ตอนที่ 15 โมโห (1)
“ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง อีกประเดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า”
มู่ชิวรีบเดินเข้าไปหวังจะดึงซ่งจื่อเฉินไว้ แต่กลับเห็นซ่งจื่อเฉินก้าวถอยหลังไม่หยุด จึงหลุดหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ “เอาละ ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ไม่ว่าอย่างไรกระหม่อมก็ไม่มีทางทำเช่นนั้น ถึงอย่างไรก็ต้องรอท่านอ๋องแบ่งงานให้พวกแม่ทัพก่อน...”
ในที่สุดซ่งจื่อเฉินก็รู้สึกโล่งอก ขณะที่กำลังกลับไปนั่ง ทันใดนั้นก็ได้ยินประโยคหลัง เท้าพลันพลิกกลับ โซเซไปสองก้าวถึงจับโต๊ะประคองไว้ได้ “มู่ชิว ข้ายอมรับว่าเ้าฝีมือดีกว่าข้า ข้าอาจสู้เ้าไม่ได้ แต่เ้าทำแบบนี้มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว...”
“ก็แค่ใช้เงื่อนไขอย่างสมเหตุสมผล อย่างไรเสียหากท่านอ๋องดึงดันจะเอาตัวเองไปเสี่ยง ยังมิสู้ให้กระหม่อมรังแก”
มู่ชิวตอบอย่างจริงจัง มองสีหน้าตื่นใของซ่งจื่อเฉินอย่างยากจะปิดบัง แววตาเจือไปด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ขณะเตรียมจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงะโของเมิ่งต๋าเซียนดังมาจากนอกกระโจม “ท่านอ๋อง พวกเขามาถึงกันหมดแล้ว เข้าไปได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามาได้”
ซ่งจื่อเฉินกระแอมหนึ่งที ปรับสีหน้าเล็กน้อยและท่านั่งให้เรียบร้อย มู่ชิวเองก็ลุกขึ้น ยืนอยู่ข้างเขาอย่างเป็ธรรมชาติ ประสานมือคารวะแม่ทัพทั้งสี่ที่เข้ามา เมิ่งต๋าเซียนรับผิดชอบเื่เสบียงและขนย้ายสัมภาระ รถม้าคันนั้นย่อมถูกนับรวมเข้าไปด้วย ถือเป็คนที่เคยพูดคุยกับเขามากที่สุด ประสานมือคารวะกลับพลางหัวเราะอย่างเป็กันเอง เซวียจ้าวกับถังเหวินข่ายเองก็เช่นกัน มีเพียงเผิงเฟยกุยที่เพียงกวาดตามองเขาแล้วหันไปโค้งตัวทำความเคารพซ่งจื่อเฉิน มองข้ามเขาไปอย่างสิ้นเชิง
ทุกคนต่างเห็นท่าทางของเผิงเฟยกุย เมิ่งต๋าเซียนยังไม่เท่าไร ทว่าในสายตาของเซวียจ้าวกับถังเหวินข่ายกลับฉายแววครุ่นคิด สายตาของซ่งจื่อเฉินขรึมลงเล็กน้อยกำลังรอแสดงความไม่พอใจ แต่กลับถูกมู่ชิวกดหลังไว้เบาๆ อย่างที่ไม่ให้ผิดสังเกต ครั้นขมวดคิ้วเงยหน้ามองก็เจอกับดวงตาที่ยังคงสุขุมอ่อนโยนคู่นั้น
มู่ชิวส่ายหน้าเล็กน้อยให้เขา สีหน้าสงบนิ่ง เห็นได้ชัดว่าชินกับการถูกปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ซ่งจื่อเฉินมีเพียงความรู้สึกหงุดหงิดอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าไม่ใช่เพราะมือนั้นที่ยังคงอยู่บนหลังของเขา เกรงว่าคงระงับอารมณ์ไม่อยู่แล้ว เวลานี้เห็นสีหน้าเรียบเฉยของเผิงเฟยกุย ยิ่งหงุดหงิดหาที่ระบายไม่ได้ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ขรึมลงเล็กน้อย “วันนี้เรียกพวกท่านมาเพื่อหารือเื่การเดินทางผ่านหุบเขา พวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรก็พูดมาได้ อย่าเอาแต่นั่งเฉยแบบนี้...”
“ท่านอ๋อง”
มู่ชิวเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ออกแรงกดที่หลังของซ่งจื่อเฉินเล็กน้อย น้ำเสียงของเขายังคงไม่ต่างจากปกติ แต่ซ่งจื่อเฉินกลับสูดลมหายใจเข้าตามสัญชาตญาณอย่างอดไม่ได้ กำหมัดแน่นเงียบไปสักพัก ในที่สุดก็บังคับให้ตัวเองพูดจาอ่อนลง “...ช่วยกันคิดให้ดีๆ พวกเราระดมสมองกัน ดูว่าพอจะคิดวิธีที่ดีได้หรือไม่”
คนอื่นฟังน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของมู่ชิวไม่ออก แต่เขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจน ปกติคนผู้นี้ใจกว้างกับตนมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าเื่อะไรก็ตามใจ ทว่าเมื่อถึงยามที่ปล่อยให้เขาทำตัวเหลวไหลไม่ได้ก็จะแค่เรียกเขาเบาๆ เช่นนี้ ถึงแม้จะไม่มีทางพูดอะไรไปมากกว่านี้ แต่แค่เรียกคำเดียวกลับทำให้เขาร้อนตัวตามสัญชาตญาณ ต่อให้ในใจจะขัดขืนอย่างไรก็ต้องทำตามความ้าของคนผู้นี้อยู่ดี
นอกจากมองสีหน้าของเมิ่งต๋าเซียนไม่ออก คนอื่นๆ ต่างนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยต่อน้ำเสียงที่อ่อนลงของเขา แม้แต่สายตาของเผิงเฟยกุยก็เบนไปทางมู่ชิวที่อยู่ข้างหลัง สายตาเจือไปด้วยการครุ่นคิดแบบที่สังเกตเห็นได้ยาก สายตาของมู่ชิวกลับแค่มองซ่งจื่อเฉินอย่างแน่นิ่งไม่เปลี่ยนแปลง พอเห็นเขาระงับอารมณ์ได้จึงเอามือที่กดอยู่ด้านหลังซ่งจื่อเฉินออก จับแผนที่ที่อยู่บนโต๊ะให้เปลี่ยนทิศทาง “เชิญแม่ทัพทุกท่านดู เส้นทางนี้ถูกชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า ‘หุบเขาสิ้นชีพ’ ได้ยินว่าทางแคบและขรุขระพอสมควร เมื่อครู่ทหารที่ไปสำรวจรายงานว่า จุดที่แคบที่สุดกว้างเพียงหนึ่งจั้งกว่า ลักษณะเส้นทางก็เดินได้ลำบาก หากทัพใหญ่จะผ่านเกรงว่าต้องเสียเวลามาก ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง”
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาพูดต่อหน้าทุกคนในฐานะกุนซือ น้ำเสียงไม่อ่อนโยนนุ่มนวลเหมือนยามปกติ แม้จะยังคงสุขุมเยือกเย็น คำพูดก็นอบน้อม แต่กลับเหมือนมีการวางอำนาจแฝงอยู่อย่างเป็ธรรมชาติ กระทั่งบรรยากาศภายในกระโจมก็ตึงเครียดขึ้นเล็กน้อยตามไปด้วย
เป็ครั้งแรกที่ซ่งจื่อเฉินเห็นมู่ชิววางมาดข่มเช่นนี้ ก็ทั้งตะลึงและพอใจ แต่กลับไม่สะดวกถามต่อหน้าทุกคน ทำได้เพียงข่มความสงสัยเอาไว้ เซวียจ้าวกลอกตา จากนั้นก็ยิ้มพลางพูดคลี่คลายสถานการณ์ “ท่านกุนซือพูดถูก พวกเรารีบหาวิธีออกมาให้เร็วที่สุดจะดีกว่า จะปล่อยให้ทัพใหญ่เอาแต่รออยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่เื่...แม่ทัพเผิง ท่านอยู่ในกองทัพมาหลายปี ประสบการณ์ย่อมมากกว่าพวกเรา ท่านมีอะไรจะชี้แนะหรือไม่”
เผิงเฟยกุยกวาดตามองเขาเล็กน้อย หลุบตาลงพลางพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “กระหม่อมเป็คนไม่มีความรู้ เป็แต่เื่ต่อสู้ ไม่เข้าใจเื่การวางแผน ในเมื่อเส้นทางเดินไม่สะดวก กระหม่อมยินดีพาทัพหน้าไปสำรวจเส้นทางก่อน ส่วนที่เหลือสุดแล้วแต่แม่ทัพใหญ่จัดการ กระหม่อมทำตามคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“พี่เผิง แบบนี้มันจะหักหาญน้ำใจกันแล้ว ก็พูดกันอยู่ว่าสามทัพห้ามเคลื่อน ให้ทัพเสบียงไปก่อน ท่านแย่งตำแหน่งทัพหน้าไปจากข้ายังไม่เท่าไร ยังจะแย่งงานสำรวจเส้นทางไปจากข้าอีกหรือ”