ลู่ซือยังคงเสาะหาคัมภีร์อยู่ ทันใดนั้น ก็สะดุดตาคัมภีร์เล่มหนึ่งมีฝุ่นเกาะวางอยู่ด้านในสุด "ตำราพลองวานร"
"ตำราพลองวานร ... ไม่เห็นมีบทสรุปอะไรบันทึกไว้เช่นตำราพลองอื่น ทว่าเหมือนจะใช่ เมื่อถูกหยิบขึ้นมา เสียงหวีดร้องดังกระหึ่มกว่าทุกครั้ง และเงียบไปในที่สุด" ลู่ซือตัดสินใจหยิบและยื่นให้กับาุโเครายาว
"เอ ... ข้าไม่เคยเห็นตำรานี้มาก่อนเลย เ้าไปหยิบมาจากตรงไหน" าุโเครายาวมองดูตำรา ทว่าไม่รู้สึกคุ้นเคย ต้องเรียกว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ตลอดเวลานับร้อยปีอยู่ที่สำนัก ดูแลตำรามา ทุกเล่มเคยเห็นเคยหยิบอ่าน แต่กลับไม่เคยเห็นเล่มนี้เลย
"ข้าหยิบมาจากชั้นสองด้านใน" ลู่ซือตอบตามจริง าุโเครายาวส่งตำราคืนให้และไม่ได้กล่าวอะไร เพียงครุ่นคิดและแปลกใจว่าตลอดเวลาเหตุใดตนจึงไม่เคยแม้แต่จะเห็นตำราเล่มนี้
"เอาละ ... เ้านำไปศึกษา ภายในสามสิบวัน เ้าต้องนำมาคืนก่อน หากไม่พอ เ้าจึงยืมต่อได้" าุโเครายาวแจ้งลู่ซือตามกฏของวิหารคัมภีร์
หลังจากที่กลับเข้าที่พักแล้ว ลู่ซือเปิดตำราขึ้นเมื่ออ่านดู พบข้อความว่า "เมื่อใดที่พานพบ นั่นคือความสำเร็จแห่งวงล้อแห่งวัฏะเชื่อมโยง เป็วาสนาที่ข้าได้ส่งต่อถึงตัวข้าได้สำเร็จ" แม้จะยังไม่เข้าใจนัก แต่ยังคงเปิดตำราต่อเนื่อง
ในตำราที่อ่าน ... พลองแห่งวานร บอกเล่าถึงพลังแห่งวิชาพลองที่ถูกสร้างและสืบทอดส่งต่อมาจากเซียนวานรในานานนับอสงไขย และส่งมาถึงมือจักรพรรดิเซียน และครึ่งก้าวปรมัตถ์เซียนจักรพรรดิลี้เฟย หรือในดินแดนมิติอนันตกาล รู้จักกันในนาม ปรมาจารย์ลี้เฟย
ปรมาจารย์ลี้เฟยคือใครกัน ผู้เดียวในหลายโลกที่สามารถเข้าถึงเจตปรมัตถ์แห่งพลองและดาบ ปรมจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถและศัสตรา ผู้ปกครองดินแดนมิติอนันตกาลและโลกบริเวณนับไม่ถ้วน
พลองแห่งวานร ในอดีตกาล ถือเป็หนึ่งในศัสตราวุธเอกที่ปรมาจารย์ลี้เฟยใช้ประจำ ตัวพลองมีพลังมหาศาลที่ผนวกกับเจตจำนงแห่งพลองที่ถูกสร้างสะสมมานับโบราณั้แ่ครั้งยุคของเซียนวานร เจตจำนงเหล่านี้ ได้ถูกหล่อหลอมสะสมมานับอสงไขยปี
หากจะกล่าวถามว่าอสงไขยนานเพียงใดนั้น กล่าวได้ว่า อสงไขยเป็ระยะเวลาที่ยาวนานจนไม่อาจบอกได้ อาจเปรียบได้ประมาณเม็ดฝนของการเกิดฝนตกใหญ่อย่างมโหฬารทั้งวันทั้งคืนเป็เวลานานถึงสามปี โดยไม่ได้ขาดสาย ตามวิถีแห่งพุทธะเรียกได้ว่าเป็ระยะเวลาที่พระโพธิสัตว์ได้สั่งสมบารมีมาเพื่อเป็พระพุทธเ้าองค์ใหม่ก็ว่าได้
ระยะเวลาที่แสนจะยาวนาน ตัวพลองและเจตจำนงที่ถูกผนึกแน่นมาต่อเนื่อง กล่าวได้ว่า ทำให้พลองมีทั้งความรู้และความคิด ทว่าไม่มีจิติญญา หากแต่มีพลังแห่งเจตจำนงที่กล้าแข็ง หล่อประสานรวมร่วมเจตจำนงแห่งพลังและจิต
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เจตจำนงแห่งพลองทั้งปวง ถูกผนึกรวมไว้ที่จักระเซียนวานร และเมื่อปรมาจารย์ลี้เฟยเข้าสู่วงล้อแห่งวัฏะเชื่อมโยง จักระเซียนวานรที่ถูกหลอมรวมกับจิตในครั้งนั้น ได้ติดตามปรมาจารย์มาในวัฏะกาลปัจจุบันเช่นกัน
เมื่อตระหนักรู้ดังนั้น ลู่ซือจึงเข้าฌาณเพื่อเข้าถึงความแจ่มแจ้งของวงล้อแห่งวัฏะ จักระเซียนวานรส่งสว่างชัดเจน พลังงานหมุนเวียนในร่าง พลังและภาพดังกล่าว ได้ปรากฏขึ้นภายในร่างล้อมรอบจุดตันเถียน
จุดตันเถียนแต่เดิมที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว ขยายใหญ่ขึ้นและปรากฏถะเจดีย์ขึ้นสลัว ๆ ท่ามกลางกลุ่มหมอกขาวที่หมุนวน การตระหนักรู้เกิดขึ้น ภาพแห่งอดีตย้อนไปครั้งได้รับการถ่ายทอดจักระเซียนวานร การฝึกฝนและพลองเซียนที่สร้างขึ้นในวัฏะก่อนแจ่มชัด เมื่อครั้งอดีตกาลยามเดินทางไปดินแดนหม่าจงซาน เข้าป่าหินโบราณ และได้พบกับเศษเสี้ยวจิติญญาจักรพรรดิเซียนวานร
ภาพตระหนักรู้ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนั้น ลี้เฟยได้เข้าไปพร้อมกับเฟยิและได้รับสืบทอดตำนานและพลังจากจักรพรรดิเซียนวานรเฮงลี่หยางและจักรพรรดิหงส์เซียนซีหยางเฟิ่ง และนั่นเป็จุดเริ่มต้นของลี้เฟยในการได้รับวิชาและพลองเซียนวานร และต่อมาได้ใช้เป็อาวุธในระดับจิตเจตจำนง
พลังแห่งจักระกิเลน และจักระเซียนวานร ต่อเชื่อมล้อมรอบจุดตันเถียน เส้นใยแห่งพลังเชื่อมโยงในพริบตา พลังมหาศาลถูกเชื่อมโยง เปรียบดังสายธาราที่เชี่ยวกรากในแม่น้ำใหญ่ ไหลกระแทกเข้าสู่ตันเถียนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
ในเวลาเดียวกันถะเจดีย์มีขนาดใหญ่มากขึ้นทุกเวลาจนเป็ภาพชัดเจน ถะเจดีย์แห่งนี้
"ข้าจำได้แล้ว ถะเจดีย์นี้ ถูกผนึกไว้ในจิตเจตจำนงและติดตามข้ามเข้าสู่วงล้อแห่งวัฏะเชื่อมโยงมาเช่นกัน" ลู่ซือได้ตระหนักรู้เหตุการณ์ในวัฏะก่อนแล้ว
"พลองเซียนวานร" ลู่ซือส่งกระแสเสียงออกไปทันที
เสียงหวีดร้องกลับมาดังสนั่นอีกครั้ง เ้าสำนักและเหล่าาุโต่างพุ่งไปเขตหวงห้ามด้านในทันที เมื่อพบความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง หากแต่ในครั้งนี้ เสียงดังกังวาลกว่าทุกครั้ง ทำให้ศิษย์นอกจำนวนมาก กระอักโลหิต เพราะทนรับแรงกดดันเสียงไม่ได้
ทว่าในขณะที่เ้าสำนักและผู้าุโจำนวนมาก มุ่งไปยังเขตหวงห้าม พลังงานสีขาวกลับพุ่งเข้ามาด้านหน้าสำนักอย่างแรงกล้า ทุกคนที่เห็นภาพนั้น ต่างรีบหันหลังและไล่ตามทันที อย่างไรก็ตาม เพียงชั่วพริบตา แสงสีขาวนั้นกลับหายไปโดยไร้ร่องรอย ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าหายไปไหน หายไปได้อย่างไร เสียงที่ดังสนั่นกังวาลก็ค่อย ๆ เบาลงและเงียบลงเช่นกัน
ในมือของลู่ซือในยามนี้ มีเพียงขลุ่ยที่มีลวดลายงดงาม ดูเป็มิติและมีมนตร์ขลังปรากฏ
"ขลุ่ยเซียน ในที่สุดเราก็พบกัน" ลู่ซือกล่าวเบา ๆ