พลิกฟ้า ข้าเหนือ

    ตอนที่ 131 พี่น้องจำกันได้


            หลังจากที่ซินหยางเฟิ่งฝึกการหลอมอุปกรณ์เวทจนก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่งนางก็ไปที่ตระกูลปิงเพื่อศึกษาเรื่องการหลอมต่อซึ่งวันนี้นางไปพร้อมกับสือเป่าเป้ย ซินกัง และองครักษ์อีกสองคน

            เมื่อมาถึงก็ได้รับการต้อนรับจากทุกคนเป็นอย่างดี

            “ย่าก็นึกว่าเจ้าจะไม่มาที่นี่อีกเสียแล้ว”นายหญิงใหญ่เจียงเจียวกล่าว หลังจากเดินไปจูงมือซินหยางเฟิ่งให้ไปนั่งข้างๆ นาง

            ใจจริงแล้วเจียงเจียวแทบอยากจะไปหาซินหยางเฟิ่งเพื่อให้นางคิดใหม่ทันทีหลังจากที่ได้ฟังปิงหนิงเทียนเล่าให้ฟังว่าทุกอย่างให้แล้วแต่นางซินฟางแต่ปิงหนิงเทียนห้ามไว้ก่อน บอกให้นางใจเย็นๆ แล้วก็ต้องเกลี้ยกล่อมนางอีกพักใหญ่

            “เอ่อ....”ซินหยางเฟิ่งรู้สึกไม่ชินต่อความกระตือรือร้นของนายหญิงใหญ่เจียงเจียว

            “เจ้าช่างใจร้ายนักเจ้าจะยังไม่ยอมรับหนิงเทียนก็ช่างเถอะ แต่เจ้าต้องยอมรับย่านะ มิน่าเล่าไม่แปลกใจเลยที่ย่าเอ็นดูเจ้าตั้งแต่แรกเห็น สายเลือดของเราช่างเข้มข้นจริงๆ”

            “เอ่อ....แล้วท่านผู้นำตระกูลเล่าเจ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งอึกอัก จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องถามถึงปิงโยวแทน

            “อุ๊ยเรียกท่านผู้นำตระกูลได้อย่างไร เรียกท่านปู่สิ”

            “เอ่อ..”เห็นความกระตือรือร้นของนายหญิงใหญ่เจียงเจียว ทำให้ซินหยางเฟิ่งรู้สึกเกรงใจและในที่สุดก็ตอบ

            “เจ้าค่ะ”

            “ดี”เจียงเจียวยิ้มพอใจ

            “ตอนนี้เขากำลังไปหาวัสดุหลอมอุปกรณ์เวทน่ะ”

            “แล้วคนอื่นๆเล่าเจ้าคะ”

            “พวกข้าอยู่นี่”

            ยังไม่ทันที่นายหญิงใหญ่เจียงเจียวจะตอบคนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามา

            “คุณชายใหญ่คุณชายสาม คุณชายสี่” ซินหยางเฟิ่งกล่าวทักทาย

            “เรียกลุงใหญ่ลุงสามสิ” ปิงหนิงเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติ

            ซินหยางเฟิ่ง“......”

            เห็นซินหยางเฟิ่งเงียบปิงหนิงเหอก็ไม่ว่าอะไรเพราะปิงหนิงเทียนเล่าให้ฟังถึงข้อตกลงระหว่างเขากับนางแล้ว

            ชายทั้งสองนั่งลงบ่าวรับใช้รีบรินชาให้

            “หืมชาดอกไม้วิญญาณหรือ” ปิงหนิงเฉิงถามหลังจากดื่มชา

            “ใช่แล้วนี่เป็นชาที่หยางเฟิ่งนำมาให้วันนี้ นางทำเองนะ ชาดีใช่ไหมล่ะ”นายหญิงใหญ่เจียงเจียวกล่าวชื่นชมหลานสาวออกนอกหน้า

            ปิงหนิงเหอและปิงหนิงเทียนเคยดื่มชาที่ซินหยางเฟิ่งนำมาให้จึงไม่แปลกใจ แต่นี่เป็นครั้งแรกสำหรับปิงหนิงเฉิง

            “อืมไม่เลว” ปิงหนิงเฉิงวางจอกชาที่ดื่มหมดแล้ว จากนั้นเขาก็รินชาให้ตัวเองอีกจอก

            “ตั้งแต่เจ้าสามกลับมาข้าเห็นเจ้าทำตัววุ่นอยู่กับงานในห้องศึกษาตลอด กำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ”นายหญิงใหญ่เจียงเจียวถามลูกชายคนที่สาม

            ตั้งแต่ปิงหนิงเฉิงกลับมาเวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการเก็บตัวอยู่แต่ในห้องศึกษาทั้งวันเพิ่งจะออกมาให้นางเห็นหน้าวันนี้เอง

            “ข้ากำลังทดลองสร้างอุปกรณ์เวทชิ้นใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครสร้างมาก่อนขอรับ”ปิงหนิงเฉิงตอบมารดาโดยไม่ปิดบัง

            “อุปกรณ์เวทชิ้นใหม่อีกแล้วหรือครั้งที่แล้ว ก่อนที่เจ้าจะไปทะลวงระดับเจ้าก็ทำโดรนที่ใช้บินสำรวจพื้นที่และส่งภาพให้ดูได้ จนคนตื่นตะลึงกันไปทั่วแล้วครั้งนี้จะทำอะไรอีกเล่า”

            เจียงเจียวถามนางรู้สึกว่าหลังจากที่ลูกชายคนนี้ถูกธาตุไฟเข้าแทรกครั้งนั้น เขาก็ฉลาดขึ้นเก่งขึ้น และมีความคิดแปลกใหม่ไม่เหมือนบรรพชน

            ซินหยางเฟิ่งที่กำลังดื่มด่ำกับชาดอกไม้แทบจะสำลักน้ำชานางเงยหน้าขึ้น ตั้งใจฟังที่สองแม่ลูกคุยกันทันที

            “ครั้งนี้ข้าจะลองทำตู้เร่งเวลาดูขอรับ ตัวตู้หลอมไม่ยากแต่การเขียนอักขระกำกับยังทำไม่สำเร็จขอรับ”

            ซินหยางเฟิ่งมองจ้องปิงหนิงเฉิงเขม็งจนชายหนุ่มรู้สึกได้เขาหันไปมองซินหยางเฟิ่งแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

            ซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้วคิดว่าจะถามดีหรือไม่ แต่นางก็ไม่ได้เสียเวลาคิดนานเพราะไม่อยากเก็บความอยากรู้เอาไว้ให้คาใจ จึงถามออกไป ในขณะที่ใจเต้นตึกตัก

            “คุณชายสามปิงท่านมีอีเมล์หรือไม่”

            ปิงหนิงเฉิงที่ลิ้มรสชาจอกที่สองถึงกับสำลักไอค่อกแค่ก

            “แค่กแค่ก อะไรนะ เจ้าถามอะไรนะ”

            ปิงหนิงเฉิงมองซินหยางเฟิ่งอย่างพินิจพิจารณา

            “เอ่อ...ข้าถามว่าท่านมีอีเมล์หรือไม่”

            คนอื่นๆทำหน้าสงสัย

            “อีเมล์คืออะไรหรือ”ปิงหนิงเหอถาม

            ปิงหนิงเฉิงและซินหยางเฟิ่งไม่สนใจคำถามของปิงหนิงเหอต่างคนต่างจับจ้องตากัน ใจเต้นแรง

            ปิงหนิงเฉิงพยักหน้าแล้วตอบนางช้าๆ ชัดๆ “chuntian@bigmail.com”

            ครืด

            เสียงเก้าอี้ครูดไปกับพื้นดังขึ้นพร้อมกับซินหยางเฟิ่งที่ลุกขึ้นยืน

            ทุกคนหันไปมองนางแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นซินหยางเฟิ่งน้ำตาคลอ

            “ชุนเทียนเป็นชุนเทียนจริงๆหรือ” ซินหยางเฟิ่งถามเสียงสั่นขณะนี้สภาพแวดล้อมรอบตัวในสายตาของซินหยางเฟิ่งล้วนเบลอไปหมดภาพที่คมชัดมีเพียงปิงหนิงเฉิงเท่านั้น

            “แล้วเจ้าเล่ามีอีเมล์หรือไม่” เสียงสั่นเล็กน้อยของปิงหนิงเฉิงถูกเปล่งออกมาซึ่งเขาก็พยายามถามให้น้ำเสียงเป็นปกติเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ

            “แน่นอนอีเมล์ข้า Tigerfeng@bigmail.comจำได้แล้วหรือไม่”

            ปิงหนิงเฉิงเม้มปากแน่นนัยน์ตาแดงก่ำ และหากสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามือของเขาก็สั่นเล็กน้อยด้วยสายตาของเขาจับจ้องมองตากับซินหยางเฟิ่งไม่วางตา

            คนอื่นๆต่างมองหน้าทั้งสองคนด้วยความสงสัย

            “พวกเจ้าพูดคุยอะไรกันหรือเหตุใดข้าไม่เข้าใจ” ปิงหนิงเหอถาม นายหญิงใหญ่เจียงเจียวก็อยากถามเช่นกัน

            ปิงหนิงเฉิงและซินหยางเฟิ่งรีบดึงสายตากลับมาและทำตัวตามปกติ

            ซินหยางเฟิ่งดึงเก้าอี้กลับมานั่งตามเดิมแต่สายตายังคงจับจ้องที่ปิงหนิงเฉิงไม่วางตา ปิงหนิงเฉิงก็จ้องนางไม่ต่างกันจากนั้นก็หันไปพูดกับทุกคน

            “เอ่อไม่มีอะไรหรอก เพียงแค่ข้านึกอะไรได้บางอย่างจึงอยากคุยเป็นการส่วนตัวกับหลานสาวนิดหน่อย ว่าอย่างไร เจ้าอยากคุยกับข้าหรือไม่”หลังจากชี้แจงกับทุกคนแล้ว ปิงหนิงเฉิงก็หันมาถามซินหยางเฟิ่ง

            ซินหยางเฟิ่งระงับความตื่นเต้นพยายามตีหน้านิ่งแล้วพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ”

            “เช่นนั้นเจ้าก็ตามข้ามาเถอะ” ปิงหนิงเฉิงกล่าวกับซินหยางเฟิ่ง

            หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้น

            “อะไรกันพวกเจ้ามีเรื่องอะไรถึงคุยกันที่นี่ไม่ได้”นายหญิงใหญ่เจียงเจียวถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ

            ปิงหนิงเฉิงเม้มปากแล้วกระซิบใส่หูมารดา

            “เหมือนว่าข้าจะเคยเจอนางมาก่อนมันมีความลับน่าอายบางอย่างที่ข้าอยากกำชับนาง ท่านแม่อย่าเค้นถามข้าเลยนะ”

            เจียงเจียวหันมามองลูกชายที่ดึงหน้าออกไปแล้วหลังจากกระซิบกระซาบจบ นางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่เมื่อลูกชายบอกว่ามันเป็นเรื่องน่าอายนางก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมเขาอยากคุยเป็นการส่วนตัว

            “เอาเถอะเช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปคุยกัน แต่เจ้าห้ามทำร้ายและข่มขู่นางนะ”เจียงเจียวกำชับลูกชาย เพราะเมื่อเป็นความลับน่าอายลูกชายของนางอาจใช้วิธีรุนแรงกับหลานสาวของนางเพื่อปกปิดเรื่องน่าอายนั้นก็ได้

            “โธ่ท่านแม่เห็นข้าเป็นคนอย่างไรกัน ถึงอย่างไรนางก็เป็นหลานสาวข้าข้าไม่ทำร้ายนางหรอกขอรับ” ปิงหนิงเฉิงกล่าวกับมารดา

            “เอาละๆข้ารู้แล้ว พวกเจ้าไปคุยกันเถอะ” เจียงเจียวโบกมือไล่

            ปิงหนิงเฉิงและซินหยางเฟิ่งสบตากันแล้วเดินออกไป

            ปิงหนิงเหอและปิงหนิงเทียนมองทั้งสามคนด้วยความสงสัย

            “พี่สามพูดอะไรหรือขอรับ”ปิงหนิงเทียนถาม

            “ไม่มีอะไรหรอกพวกเจ้าก็อย่าสนใจเลย” เจียงเจียวบอกปัด

             

             

            ณซุ้มศาลาหลังหนึ่งในสวนดอกไม้ของคฤหาสน์ตระกูลปิง

            “พี่สาวเป็นพี่สาวใช่ไหม” ปิงหนิงเฉิงเป็นคนถามก่อนอย่างอดไม่ไหว

            “หากเจ้าคือซินชุนเทียนละก็ใช่! เป็นข้าเอง”

            คำตอบของซินหยางเฟิ่งทำให้ปิงหนิงเฉิงรู้สึกตื่นเต้น ดีใจเป็นอย่างมากใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งอยู่เป็นนิจถึงกับเบ่งบานราวกับดอกไม้

            ชายหนุ่มพยักหน้ารัวๆ“ใช่ๆ ซินชุนเทียนก็คือผมเอง พี่สาว ฮ่าฮ่าฮ่า ผมดีใจจริงๆ ที่ได้เจอพี่ที่นี่”

            “เกิดอะไรขึ้นทำไมนายถึงได้มาอยู่ที่นี่ มาตั้งแต่เมื่อไรแล้วกลายมาเป็นคุณชายสามปิงได้อย่างไร”

            ปิงหนิงเฉิงที่มีไส้ในเป็นซินชุนเทียนนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะจากศตวรรษที่ 22 พลันมีสีหน้าโกรธขึ้งทันที

            “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาที่นี่ได้อย่างไรตอนนั้น หลังจากที่พี่ถูกยิงตกน้ำก็เกิดการต่อสู้กันยกใหญ่คนของพี่ช่วยผมไม่สำเร็จ ผมถูกพาไปอีกที่หนึ่งแล้วพวกมันก็ใช้ยากล่อมประสาทกับผมอย่างที่เคยคาดไว้จริงๆผมบอกพวกมันจนหมดว่าผมเคยสร้างอะไรแล้วบ้างแม้กระทั่งเรื่องชิปมิติพวกมันยิ่งโลภอยากได้มากกว่าเดิม และก่อนที่ผมจะเอาข้อมูลการวิจัยให้มันผมได้สติก่อน ผมจึงทำลายทุกอย่างที่ผมมี พวกมันโกรธมากเลยฆ่าผมและเมื่อผมได้สติกลับคืนมา ผมก็มาอยู่ในร่างของปิงหนิงเฉิงแล้วตอนนั้นเจ้าของร่างนี้ธาตุไฟเข้าแทรกพอดี ผมนี่ทรมานจนแทบจะตายรอบสองทันทีตั้งแต่ลืมตา”

            “เอ๋เหมือนว่าคุณชายสามปิงคนนี้ธาตุไฟเข้าแทรกจนระดับลดมาตั้งหลายปีแล้วนี่”ซินหยางเฟิ่งอุทาน

            ปิงหนิงเฉิงพยักหน้า“ใช่ ตอนนั้นเจ้าของร่างธาตุไฟเข้าแทรกตอนจะเลื่อนระดับแล้วเกิดตายขึ้นมาน่ะวิญญาณผมก็เข้ามาแทนที่ตั้งแต่ตอนนั้นเลย”

            “โอ้ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า นายตายทีหลังพี่แต่กลับมาอยู่ที่นี่ในช่วงเวลาก่อนพี่สินะ”

            “ก็คงงั้นแล้วพี่สาวล่ะ มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไรหรือ”

            “เกือบปีแล้วละแล้วก็ไม่ใช่ที่นี่นะ แต่อยู่ในโลกมนุษย์น่ะ”

            “หือ?”

            ปิงหนิงเฉิงไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่มีอีกมิติหนึ่งซึ่งเรียกว่าโลกมนุษย์เขาคิดว่ามีแต่แดนพรางซ่อน

            “อืมเรื่องแบบนี้ก็น่าศึกษาวิจัยเหมือนกันนะเนี่ย” ปิงหนิงเฉิงยกมือลูบคางตัวเองพูดพึมพำ

            เลือดนักวิทยาศาสตร์ของเขาถูกกระตุ้นทันที

            “แล้วชิปมิติติดตัวนายมาด้วยไหม”

            ปิงหนิงเฉิงส่ายหน้า“ไม่ครับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้นขุดค้นหาประโยชน์อะไรจากผมได้ผมก็เลยทำลายทุกอย่างหมดเลย เอ๊ะ หรือว่าพี่มีชิปมิติติดมาด้วย”ปิงหนิงเฉิงเบิกตาโตสีหน้าตื่นเต้น

            ซินหยางเฟิ่งยิ้มแล้วพยักหน้า “ต้องขอบใจนายมากจริงๆเพราะชิปมิติของนายทำให้ชีวิตที่นี่ของพี่สะดวกสบายมากแล้วไหนจะน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมที่นายส่งให้ก่อนตายนั่นอีกมันช่วยพี่ได้มากจริงๆ”

            จากนั้นซินหยางเฟิ่งก็เล่าถึงผลการใช้น้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมให้ปิงหนิงเฉิงฟังและยังเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เข้ามาอยู่ในโลกใหม่นี้ด้วย

            “โอ้ดีจริงๆ ที่ผมมอบน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมให้พี่ไปก่อนไม่อย่างนั้นการแก้พิษนั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย”

            ซินหยางเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วย“ใช่ เรื่องนี้ต้องขอบใจนายจริงๆ”

            “พี่สาวก็ช่างใจกล้าแท้ๆกล้าใช้น้ำยาที่ยังไม่ได้ทดลอง”

            “ทำไงได้เล่าแต่ผลมันก็ออกมาดีนี่ คิดดูสิ ถ้าพี่ไม่ลองดื่มน้ำยานั่น พี่จะมานั่งอยู่ที่นี่ไหมพวกเราจะได้เจอกันไหม”

            “อืมก็จริง” ปิงหนิงเฉิงพยักหน้าเบาๆ

            “โชคดีจริงๆที่ตอนนั้นผมมอบน้ำยาให้พี่เก็บไว้ไม่อย่างนั้นมันคงถูกทำลายอย่างเสียเปล่าไปหมดแล้วพร้อมกับผลงานชิ้นอื่นๆ”

            “นั่นสินะถือเป็นโชคดีในโชคร้ายเลยก็ว่าได้” ซินหยางเฟิ่งถอนหายใจ

            ภาพความทรงจำตอนที่นางไปช่วยน้องชายจนถึงเหตุการณ์ตอนที่นางถูกยิงตกน้ำยังคงแจ่มชัดเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน