กว่าพิธีทุกอย่างจะเสร็จสิ้นก็ตกบ่ายของวันแล้ว
จ้าวซีห่าวได้บอกกับชิงอีว่า จะเข้าป่าไปล่าสัตว์กว่าจะกลับประมาณ 7 วัน ระหว่างนี้ให้นางอยู่กับน้องแฝดชายหญิงไปก่อน เพราะว่าที่บ้านไม่มีเงินเหลืออยู่เลย
จึงต้องรีบไปล่าสัตว์ออกมาขายและเก็บไว้เป็เสบียงบางส่วน ไม่เช่นนั้นหน้าหนาวนี้ทั้งครอบครัวอาจจะไม่สามารถผ่านมันไปได้
โดยคราวนี้เขาตัดสินใจจะเข้าไปลึกกว่าเดิม เนื่องจากป่าด้านนอกไม่มีสัตว์ให้เห็นเลย ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาหลายวันในการเดินทาง ซึ่งนางก็รับคำ แล้วบอกว่าจะดูแลบ้านและน้องให้ดีระหว่างรอเขากลับมา
เมื่อตกลงกันเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็แบกอุปกรณ์ล่าสัตว์เดินหายไปทางหลังบ้านเพื่อเข้าป่าในทันที
ป่านี้มีชื่อว่า ป่าอสูรหวงหลง ซึ่งป่าชั้นนอกอยู่ห่างกับหลังบ้านของครอบครัวสามีนางไม่ไกล และถูกแบ่งกั้นอาณาเขตด้วยลำธารขนาดค่อนข้างใหญ่ที่ไหลมาจากในป่าลึกนั้นเอง
ตกเย็นชิงอีก็เข้าไปทำกับข้าวในครัว โดยมีน้องสาวสามีเข้ามาช่วย ส่วนน้องชายนั้นออกไปตักน้ำมาเติมถังสำหรับทำกับข้าวและไว้อาบด้วย
“พี่สะใภ้จะทำกับข้าวอะไรบ้างเ้าคะ จะให้ข้าช่วยทำอะไรบอกได้เลย” จ้าวไป่ซิง กล่าวขึ้นด้วยความกระตือรือร้นที่จะช่วยงาน
ด้วยกลัวว่าพี่สะใภ้จะไม่ชอบตนกับพี่ชายฝาแฝด ทั้งสองคนจึงได้ตกลงกันไว้ว่าจะเป็เด็กดีและช่วยงานทุกอย่างที่พี่สะใภ้สั่ง
ซึ่งคู่แฝดเป็เด็กดีและรู้ความมาก เพราะั้แ่สูญเสียพ่อแม่ไป ก็เหลือแค่พี่ใหญ่ที่ดูแลและดีต่อพวกเขามาตลอด เมื่อมีพี่สะใภ้เข้ามา พวกเขาจึงไม่้าให้พี่ใหญ่มีปัญหาหรือลำบากใจกับเื่ในบ้าน
แค่ต้องเข้าป่าและทำงานอื่น ๆ เพื่อหาเงินเข้าบ้านก็หนักและเหนื่อยมากพอแล้ว ดังนั้นอะไรที่สามารถช่วยหรือแบ่งเบาภาระได้พวกเขาทั้งสองคนจึงตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุด
“อืม เช่นนั้นเ้าไปต้มโจ๊กแล้วกัน ทำเป็ใช่หรือไม่่ เดี๋ยวพี่สะใภ้จะทำผัดผักป่าละกัน” ชิงอีเอ่ยตอบออกไป
“เป็เ้าค่ะ”
ทั้งสองคนช่วยกันทำกับข้าวจนเสร็จและนำไปจัดเรียงที่โต๊ะกินข้าว จากนั้นชิงอีให้เด็กสาวไปตามพี่ชายมาทานข้าวพร้อมกัน ซึ่งระหว่างนั้นทั้งสามคนก็ทานกันไปเงียบ ๆ เมื่อทานข้าวเสร็จก็แยกย้ายไปอาบน้ำและเข้าห้องนอน
แต่ด้วยความที่เดิมนั้น ร่างกายของหญิงสาวไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้ว ทั้งพึ่งจะผ่านการป่วยหนักมา ทำให้ขณะที่กำลังเดินกลับเข้าห้อง นางรู้สึกเวียนหัวและเกิดอาการหน้ามืดกระทันหัน จากนั้นก็ล้มลงหัวฟาดพื้นอย่างแรงจนสลบไป
ตึ้ง!!! ตุบ!!!
ทางด้านสองพี่น้อง เมื่อได้ยินเสียงดังก็สะดุ้งใหันมาถามกันและวิ่งออกมาจากห้องทันที
“พี่รอง ท่านได้ยินเสียงอะไรหรือไม่เ้าคะ”
“ได้ยินซิ เสียงเหมือนอะไรหนัก ๆ ตกลงพื้นเลย”
“เช่นนั้น เรารีบออกไปดูกันเถอะเ้าค่ะ หวังว่าจะไม่ใช่พวกบ้านใหญ่มาหยิบฉวยอะไรของเราอีกนะเ้าคะ”
“ไม่รู้ซิ เรารีบไปดูกันเถอะ”
เมื่อวิ่งมาถึงหน้าประตูห้อง จ้าวไป่ซิง ก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความใและหวาดกลัว
“พี่รอง!!! พี่สะใภ้เ้าค่ะ พี่สะใภ้นอนอยู่ตรงนั้นเป็อะไรก็ไม่รู้ ”
“เ้าอย่าเพิ่งเสียงดัง เรารีบเข้าไปดูกันเถอะว่านางเป็เช่นไรบ้าง” จ้าวห่าวหลาน พูดขึ้นทั้งที่ตนเองก็ใและหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือดเช่นกัน
“พี่สะใภ้เ้าคะ พี่สะใภ้ ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” จ้าวไป่ซิงส่งเสียงเรียกและเขย่าตัวนางไปด้วย
“ดูท่าจะไม่ดีแล้วล่ะน้องเล็ก พวกเราช่วยกันประคองนางไปที่เตียงในห้องนอนก่อน เดี๋ยวพี่จะรีบไปตามท่่านหมอมา ส่วนเ้าก็ดูแลพี่สะใภ้ไปก่อนนะ”
เมื่อพูดจบเด็กชายก็จัดการทำทันที จากนั้นรีบวิ่งออกไปตามท่านหมอ ซึ่งอยู่ถัดจากบ้านของพวกเขาไปไม่ไกล
“พี่สะใภ้ ท่านอย่าเป็อะไรนะเ้าคะ ฮือ ๆ ๆ” เด็กหญิงนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าและแขนให้กับชิงอี โดยระหว่างที่เช็ดไปนางก็เริ่มร้องไห้ด้วยความกลัว
ผ่านไปประมาณ 1 เค่อ จ้าวห่าวหลานก็กลับมาพร้อมกับท่านหมอ โดยระหว่างทางเขาได้เอ่ยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังแล้ว ท่านหมอตรงเข้าไปจับชีพจรของชิงอี ชั่วครู่ก็วางมือลง และจัดการฝังเข็มให้นาง
“ท่านหมอขอรับ พี่สะใภ้อาการเป็เช่นไรบ้างขอรับ” เด็กชายเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่ค่อนข้างสั่น ทั้งบีบมือของตัวเองไปด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะความเครียดและวิตกกังวลในใจ
“อืม อาการนางค่อนข้างแย่นะ ก่อนหน้านี้นางก็ป่วยหนักมาก่อน ประกอบกับร่างกายไม่แข็งแรงอยู่แล้ว และไม่ได้รับการบำรุงที่ดี อาการของนางจึงไม่ค่อยดีนัก แต่ได้ฝังเข็มไปแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ยาไว้ ต้มให้นางดื่มทุก 2 ชั่วยาม และคอยดูอาการนางให้ดี เพราะคืนนี้อาจจะมีไข้ขึ้นสูง” ท่านหมอบอกอาการและจัดยาให้ด้วย
ซึ่งั้แ่เขาเป็หมอมา เขาก็เคยพบเจอคนไข้ที่มีอาการแบบนี้มาค่อนข้างมาก แต่ละคนจะฟื้นตัวช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการดูแลและการบำรุง ซึ่งสำหรับหญิงสาวแล้ว เขาไม่แปลกใจเลยทำไมอาการถึงไม่ค่อยดี เพราะว่านางขาดการบำรุงนั่นเอง
และก็ไม่ต้องแปลกใจอีกเช่นกัน ว่าทำไมบ้านเดิมถึงไม่เอาอะไรมาบำรุงนาง ก็จะให้บำรุงได้เช่นไรเล่า ในเมื่อทั้งหมู่บ้านก็มีแต่คนยากจนกันทั้งนั้น ข้าวที่จะกินแต่ละมื้อแทบจะไม่พออยู่แล้ว มีเพียงบางครอบครัวเท่านั้นที่พอมีพอกินแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
“หลังจากนี้พวกเ้าก็หมั่นดูแลและเช็ดตัวในนางดี ๆ ล่ะ ยาก็ต้องทานให้ตรงตามที่ข้าได้บอกไว้นะ และหากนางมีอาการไม่ดีหรือมีอะไรผิดปกติก็ไปตามข้าได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
“ทราบแล้วขอรับ เอ่อออ…. ท่านหมอขอรับ ค่ารักษาทั้งหมดเท่าไหร่หรือขอรับ หากข้าจะขอติดไว้ก่อนรอให้พี่ใหญ่กลับมาจ่ายจะได้หรือไม่ขอรับ” จ้าวห่าวหลานกล่าวด้วยความละอายใจที่ตนเองยังไม่มีเงินจ่ายให้
“ทั้งหมด 100 อีแปะ ค่ารักษาข้าไม่คิด คิดแต่ค่ายาก็พอแล้ว และค่อยให้พี่ชายเ้ามาจ่ายภายหลังก็ได้ ไม่เป็ไร พวกเ้าก็ดูแลนางดี ๆ นะ ข้าไปล่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอก”
ท่านหมอกล่าวด้วยความสงสารและเห็นใจ แต่จะให้เปล่าก็ไม่ได้ เพราะครอบครัวเขาก็จำเป็ต้องกินต้องใช้เช่นกัน
“ขอบคุณท่านหมอมากขอรับ/เ้าค่ะ” คู่แฝดโค้งตัวกล่าวขอบคุณพร้อมกัน และได้แต่จดจำน้ำใจของท่านหมอไว้ หากมีโอกาสพวกเขาจะตอบแทนอย่างแน่นอน
จากนั้นจ้าวห่าวหลานก็เดินตามไปส่งท่านหมอที่หน้าบ้าน เมื่อท่านหมอจากไปแล้ว เขาก็จัดการปิดรั้วและประตูบ้านให้เรียบร้อย และกลับเข้าไปในห้องพี่สะใภ้อีกครั้ง
จ้าวไป่ซิงเมื่อเห็นพี่ชายกลับมาแล้ว จึงหันไปพูดว่า
“พี่รอง ท่านไปนอนเถอะ เดี๋่ยวคืนนี้ข้าจะอยู่เฝ้าพี่สะใภ้เองเ้าค่ะ”
“ตกลง เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะตื่นมาทำอาหารเอง เ้าจะได้ไม่เหนื่อยมาก”
“ได้เ้าค่ะ”
ตกลงกันจบทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไป
ซึ่งคืนนั้น ด้วยความกังวลและเหนื่อยล้าที่ต้องคอยดูแลคนป่วย เด็กหญิงตัวน้อยจึงเผลอหลับไปโดยที่ไม่ได้รับรู้เลยว่า พี่สะใภ้ของตนนั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ และได้มีจิติญญาอื่นเข้ามาแทนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“อืม… หนาว…”
ทำไมหนาวแบบนี้เนี้ย หนาวชะมัดเลย หวานบ่นในใจ อยากจะลืมตาก็ลืมไม่ขึ้นมันหนักไปหมด ตาก็หนัก หัวก็ปวด เธอจึงตัดสินใจหลับไปอีกครั้ง ลืมไม่ขึ้นก็ไม่ต้องลืมนอนต่อก็ได้
ซึ่งระหว่างที่เธอหลับนั้นก็ได้ฝันเห็น่ชีวิตของหญิงสาวคนนึงที่มีทั้งทุกข์และสุขปะปนกันไป แต่ที่แปลกคือหวานมีความรู้สึกร่วมกับเธอคนนั้น ราวกับเป็เื่ของตนเองก็ไม่ปาน