คัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ

    [TDSS] ตอน 038 : ดลใจ

    แต่พวกนางกลับไม่มีใครรู้ว่าป่าดำเป็นผู้กระทำ กลับเคารพสรรเสริญบูชาเขา


    เช่นเรื่องราวของหม่าอิ๋งอิ๋ง ในช่วงที่นางเยาว์วัย ป่าดำฆ่าล้างครอบครัวของนาง เหลือเพียงนางที่เยาว์วัยกับพี่น้องอีกจำนวนน้อยนิด ป่าดำเข้าช่วยนางและครอบครัวที่เหลือในยามวิกฤต จากนั้นเขาทำตัวราวกับเป็นวีรบรุษที่น่านับถือ


    เขาดูแลเอาใจใส่นางและครอบครัวที่เหลือ ฝึกฝนหม่าอิ๋งอิ๋งและคนอื่นๆ ราวกับเป็นอาจารย์แสนดีคนหนึ่งที่ยึดถือคุณธรรม


    แต่ตลอดเวลาที่ป่าดำอยู่กับพวกนาง


    เขาก็ได้ใช้เคล็ดวิชาย่อยในเคล็ดวิชา 'มหาเวทย์กลืนฟ้า' ซึ่งมีเคล็ดวิชาส่วนย่อยที่สามารถ 'ดลใจ' ผู้คนได้


    ในคำว่า 'ดลใจ' นี้ ย่อมไม่ได้หมายถึงการบังคับหรือเปลี่ยนจิตใจคนให้ทำตามคำสั่งได้อย่างถาวร


    แต่มันเป็นการชี้นำความคิดของผู้คนได้


    ป่าดำใช้การ 'ดลใจ' นี้ทำให้หม่าอิ๋งอิ๋งรักเคารพและบูชาตัวเองเสียยิ่งกว่าเทพเจ้า ผ่านเวลาที่ยาวนาน จากการดลใจช่วงสั้นๆ ที่เปลี่ยนความคิดเล็กๆ น้อยๆ


    แต่ป่าดำทำมันอย่างต่อเนื่อง จนมันคล้ายกลายเป็นความคิดของหม่าอิ๋งอิ๋งผู้ถูกดลใจจริงๆ ในที่สุดหม่าอิ๋งอิ๋งและครอบครัวที่เหลือของนางก็เชื่อเสียงในหัวของพวกนาง นางคิดว่าป่าดำคือศรัทธาที่แท้จริงของพวกนางจากใจ


    หม่าอิ๋งอิ๋งนางตายแทนป่าดำได้ และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อป่าดำโดยไม่ปริปากถามหรือสงสัยใดๆ ขอเพียงเป็นประสงค์ของป่าดำ พวกนางยอมทำทุกอย่าง


    ในโลกใบนี้ต้องเป็นคนที่ชั่วร้ายขนาดไหนถึงทำสิ่งนี้ได้


    ฆ่าครอบครัวของเหยื่อ และเปลี่ยนให้เหยื่อศรัทธาตัวเองราวกับเป็นเทพเจ้าหรือเจ้าลัทธิ


    และที่ป่าดำต้องทำสิ่งวุ่นวายมากขนาดนี้ ทั้งหมดก็เพื่อ...


    การฝึกฝนบ่มเพาะเคล็ดวิชา 'กายเทพมาร' และ 'มหาเวทย์กลืนฟ้า'


    เพราะความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกใบนี้


    และสิ่งที่ทำให้ป่าดำในยุครุ่งเรืองกลับตกต่ำได้


    ความจริงก็คือ...


    ในโลกใบนี้มีระดับที่แปดอยู่


    และป่าดำก็รู้ว่าด้วยว่าเคล็ดวิชา 'กายเทพมาร' และ 'มหาเวทย์กลืนฟ้า' ของเขาสามารถไปถึงระดับที่แปดแห่งการบ่มเพาะได้


    ส่วนเหล่า 'สตรีไร้ลุ่มหลง' ทั้งหมด ไม่ว่าใคร


    แท้จริงป่าดำสร้างพวกนางมาเป็นเหยื่อเพื่อใช้เป็นเตาหลอมการบ่มเพาะของตัวในช่วงเวลาสำคัญ


    ป่าดำจึงใส่ใจพวกนางเป็นพิเศษ ยอมยุ่งยากในการสร้างพวกนางขึ้น บ่มเพาะพวกนางอย่างช้าๆ


    ช่วงหนึ่งของเคล็ดวิชาหลอมกายเซียนทอง มีการกล่าวถึงหลักแห่งเบญจธาตุ


    ซึ่งป่าดำได้เตรียมร่างสตรีเบญจธาตุไว้หมดแล้ว


    หม่าอิ๋งอิ๋งก็เป็นหนึ่งในนั้น เหล่าสตรีเบญจธาตุที่ป่าดำวางไว้เพื่อตัวเอง


    ...


    เวลาค่อยๆ ล่วงผ่านหลี่เค่อรู้ว่าน้าจั่วคิดอะไร เขาจึงเล่าเรื่องทุกอย่างที่เขารู้ให้น้าจั่วผู้เป็นเหมือนญาติสนิทคนสุดท้ายฟัง


    น้าจั่วห้ามหลี่เค่อไม่ให้ไป ‘หอราตรีรื่นรมย์’ และบอกกับหลี่เค่อว่า เขาจะหาหญิงสาวพรหมจรรย์มาให้หลี่เค่อบ่มเพาะเอง พวกเรามีเงิน การจะหาหญิงสาวบริสุทธิ์สักคนจะไปยากอะไร แน่นอนว่าน้าจั่วไม่ห้ามหลี่เค่อบ่มเพาะเคล็ดวิชาที่ดูคล้ายวิชามาร นั่นเพราะจั่วยุ่นเชื่อว่าเคล็ดวชาที่หลี่เค่อฝึกฝนหากเขาไม่ทำให้ใครตายหรือใครเดือดร้อน เขาก็ไม่ควรห้ามนายน้อยของตัวเองฝึกฝน


    นอกจากนั้นจั่วยุ่นก็เชื่อในสิ่งที่หลี่เค่อทำ


    แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้หาไม่ยากอะไร กับการหาผู้หญิงจำนวนมากมาช่วยฝึกฝน


    ใช่พวกเรามีเงิน


    แต่คำถามคือพวกนางจะยอมทำสิ่งนี้อย่างพร้อมใจหรือไม่


    และพวกนางจะถูกบังคับไหม


    และต่อให้ผ่านสองเงื่อนไขนี้


    ในใจของหลี่เค่อก็ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่ไม่สะดวกอีกมากมายเช่นกัน เช่นการปกปิดตัวตน การทำอย่างไรให้พวกเขาครอบครัวฝึกฝนที่โลกใบนี้ได้อย่างสงบสงบไม่ต้องวุ่นวายไปกับกระแสโลกที่ดูจะรุนแรงและมีการแข่งขันไม่น้อย


    หากหลี่เค่อต้องทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้เขาจำเป็นต้องวางรากฐานอย่างยาวนานแรมปี เพื่อให้ได้ผลอย่างที่หวัง


    แต่ป่าดำกับทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้หลี่เค่อหมดแล้ว


    และนอกจากนั้นหลี่เค่อไม่อยากเสียเวลาอีก


    การไม่มีพลังทำให้เขารู้สึกอันตราย


    จั่วยุ่นได้ยินเหตุผลของหลี่เค่อสุดท้ายเขาก็ได้แต่พูดว่า "นายน้อยท่านต้องดูแลตัวเองดีๆ นะขอรับ ร่างกาย ความปลอดภัยและสุขภาพของนายน้อยสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด"


    หลี่เค่อยิ้มและพยักหน้ารับ


    ก่อนจ้องมองไปที่แหวนมิติ และมองชุดเสื้อผ้าอันมีเอกลักษณ์ของป่าดำ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หน้ากากหัวกะโหลกที่ใช้เป็นแทนตัวตนของป่าดำ


    ‘หอราตรีรื่นรมย์’ มองตัวตนของป่าดำจากสัญลักษณ์ ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของป่าดำ


    ...


    ณ ห้องเล็กๆ กว้างยาวรวมพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 35 ตารางเมตร


    เฉินรุ่ยฟางตื่นขึ้นมาทำความสะอาดและปัดกวาดเช็ดถูอย่างดี ทำให้ห้องเล็กๆ นี้ดูเป็นระเบียบและสะอาดตามาก


    ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูเสร็จเฉินรุ่ยฟางก็เริ่มทำอาหารที่เรียบง่ายเช่นทุกวัน อาหารที่มีข้าวเป็นส่วนใหญ่ ไข่ดาวสองใบและผักต้มราคาถูกหลากชนิด กินกับน้ำจิ้มปรุงรสที่ไม่มากเกินไป


    เฉินรุ่ยฟางบิดกายหลังจากวางจานอาหารเสร็จ


    เสื้อของเธอที่สวมในวันหยุดนี้ตัวใหญ่มาก นั่นเพราะจริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เสื้อผ้าของเธอ หากแต่เป็นของพ่อเธอต่างหาก


    ชุดของเฉินรุ่ยฟางส่วนใหญ่เล็กและเก่าจนเกินไป เธอไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยนับตั้งแต่พ่อเธอถูกทำร้ายบาดเจ็บและต้องพักรักษาตัวอย่างไม่ได้สติที่โรงพยาบาล


    "ไฮ่ผิง! ซ่านกั๋ว! กินข้าวได้จ๊าาาา พี่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว"


    "คร๊าาาาาาาบ","ครับ" เสียงเด็กชายสองคนดังแทบพร้อมๆ กัน แต่ในเสียงของเด็กชายทั้งสอง เสียงเด็กชายคนหนึ่งดังเบาและเศร้าอย่างแปลกๆ


    น้องชายใบหน้าสี่เหลี่ยมขอยัยตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเดินมาพร้อมกัน โดยหนึ่งในสองคนมีใบหน้าเศร้าอย่างเห็นได้ชัด


    เขาเศร้าอะไร


    "ซ่านกั๋วนายเป็นอะไร"


    เฉินซ่านกั๋วได้ยินพี่สาวถาม สองมือเขากุมเข้าหากัน มันขยับไปมา ทีท่าของเฉินซ่านกั๋วคล้ายกำลังใช้ความคิดอะไรบางอย่าง เขาต้องมีเรื่องสำคัญแน่ๆ แต่เขาไม่รู้ว่าจะพูดดีหรือไม่


    เฉินไฮ่ผิงผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดเห็นเข้าและเขาได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ เขารู้ว่าน้องชายคนนี้ต้องการพูดอะไรบางอย่าง


    เขาจึงแผดเสียง


    "หยุดเลยซ่านกั๋ว นายห้ามพูดอะไรเด็ดขาด"


    แต่เฉินไฮ่ผิงเด็กหน่อเด็ก ยิ่งเขาพูดแบบนี้ 'เฉินรุ่ยฟาง' ผู้เป็นพี่สาวก็ยิ่งสนใจ จนต้องมองจ้องเจ้าน้องชายตัวแสบเฉินไฮ่ผิงเขม็งว่าเขากำลังปิดบังอะไรเธออยู่


    "พวกเราเป็นพี่น้องกันมีอะไรถึงพูดกันไม่ได้ 'ไฮ่ผิง' 'ซ่านกั๋ว' ทั้งสองกำลังปิดบังอะไรพี่"


    ปัง เฉินไฮ่ผิงตบโต๊ะหันมองน้องชายฝาแฝดอย่างไม่พอใจ เพราะเขาทำให้พี่สาวต้องถามเรื่องนี้


    แต่เฉินรุ่ยฟางเห็นน้องชายแบบนี้เธอก็ยิ่งต้องการรู้ว่าทั้งสองปิดบังอะไรเธอ หรือว่าพวกเขาถูกคนรังแกอีกแล้ว คิดแบบนี้เฉินรุ่ยฟางก็พบว่าตัวเธอต้องรู้ความจริงให้ได้


    สุดท้ายก็เป็นเฉินรุ่ยฟางที่ตบโต๊ะเสียงดังบ้าง จากนั้นจ้องหน้าน้องชายฝาแฝดประหนึ่งนางผีที่ดุร้าย


    ทั้งสองเห็นพี่สาวเป็นแบบนี้ก็ใบหน้าดำมืดทันที ก่อนจะเห็นเฉินรุ่ยฟางเดินไปหยิบไม้ลงโทษออกมา จากนั้นเธอแผดเสียงดุว่าจะพูดไหมใส่น้องชายฝาแฝด


    แต่ให้ตายเฉินไฮ่ผิงก็ไม่พูด จนเฉินรุ่ยฟางเหลืออดต้องลงมือตีหลายครั้ง แต่เฉินไฮ่ผิงช่างเป็นเด็กชายใจเด็ด ต่อให้เขาถูกตีจนหน้าแดงน้ำตาไหล สิ่งที่เขาคิดว่าจะไม่พูด เขาก็ไม่พูดจริงๆ


    แต่กลับเป็นเฉินซ่านกั๋วที่เห็นแฝดผู้พี่ถูกตีและเขาทนไม่ไหว ในที่สุดก็ร้องไห้และพูดว่า


    "พี่สาวผมพูดแล้ว ผมพูดแล้ว"


    "ข้า... ข้าบอกว่า... ฮือ...ฮือๆๆ ไม่ให้บอกเรื่องนี้กับพี่สาวไง... ฮือๆๆ" เฉินไฮ่ผิงแผดเสียงทั้งๆ ที่น้ำตาอาบหน้า


    เฉินซ่านกั๋วฝาแฝดพูดน้อง เขาพูดมาถึงขนาดนี้แล้วเขาก็ต้องพูดให้หมด


    "ผมกับพี่ไฮ่ผิงพวกเราสอบผ่านสิบคนแรกของสำนักศึกษา พวกเราจะได้เรียนเคล็ดวิชา 'หมัดเหล็กร้อน' และการหลอม 'กายาหมีดำ' ซึ่งมันเป็นเคล็ดวิชาที่ระดับหนึ่งและระดับสองฝึกได้ถึงขั้นสมบูรณ์ เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาลับของสำนักศึกษาไป๋ซาน เพียงแต่ท่านอาจารย์บอกว่าคนที่จะฝึกเคล็ดวิชานี้ได้ต้องมีเงินบริจาคให้สำนักศึกษา 10 ล้านเหรียญหมิง พร้อมจ่ายเงินซื้อโอสถกายาหมีดำจากทางสำนักศึกษาทุกเดือน เดือนละ 1 ล้านเหรียญหมิง จึงจะฝึกได้ ผมอยากแข็งแกร่ง และอยากฝึกมันเพื่อที่ในอนาคตผมจะได้หาเงินได้เยอะๆ เอาไปรักษาพ่อ และซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ ให้พี่สาวอยู่ แต่พี่ไฮ่ผิงกับไม่ให้ผมพูดเรื่องนี้กับพี่สาว เพราะไม่อยากให้พี่สาวลำบากใจ"


    เฉินรุ่ยฟางได้ยินแบบนี้ จากนั้นเธอมองเฉินไฮ่ผิงที่เธอพึงตีเขาไปอย่างหนัก เธอกำไม้ที่ใช้ตีน้องชายแน่นจนสั่นเกร็ง


    เธอรับรู้ได้ว่าน้องชายของเธอเติบโตแล้ว และเขาเป็นเด็กดีถึงขนาดรับรู้ว่าพี่สาวคนนี้มีความลำบากใจมากมาย


    คนหนึ่งคิดช่วยเหลือเธอเมื่อเติบใหญ่


    อีกคนมีความคิดอ่านแทนเธอเพื่อให้เธอไม่ต้องลำบากใจ และเขารู้ว่าครอบครัวเราไม่มีเงิน


    วันนี้ที่โต๊ะข้าวพี่น้องกินข้าวกันทั้งน้ำตา


    เพราะแม้เฉินซ่านกั๋วจะพูดแบบนี้ เฉินรุ่ยฟางก็ไม่รู้ว่าเธอจะไปหาเงินจากที่ไหน เพราะเพียงแค่ค่าใช้จ่ายปัจจุบัน เธอก็แทบจะต้องหยิบยืมจากคนอื่นแล้ว


    !ปังปัง เสียงทุบประตูดัง

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ ที่คุณอ่าน