ตอนที่ 30 พรรคกระยาจก
ตำรวจมักจะมาตอนจบ และเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหล่านี้ที่ตามเสียงระเบิดเข้ามาจนได้กลิ่นดินปืนที่ลอยตลบอบอวลอยู่ทั่วบริเวณอันรกร้าง พร้อมกับการตั้งคำถามว่า“เจ้าเป็นคนจุดระเบิดนี้ ใช่หรือไม่ใช่ ?” หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ ทั้งเข้าใจดีแล้วว่าเหตุใดขอทานน้อยจึงรีบจากไปในลักษณะนั้น เพราะนอกจากตนจะตกเป็นผู้เสียหายแล้ว ยังกลับกลายเป็นผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาขึ้นมาเสียอีกเด็กหนุ่มจึงพยายามอธิบายอย่างช้า ๆ โดยลำดับเหตุการณ์ให้ฟังตั้งแต่อยู่ที่ตลาดผ้า ร้านแลกเงิน จนมาจบอยู่ ณ สถานที่เปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นครั้นได้ฟังแล้วก็ยังมิได้ปักใจเชื่อ หยางไคจึงจำเป็นต้องพาไปยังร้านผ้าไหม พร้อมทั้งนำสินค้าที่ตนได้ซื้อมาร้านนี้ และโชคดีที่แม่ค้าใจดีคนนี้ยังจดจำได้ พร้อมทั้งยังเป็นพยานยืนยันชัดเจน ถึงกลุ่มโจรขโมยม้าซึ่งมาก่อกวนตอนกลางวันแสก ๆ แต่สุดท้ายหยางไคก็ต้องเสียเวลาไปยังกรมเมือง เพื่อให้นักวาดภาพผู้หนึ่งร่างภาพเหมือนของผู้ต้องหาคนนั้นออกมาจนแล้วเสร็จ เหล่าเจ้าหน้าที่ที่เห็นก็ถึงบ้างอ้อในทันที พร้อมกับกล่าวขึ้นพร้อมกันว่า“วายร้ายผู้นี้ได้ก่อเหตุมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งสังหารเจ้าทรัพย์ก็มีอยู่หลายคดี"“นักศึกษาเช่นเจ้าจึงนับว่าเคราะห์ยังดีมากแล้ว”"ครั้งต่อไปต้องระมัดระวังตัวให้ดีกว่านี้ รู้หรือไม่ ?” อันที่จริงแม้ไม่มีใครบอกหยางไคก็พอจะคิดเองได้ แต่ไม่อยากต่อปากต่อคำให้เสียเวลามากมายไปกว่านี้ และนี่ก็จวนจะถึงเวลาเย็นแล้ว จึงขอตัวเพื่อกลับมายังภัตตาคารซึ่งจอมยุทธทั้งเจ็ดน่าจะยังดื่มกินอยู่ที่นั่น..….ครั้นมาถึงร้านก็ยังเห็นม้าทั้งเจ็ดตัวของพวกเขาก็เบาใจ จึงรีบเข้าไปข้างในเพื่อขออภัยที่ตนเป็นสาเหตุซึ่งทำให้การเดินทางของทุกคนต้องล่าช้าไปอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ จากนั้นชักชวนทุกคนเพื่อหาโรงเตี๊ยมสักแห่งเพื่อใช้ในการค้างแรมในเมืองเป่ยจิงสักหนึ่งคืน แต่มติของเหล่าจอมยุทธกลับกลายเป็นว่า“พวกเราได้ตกลงกันแล้ว ว่าจะค้างแรมกันที่หอโคมเขียว~” เถ้าแก่ภัตตาคารแห่งนี้ ย่อมมีกิจการอื่น ๆ ในสถานเริงรมย์เหล่านี้สักแห่ง สตรีที่เรียกตัวเองว่าเสี่ยวเจี่ยจึงได้โน้มน้าวทุกคนไปเป็นแขกค้างแรมเพื่อที่นั่น โดยเสนอโปรโมชันสุดเจ๋งสำหรับพวกเขาทั้ง 7 คน และบัดนี้พวกเขาก็ถูกมอมเมาด้วยฤทธิ์สุราไปจนสิ้นแล้ว จึงแทบขาดสติเพื่อใช้วิเคราะห์และแยกแยะเหตุผลใด ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น สายตาของเสี่ยวเจี่ยที่ส่งให้แก่จอมยุทธทั้งเจ็ดช่างยั่วยวนชวนฝันอย่างประหลาด แต่หยางไคสังเกตได้ถึงความก้าวร้าวที่แฝงอยู่ในดวงตาคู่นั้น โดยเฉพาะเมื่อนางจ้องมองมาที่ตน!! ครั้นนางกลับออกไปที่หลังร้านแล้ว หยางไคจึงรีบเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกคนได้ระวังป้องกันตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสตรีนางนั้น ซึ่งคำเตือนของเขาอาจจะได้ผลบ้างก็เป็นได้ เพราะเมื่อเขาพูดจบพี่ใหญ่หวงก็เรียกเก็บเงิน ครั้นทราบราคาแล้วจึงหยิบทองคำ 1 ตำลึงออกมา 1 ก้อนวางไว้โดยไม่คิดจะรับเงินทอน ก็พากันหยิบจับกระบี่ประจำกายแล้วเดินออกไปขึ้นม้า จากนั้นจึงได้กล่าวว่า“พวกข้าจะไปส่งอาจารย์น้อยที่โรงเตี๊ยมอันมีชื่อทั้งเชื่อถือได้ ท่านจงหลับให้สบายเถิด ด้วยคืนนี้พวกเรามีภารกิจของบุรุษ ณ หอโคมเขียวเช่นเดิม!!” ครั้นเปิดห้องพักให้หยางไคแล้ว พวกเขาทุกคนต่างก็ควบม้าจากไปคล้ายมิอาจรอคอยภารกิจที่ว่าได้เลยแม้แต่เพียงนาทีเดียว หยางไคส่ายหน้ากับคำว่า ‘ภารกิจของบุรุษ’ จากนั่งลงที่โต๊ะอาหารในโรงเตี๊ยมแห่งนี้แต่เพียงลำพังเพื่อสั่งข้าวปลาอาหารมื้อเย็นมารับประทาน ฝ่ายเสี่ยวเอ้อประจำร้านก็ออกมารับรายการอาหาร ทั้งยังแนะนำอาหารขึ้นชื่อ พร้อมทั้งสุราเลิศรส อันที่จริงสำหรับเด็กหนุ่มแล้ว รสสุราใด ๆ ย่อมไม่อาจสู้น้ำเปล่าไปได้อย่างแน่นอน แต่หลังจากได้ดื่มสุราชำระดาบไปแล้ว จึงรับทราบถึงคุณประโยชน์ในการบำรุงพื้นที่ของเขาก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ จึงสั่งสุรารสแรงที่สุดของร้าน แต่เขาย่อมไม่อาจคาดคิดว่าแค่เพียงการสั่งสุราอาหารจะนำพาความบาดหมางมาสู่ตนเองได้อย่างไร ? เพราะโต๊ะข้าง ๆ นั้น ครั้นเห็นนักศึกษาเพียงผู้เดียวแต่สั่งสุราเผาดาบมาถึงสองไห ก็เกิดอาการหมั่นไส้ชนิดฉับพลัน จึงชวนกันแดกดันออกไปว่า“เคยได้ยินว่ายิ่งเมามาย ยิ่งท่องตำราว่องไว ก็เห็นจะเป็นจริงอย่างเขาว่าแล้วกระมัง ?” หยางไคได้ยินเช่นนั้น ก็ทราบว่าอีกฝ่ายกำลังพูดจาประชดประชันอย่างชัดเจนแต่ก็คร้านจะวุ่นวาย จึงสงบวาจาเอาไว้ พอพนักงานยกสุราอาหารมาถึงแล้ว จึงรินสุราเต็มแก้วแล้วกระดกเข้าไปรวดเดียวจบ คล้ายทำการฆ่าเชื้อหรือเพื่อเรียกน้ำย่อยอาหารกระมัง จากนั้นจึงลงมือรับประทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยนัก โต๊ะข้าง ๆ นั้นมากันสองคน เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งแสดงความไม่พอใจ จนเสี่ยวเอ้อเริ่มคำนวณค่าโต๊ะเก้าอี้จานชามที่จะแตกชำรุดในอีกไม่ช้าไว้รออยู่ล่วงหน้าแล้ว !! จนกระทั่งชายสองคนนั้น พบว่ามีกลุ่มขอทานแต่แต่งตัวสะอาดกว่าขอทานโดยปกติทั่วไปได้เข้ามาในโรงเตี๊ยมถึงห้าหกคน จากนั้นเข้าไปคำนับนักศึกษาผู้นั้น แล้วมอบกล่องบางอย่างให้ด้วยความนอบน้อมเป็นอันมาก ยิ่งเห็นนักศึกษายังวางตัวอยู่มิได้ลนลานแต่ประการใด เพียงรับไว้แล้วขอบคุณจากนั้นเชิญวณิพกเหล่านั้นนั่งกินอาหารตามมารยาท แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะปฏิเสธกลับด้วยความเกรงใจจากนั้นจึงคำนับลาออกไป ชายทั้งสองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เกิดเปลี่ยนใจไม่ลงมือแล้ว เพราะเพียงขอทานทั้ง 5 คนเดินผ่าน ใกล้ ๆ เท่านั้นเอง พวกเขาทั้งคู่ซึ่งเป็นชนชั้นยอดฝีมือ ต่างสัมผัสกับขุมพลังที่สุดแสนอันตรายต่อชีวิต!! ‘หรือนักศึกษาผู้นี้จะมีความสัมพันธ์กับพรรคกระยาจก ? ’ คิดได้เช่นนั้นเหงื่อกาฬก็รินไหลประดุจสายน้ำเพราะก่อนหน้านี้ได้กล่าวล่วงเกินเอาไว้ จึงวางเงินค่าอาหารแล้วรีบออกจากโรงเตี๊ยมไปในทันทีโดยมิได้รอคอยแม้แต่ตังค์ทอน ฝ่ายหยางไคพอดื่มกินจนสำราญดีแล้วก็เรียกให้พนักงานมาคิดค่าอาหาร แล้วจ่ายไป 172 เหวินเต็มจำนวน โดยไม่ต้องทอนเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงขึ้นห้องพักของตนที่ชั้นบน แล้วจึงเริ่มแกะกล่องจากเหล่าขอทานออกดู ก็พบว่าเป็นพัดหยกเหมาะมือเล่มหนึ่งก็รู้สึกถูกชะตานัก ครั้นลองคลี่ออกมาโบกพัดดูก็ยิ่งประทับใจในความเย็นฉ่ำทั้งมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เจือจางอยู่อีกด้วย จึงคิดขึ้นว่า ‘ประมุขของเหล่าขอทาน กลับมีสิ่งของหรูหราถึงปานนี้ได้อย่างไรกัน ?’ จากการบอกเล่าของเหล่าขอทานทั้ง 5 คนซึ่งอ้างตนเป็นชนชั้นหัวหน้าของพรรคกระยาจก ได้รับมอบหมายจากประมุขพรรค ให้นำเอาสิ่งของตอบแทน ‘ลูกท้อวิเศษพันปี’ ที่ศิษย์ในพรรคผู้หนึ่งได้รับจากเขาไปเมื่อตอนกลางวัน อันที่จริงลูกท้อที่เขามอบให้นั้นก็นับว่าเป็นลูกท้อที่แลดูมีลักษณะดีที่สุดในต้นเลยก็ว่าได้ เพียงแต่คำว่า ‘พันปี’ นี่ออกจะเกินเลยไปอย่างมากแล้วล่ะ แต่ถึงอย่างไรก็ดูเหมือนประมุขผู้นั้นจะได้รับประโยชน์อย่างเหลือแสนจากคุณวิเศษของมัน จึงได้กำนัลของล้ำค่ากลับมาอย่างที่เห็น..