หลี่ซื่อหมินเพิ่งออกจากจวนเจิ้นอ๋องของเขาได้ไม่นาน ทั้งสี่คนนี้ก็มาถึงที่นี่แล้ว?
หลี่เฉิงเฟิงคิดในใจ ย่อมเป็หลี่ซื่อหมินที่ไม่สามารถบอกให้เขาไปเรียนได้ จึงสั่งให้ทั้งสี่คนนี้มาหลอกล่อเขา?
ฉินฉงเอ่ยด้วยสีหน้าสัตย์ซื่อ “องค์ชายแปด บอกตามตรง พวกเราสี่คนมาที่จวนเจิ้นอ๋องนั้น นอกจากมาเยี่ยมเยียนองค์ชายแปดแล้ว ยัง้าเชิญองค์ชายแปดไปศึกษาที่สำนักอักษรของไหลกว๋อกงอีกด้วย”
ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็แบบนี้
หลี่เฉิงเฟิงส่ายศีรษะแล้วจึงเอ่ยว่า “ไม่ไป ๆ คลุกคลีแต่กับพวกเด็ก ๆ มันจะไปสนุกอะไร?”
“เอ๊ะ? แต่องค์ชายแปด ท่านก็เป็เด็กมิใช่หรือ?”
ฉินฉงยิ้มเหยเก
หลี่เฉิงเฟิงเอ่ยต่อว่า “อยากให้ข้าเข้าเรียนสินะ? ย่อมได้ ว่าแต่มีอาจารย์สวย ๆ หรือไม่? ระหว่างเรียนข้าไม่อยากฟังบรรยาย ข้าจะมองอาจารย์สาวสวยโดยเฉพาะ”
“เอ่อ? เื่นั้น…”
ฉินฉงหน้าแดงด้วยความใ เว่ยเจิงก็พลันหน้าแดงก่ำเช่นกัน
ส่วนเฉิงเหยาจินกับเหว่ยฉือจิ้งเต๋อใบหน้าดำคล้ำเกินไปจนบอกไม่ได้ว่าพวกเขาหน้าแดงรึเปล่า!
ทว่าท่าทางประหลาดใจของทั้งสองคนนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉินฉงกับเว่ยเจิงเลย
องค์ชายแปดอายุมากเพียงไร? อายุหกขวบ แต่วัน ๆ พร่ำนึกถึงหญิงงาม เสื่อมทรามอะไรอย่างนี้?
หากฝ่าาหลี่ซื่อหมินได้ยินคำพูดของหลี่เฉิงเฟิง หลี่ซื่อหมินจะไม่ถอดกางเกงตีบั้นท้ายของหลี่เฉิงเฟิงเลยหรือ?
บาปกรรมเถอะ…
เด็กอัจฉริยะวัยหกขวบไม่ยอมไปเรียน มิหนำซ้ำยังถามด้วยว่าในชั้นเรียนมีอาจารย์สาวสวยหรือไม่? ขอไม่ฟังบรรยาย แต่ดูชมอาจารย์สวย ๆ แทน?
นี่เป็สิ่งที่เด็กหกขวบคิดจริงหรือ?
“แค่กแค่ก…”
ฉินฉงกระแอมไอสองหนขับไล่ความเขินอายแล้วเอ่ยว่า “องค์ชายแปด ในสำนักอักษรของไหลกว๋อกงมีอาจารย์สตรีเพียงไม่กี่คน! ทว่าองค์ชายแปดเป็องค์ชายแห่งราชวงศ์ถัง ท่านมีความคิดเช่นนั้นได้อย่างไร?”
“เฮอะ พวกเ้าไม่มิสิทธิ์ยุ่งเสียหน่อย! ข้าเป็ลูกพวกเ้ารึ? ข้าไม่ไปเรียนแล้วพวกเ้าจะทำอะไรข้าได้? พ่อหลี่ซื่อหมินยังไม่ยุ่มย่ามข้าเลย แล้วพวกเ้ากล้าดีอย่างไรมายุ่งกับข้า?”
“บังอาจ กล้าดีอย่างไรเรียกพระนามขององค์เหนือหัว!”
หลี่เฉิงเฟิงเอ่ยคำว่าพ่อหลี่ซื่อหมิน นั่นทำให้เว่ยเจิงตื่นใจริง ๆ
เฉิงเหยาจินจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง หยุดยั้งคำพูดของหลี่เฉิงเฟิงในทันใด
เว่ยเจิงตบหน้าผากของตัวเองอย่างหมดหนทาง
น้ำเสียงขององค์ชายแปด เป็ถ้อยคำของอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องจริงหรือ?
เื่ทะเลาะวิวาท เขามิอาจต่อกรกับองค์ชายแปดได้
เฉิงเหยาจินเอ่ยว่า “ที่นี่คือต้าถัง คือฉางอัน มิใช่หมู่บ้านลั่วเจียงในเมืองโยวโจว! ท่านเป็ถึงองค์ชาย จะไม่ให้เกียรติพระบิดาของท่านเลยรึ? ท่านกล้าดีอย่างไรเรียกพระนามของฝ่าา? ช่างอุกอาจนัก!”
“เฉิงเหยาจิน ข้าใหญ่ที่สุดในจวนเจิ้นอ๋องแห่งนี้ เ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้า!”
หลี่เฉิงเฟิงหักล้างรัศมีของเฉิงเหยาจินในชั่วอึดใจ
เฉิงเหยาจินตะลึงงัน
องค์ชายแปดในวัยหกขวบเปล่งรัศมีอันเยือกเย็นออกมาได้อย่างไร?
หากเด็กคนอื่นถูกเขาตำหนิเช่นนี้ เด็กคนนั้นคงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนเก็บไปฝันร้ายแล้ว
ทว่าองค์ชายแปดนั้นไม่ธรรมดาเลย เขาไม่เพียงไม่กลัว แต่บนใบหน้ายังมีความเย่อยิ่งมากยิ่งขึ้นและแสดงออกด้วยความมั่นใจ!
หลี่เฉิงเฟิงมองไปยังเฉิงเหยาจินด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เหยาจิน เ้าบอกว่าข้าอุกอาจงั้นสินะ?”
“ถูกต้อง ท่านบังอาจเรียกพระนามองค์เหนือหัวโดยตรง ช่างอุกอาจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!”
“สามหาว ขุนนางฏเฉิงเหยาจิน เ้ากล้าดีนักนะ!”
เป็เหตุให้หลี่เฉิงเฟิงะโลั่นและตบโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว
เฉิงเหยาจินตกตะลึงในทันที
นี่มันอะไร? เขากลายเป็ขุนนางฏไปแล้วรึ?
“เ้าช่างห้าวหาญจริง ๆ เฉิงเหยาจิน! บุคคลที่อุกอาจเช่นนี้สมควรถูกปะา!”
“องค์ชายแปด ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินฉงรีบก้าวเท้าออกมาห้าม
เขายังขยับตาให้เฉิงเหยาจิน ส่งสัญญาณให้เฉิงเหยาจินหยุดยั่วโมโหองค์ชายแปดได้แล้ว
ในสายตาของฉินฉง องค์ชายแปดไม่ใช่คนที่เผชิญหน้าด้วยความโกรธได้
แต่เฉิงเหยาจินมีหรือจะยับยั้งความใจร้อนของเขาได้?
เฉิงเหยาจินโพล่งถามว่า “ย่อมได้ ในเมื่อองค์ชายแปดหาว่ากระหม่อมอุกอาจ กระหม่อมก็จะตั้งใจฟังว่ากระหม่อมอุกอาจเช่นไร?”
เฉิงเหยาจินวางขวานคู่ในมือของเขา แล้วถกแขนเสื้อขึ้น
เขาไม่เชื่อหรอกว่าวันนี้ตนเองจะเอาชนะเด็กหกขวบไม่ได้
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็ถึงองค์ชายแปดแห่งราชวงศ์ถัง อีกทั้งฐานะสูงส่งกว่าตัวเขาเอง แต่เขาก็ยังยึดมั่นในสถานะของฝ่าา ขจัดความฮึกเหิมขององค์ชายแปด!
หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้น “เอาล่ะ ในเมื่อเ้าอยากฟัง ข้าก็จะบอกให้ฟัง!”
หลังจากนั้นแสงอันแข็งกร้าวก็ปรากฏขึ้นในดวงตากลมโตทั้งสองของหลี่เฉิงเฟิงในทันใด
หลี่เฉิงเฟิงกล่าว “เฉิงเหยาจิน เมื่อครู่นี้เ้าบอกว่าที่นี่คือต้าถัง คือฉางอัน มิใช่บ้านข้าในหมู่บ้านลั่วเจียง เมืองโยวโจวใช่หรือไม่!”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเอ่ยเช่นนั้น!”
“หึ เฉิงเหยาจิน เ้าช่างกล้านัก! องค์ชายผู้นี้เป็องค์ชายแปดแห่งราชวงศ์ถัง พระราชวังย่อมเป็บ้านของข้า! เ้าบอกว่าบ้านของข้าไม่ได้อยู่ในฉางอัน ไม่ใช่ในพระราชวัง แต่อยู่ในหมู่บ้านลั่วเจียงแห่งเมืองโยวโจว ในสายตาของเ้าไม่เห็นข้าเป็องค์ชายแปดเลยรึ? เ้าบังอาจดูถูกคนของราชวงศ์ถัง สิ่งนี้เท่ากับการดูถูกเสด็จพ่อหลี่ซื่อหมิน!”
“เฉิงเหยาจิน ช่างเหิมเกริมนัก กล้าดียังไงดูิ่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน? นี่เป็ความผิดโทษปะาชีวิต เ้ากล้าดียังไงบอกว่าเ้าไม่มีความผิด?”
“อันใดนะ เอ่อ นั่น… ”
เฉิงเหยาจินอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
ใบหน้าของเขากลายเป็สีซีด ไร้เืฝาด
ไม่เป็ไรถ้าพูดถึงหลี่เฉิงเฟิง แต่หากเกี่ยวโยงกับฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถังหลี่ซื่อหมิน เช่นนั้นก็มีความผิดโทษปะาชีวิตจริง ๆ !
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เว่ยเจิงเผลอตบศีรษะของเขาโดยไม่รู้ตัว
ข้าบอกแล้วว่าองค์ชายแปดเป็โอรส์ผู้ปราดเปรื่อง อย่าริทะเลาะวิวาทกับองค์ชายแปด เฉิงเหยาจินเ้าจะก่อเื่ทำไม?
ตอนนี้ถึงคราวซวยแล้วไหมล่ะ?
องค์ชายแปดเล่นคำให้เ้าซึ่ง ๆ หน้า ปัดสิ่งที่เ้าพูดกับองค์ชายแปดไปให้ฝ่าาโดยตรง
บัดนี้มาดูกันเถอะว่าเฉิงเหยาจินเ้าจะรับมือเช่นไร
เฉิงเหยาจินหน้าถอดสี ขณะเอ่ยว่า “องค์ชายแปด กระหม่อมภักดีต่อฝ่าา ซื่อสัตย์หนึ่งเดียว นับประสาอันใดกับการดูิ่ ท่านอย่าได้พูดจาเหลวไหล”
“อะไรนะ? ข้าพูดเหลวไหลรึ? งั้นวันนี้เราจะได้เห็นกันว่าใครกันแน่ที่พูดจาเหลวไหล”
หลี่เฉิงเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วเอ่ยต่อว่า “ก่อนอื่นเลย ข้าเป็เด็ก เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อ! กล่าวคือ บ้านของข้าก็คือบ้านของพ่อข้า! เฉิงเหยาจินเ้าเพิ่งบอกว่า บ้านของข้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารอย่างหมู่บ้านลั่วเจียง เมืองโยวโจว? เช่นนั้นก็นับว่าบ้านเดิมของพ่อข้าก็อยู่ที่หมู่บ้านลั่วเจียง เมืองโยวโจวด้วยหรือไม่?”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ ริมฝีปากของเฉิงเหยาจินก็สั่นเทาด้วยไม่รู้จะตอบกลับเช่นไร
เขารู้สึกสังหรณ์ใจ รู้สึกเหมือนตนเองจบสิ้นแล้ว
ถ้าเขาพูดอะไรผิดไป แล้วองค์ชายแปดจับพิรุธได้เล่า?
แน่นอนว่าองค์ชายแปดเป็เด็กอัจฉริยะ เขาจึงมิอาจต่อกรได้เลย…