัน ระยะไม่ถึงสิบเมตร ยิงไม่โดนได้ไง ขนาดผมยิงหนังสติ๊กระยะ50เมตรยังโดนหัวมดเลย” เอกพูดเสริมอย่างโอ้อวด
“ขี้โม้” พ่อเทียนนี่จ้องจะเถียงกับเอกถ่ายเดียว
“มันเป็แค่ละครลูก ไม่ใช่ชีวิตจริง อย่าเอาเยี่ยงอย่างในละครละ เข้าใจไหม?” แม่ตอบเสียงอ่อนพร้อมกับสอนลูกไปด้วย ทั้งสองก็พยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง
“เอ่อแม่ครับ เห็นว่าหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ แม่จะไปรับจ้างปลูกอ้อยเหรอครับ”
“เื่ของผู้ใหญ่เขา เอ็งตั้งใจเรียนไปเถอะน่า” พอพูดถึงเื่การเื่งาน พ่อมีนิสัยขี้เล่นอยู่ตลอดเวลาก็มีใบหน้าที่จริงจังเล็กน้อย
“ใช่ลูก พ่อกับแม่ไปไม่กี่วันกรอก”ทว่ากุลก็กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่เปลี่ยนแปลง
“ไปทำงานให้คนอื่นทำไมเหรอครับ ไม่เหนื่อยเปล่าเหรอ? ทำไมไม่ทำของตัวเองล่ะ ผมได้ยินมาว่าทำงานให้คนอื่น คนอื่นรวย ทำงานให้ตัวเอง ตัวเองรวยนะครับ” เอกทำหน้าไม่เข้าใจตามประสาเด็กวัยสิบสองปี
ซึ่งคำพูดของเอก กระแทกใจของเทียนและกุลอย่างรุนแรง เพราะทั้งสองทำเช่นนี้มานานแล้ว จึงรู้ได้ว่า คำพูดของเอกนั้นเป็เื่จริง
ในเวลากุลและเทียนมองหน้ากัน แล้วก็ถอนหายใจยาวออกมา
“เอก...แม่ดีใจมากนะที่ลูกเป็ห่วงพ่อกับแม่ แต่เราไม่มีเงินทุนมากมายอะไร ไม่มีพื้นที่เยอะๆ แบบพวกเขา ลูกทั้งสองคนก็ต้องเรียนหนังสืออีก....” แม่ของเขาค่อยๆ อธิบายเหตุผล
“แม่ก็ทำทีละน้อยๆ ก่อนสิ เงินทุนไม่มี? เราเกี่ยวข้าวได้ก็เอาไปขายก่อนสิ เหลือไว้กินนิดเดียวก็ได้ ยังไงข้าวของปีที่แล้วก็เหลือไม่ใช่เหรอ? ส่วนเื่เงินผมกับพี่น้ำจะประหยัดใช้ ใช่ไหมพี่น้ำ!”
“อะ อื้อ!” พี่น้ำยังทำสีหน้างุนงงเพราะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เด็กอายุสิบสามจะเป็แบบนี้ก็ไม่แปลกอะไร
“มันไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่ลูกคิด เริ่มปลูก พอโตขึ้นนิดหน่อยก็ต้องใส่ปุ๋ย ดายหญ้า กว่าจะตัดไปขาย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องใช้เงินไร่ละไม่ต่ำกว่า10,000 บาท ่เวลาระหว่างนี้เราไม่มีรายได้เข้ามา พวกเราจะอยู่อย่างไร?”กุลร่ายยาวออกมา เพราะเธอเองก็อยากลองทำแบบนี้แล้วเหมือนกัน แต่ไม่มีแผนการและทุนทรัพย์ที่เพียงพอ
ได้ยินคำถามนั้นเอกไม่หวั่น พลางกล่าวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าเสียใจ“ลาก่อนเ้าปุย เ้าแดง (เ้าปุย เ้าแดง คือวัว)...ใช่ว่าเราจะปลูกแค่อ้อยตอนนี้เลยนะครับ ระหว่างนั้นเราก็ต้องทำอย่างอื่นบ้าง เช่นขายของไง? จะขายอะไรดีนะ? เอาเป็ปลาดีไหม? สระน้ำของพวกเราเต็มไปด้วยปลา ซื้อปลามาเลี้ยงขายเป็ไงครับ!”
“เป็ความคิดที่ดีนะพ่อ จังหวัดเรานับวันยิ่งแห้งแล้งลง สัตว์ต่างๆ ก็ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว เอาไว้เราเกี่ยวข้าวเสร็จก่อนค่อยคิดเื่นี้กันต่อ” แม่พูดสรุปเพราะสิ่งที่เอกว่ามามันน่าสนใจจริงๆ
จากนั้นเธอก็ใช้สายตาลุ่มลึกหันมามองเอกอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง กล่าวว่า“แม่รู้สึกว่าโตขึ้นเยอะเลยนะเรา”
“แน่นอนอยู่แล้วแม่ ผมสูงขึ้นตั้ง3เิเ” เอกรีบแสดงละครกลบเกลื่อน ก่อนหน้านี้เขาเผยพิรุธมากเกินไป
“จ้าๆ แล้วโตขึ้นลูกอยากเป็อะไรละ”
'คำถามยอดฮิตนี่อีกแล้ว เฮ้อ เริ่มจะเอียนกับมันแล้วสิ' คิดเสร็จเอกก็ตอบกลับไปว่า“ตอนนี้ผมไม่รู้ครับ แต่ว่าผมอยากรวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“โว้ย! ก่อนเข้าชั้นมัธยม อย่าเอ็งสอบให้ได้ห้อง1-3ก่อนเถอะค่อยมาคุย ควรเอาพี่น้ำที่อยู่ห้องหนึ่งเป็เยี่ยงอย่างซะ” พ่อเทียนเริ่มกลับเข้าโหมดปกติอีกครั้ง
“คิกๆ ไม่อยากจะโม้ แต่ขอโม้หน่อยเถอะ หลายวันมานี้ผมอ่านหนังสือทุกเล่มแล้ว!” เอกโกหกไปงั้นแหละ เมื่อก่อนเราเอาแต่นอนอย่างเดียวเพราะไปเล่นกับเพื่อนๆ มาเหนื่อย แต่ตอนนี้เขาไม่กลัว อย่างน้อยชาติที่แล้วเราก็จบ ม.6 เลยนะ แม้จะคืนคำสอนอาจารย์ไปมากแล้วก็ตาม
เทียนเริ่มเหม็นขี้หน้าเอก หลังจากเห็นเขาแสดงท่าทางอวดดีออก กล่าวว่า“โอ้ย ขี้โม้ได้ใครเนี่ย เก่งจริงต้องตอบข้าให้ถูกนะโว้ย”
“ถามมาเลย”
ฟิ้วว!!
พอพูดจบพี่เอกของเราวิ่งขึ้นห้องไปแล้ว ไม่ปล่อยโอกาสให้เทียนได้ถาม
“กลับมาเดี๋ยวนี้นะโว้ยไอลูกเวร!!”เทียนะโไล่หลังเอก
พอปิดประตูห้องลงเอกก็ยืนหลังพิงประตู ครุ่นคิดอยู่ตรงนั้น...
'..เปิดใจรับฟังความคิดเห็นต่างๆ แม้แต่เด็กน้อยอย่างเรา ไม่กีดกัน ไม่มีท่าทีดูถูกเหยียดหยาม ช่างเป็พ่อแม่ที่แสนดีเหลือเกิน ทำไมชีวิตที่แล้วของเราถึงทำเื่เลวร้ายกับพวกท่านได้ขนาดนั้นกันนะ..ยังไงซะชาตินี้เราไม่มีทางทำให้พวกเขาเสียใจอีก!!!..'