ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    รอบคัดเลือก

    ภายในห้องพักของสถาบันฉินเยี่ย

    หยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยได้รับโอสถฟื้นฟูจากหนานหมิง ซึ่งโอสถฟื้นฟูของหนานหมิงให้ผลดีกว่าโอสถฟื้นฟูที่สถาบันฉินเยี่ยมอบให้เสียอีก

    “ เป็นไงข้าไม่ได้ทำให้เสียชื่อของสถาบันใช่ไหมล่ะ?! ” หยางไท่หัวเราะร่าอย่างพึงพอใจ

    “ ใช่ๆ เพียงแค่ข้าและหยางไท่สองคนก็สามารถเอาชนะศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของห้าสถาบันได้อย่างสบายๆ ” เยี่ยนเจวี๋ยกล่าวเสริมด้วยความภาคภูมิ

    แม้ว่าห้าสถาบันที่แข่งขันกับสถาบันฉินเยี่ยจะไม่ใช่สถาบันที่มีชื่อเสียงมากนักและคนที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาส่วนมากก็เป็เพียงแค่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลายหรือไม่ก็ขั้นสูงเท่านั้น ไม่สามารถเทียบได้กับทั้งสองที่เป็นถึงบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์

    แม้ว่าระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูงและขั้นสมบูรณ์จะห่างกันเพียงแค่ขั้นเดียว แต่ระยะห่างของมันก็เหมือนกับเด็กทารกและผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ต้องมาต่อสู้กัน 

    เวลานี้ชื่อเสียงของเขาได้กระจายไปทั่วแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้โด่งดังเมื่อเทียบกับอัจฉริยะคนอื่นๆ แต่ทั้งสองก็ได้กลายเป็นที่หมายตาของกองกำลังจำนวนมากแล้วเช่นกัน และอีกอย่างหนึ่งก็คือทั้งสองเป็นศิษย์พี่ของหนานหมิง ถือว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหนานหมิง กองกำลังใหญ่ทั้งหมดก็ได้เล็งเห็นช่องทางในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหนานหมิงแล้ว

    “ ตอนบ่ายนี้ทุกอย่างก็จะใช้แผนเดิมไปก่อน หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ย พวกมเจ้าทั้งสองไม่มีปัญอะไรใช่ไหม? ” น่าหลันหวงเมิ่งถามขึ้น

    “ ศิษย์พี่น่าหลันไม่มีปัญหา ข้าและเยี่ยนเจวี๋ยยังสามารถสู้ต่อได้สบาย อีกทั้งได้โอสถฟื้นฟูมาจากศิษย์น้องหนาน พลังวิญญาณของข้าฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิมแล้ว ” หยางไท่กล่าวด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ

    เยี่ยนเจวี๋ยเองก็พยักหน้ารับกับคำกล่าวของหยางไท่

    น่าหลันหวงเมิ่งพยักหน้ารับและให้ทุกๆคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อน

    พริบตาเดียวก็มาถึงช่วงบ่าย

    สนามประลองหมายเลขแปด 

    สถาบั้นทั้งสิบสถาบันมากันครบทั้งหมดแล้ว 

    สำหรับการประลองในคู่แรกไม่ใช่สถาบันฉินเยี่ยแต่เป็นสถาบันเจาอี้กับสถาบันหลางเย่

    ไม่นานนักการประลองของสถาบันฉินเยี่ยก็ยังคงชนะไปถึงเจ็ดครั้ง จนกระทั้งมาถึงการประลองกันระหว่างสถาบันฉินเยี่ยและสถาบันเหลียงสุ่ย 

    เวลานี้สถาบันฉินเยี่ย สถาบันเหลียงสุ่ยและสถาบันเฟยฮวายังชนะเจ็ดนัดติดเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงสามสถาบันที่ต้องมาชิงอันดับหนึ่งกันแล้ว

    บนสนามประลองหยางไท่เป็นคนแรก ส่วนสถาบันเหลียงสุ่ยส่งชูขวง ซึ่งเป็นศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดของสถาบันเหลียงสุ่ย

    แม้ว่าจะเป็นศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดแต่เขาก็มีความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลายเลยทีเดียว นับว่าเป็นศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

    แต่ทว่าผลการแข่งขันก็เป็นอย่างที่ทุกคนคิด หยางไท่เอาชนะชูขวงได้ไม่ยากมาก จนกระทั้งเขาเอาชนะศิษย์อีกสองคนของสถาบันเหลียงสุ่ยและสลับให้เยี่ยนเจวี๋ยขึ้นมาสู้แทน

    เนื่องจากศิษย์อีกสองคนของสถาบันเหลียงสุ่ยเป็นเพียงแค่บรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้นจึงไม่สามารถทำอะไรหยางไท่ได้ 

    เมื่อเยี่ยนเจวี๋ยขึ้นมาบนสนามประลองเขาก็เอาชนะศิษย์อีกคนหนึ่งของสถาบันเหลียงสุ่ยได้ ทำให้ศิษญ์คนสุดท้ายอย่างฮวาเหล่ยซึ่งเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันเหลียงสุ่ยขึ้นมาบนสนามประลอง

    เยี่ยนเจวี๋ยยิ้มทักทายฮวาเหล่ยอย่างเป็นกันเอง

    “ เยี่ยนเจวี๋ย ศิษย์สถาบันฉินเยี่ย ” เยี่ยนเจวี๋ยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

    “ ฮวาเหล่ย ศิษย์สถาบันเหลียงสุ่ย ” ฮวาเหล่ยกล่าวเรียบๆก่อนที่จะหยิบเอาสนับมือที่ทำมาจากเหล็กล้ามาสวมใส่

    เยี่ยนเจวี๋ยเอาดาบออกมาพร้อมกับตั้งท่าต่อสู้

    ทันใดนั้นกรรมการก็ประกาศเริ่มการต่อสู้

    เยี่ยนเจวี๋ยและฮวาเหล่ยพุ่งใส่กันทันที เนื่องจากระยะดาบของเยี่ยนเจวีิ๋ยไกลกว่าฮวาเหล่ยทำให้เขาได้เปรียบอย่างมาก แต่ทว่าสนับมือของฮวาเหล่ยถูกสร้างขึ้นมาจากแร่ชนิดพิเศษทำให้เขาสามารถรับดาบของเยี่ยนเจวี๋ยได้โดยตรง

    ดวงตาของเยี่ยนเจวี๋ยหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนที่เขาจะหลบหมัดของฮวาเหล่ยด้วยความเร็ว 

    “ เป็นหมัดที่ไม่เลวเลย ” เยี่ยนเจวี๋ยยิ้มก่อนที่จะวาดดาบใส่อย่างต่อเนื่อง

    ฮวาเหล่ยทั้งหลบและใช้สนับมือรับดาบของเยี่ยนเจวี๋ยอย่างบ้าคลั่ง

    ดวงตาของฮวาเหล่ยในยามนี้กลายเป็นตกตะลึง เพราะเขานึกไม่ถึงเลยว่าทักษะดาบของเยี่ยนเจวี๋ยจะยอดเยี่ยมเช่นนี้ เขาไม่มีทางตอบโต้ได้เลย

    ในฐานะศิษย์ที่มีชื่อเสียงของสถาบันเหลียงสุ่ย ฮวาเหล่ยยอมเคยต่อสู้ทั้งนักดาบ มือกระบี่ มือทวนมาก่อน แต่เขาไม่เคยเจอนักดาบที่สร้างปัญหาให้กับเขาได้อย่างเยี่ยนเจวี๋ยเลย

    เนื่องจากทักษะดาบของเยี่ยนเจวี๋ยเล็งไปที่จุดตายตลอดเวลา อีกทั้งยังแม่นยำและทรงพลังเป็นอย่างมาก แม้ว่าทักษะดาบของเยี่ยนเจวี๋ยจะไม่ได้หวือหวาแต่ทุกการโจมตีมุ่งเน้นการสังหารอย่างเดียว

    ทันใดนั้นเยี่ยนเจวี๋ยก็พบเห็นจุดอ่อนของฮวาเหล่ยเขาจึงแทงดาบเข้าไปตรงที่หน้าอกของฮวาเหล่ยอย่างรวดเร็ว

    “ มังกรทมิฬ ” เยี่ยนเจวี๋ยคำราม

    ทันใดนั้นที่ปลายดาบของเยี่ยนเจวี๋ยก็ปรากฏมังกรสีดำตัวใหญ่พุ่งใส่ร่างกายของฮวาเหล่ย

    ฮวาเหล่ยเบิกตากว้างพร้อมกับรีบยกหมัดขึ้นมาป้องกันแต่ก็สายเกินไปแล้ว เนื่องจากมังกรทมิฬของเยี่ยนเจวี๋ยนั้นรวดเร็วและทรงพลังเกินไป

    ตู้ม

    ร่างของฮวาเหล่ยลอยกระเด็นไปไกลหลายสิบจั้งจนเกือบที่จะตกสนามประลองอยู่แล้วโชคดีที่เขาหยุดได้ก่อนไม่อย่างนั้นคงตกสนามประลองไปแล้ว

    มุมปากของฮวาเหล่ยเต็มไปด้วยเลือดสีแดงที่ไหลออกมาจากปากอย่างต่อเนื่อง

    “ แข็งแกร่งจริงๆ สมกับเป็นศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ย! ” ฮวาเหล่ยเช็ดเลือดที่มุมปากพร้อมกับตั้งท่าต่อสู้ต่อ

    เยี่ยนเจวี๋ยยิ้มและพยักหน้าอย่างพึงพอใจพร้อมกับกล่าวว่า “ มีระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ไม่ถึงห้าคนที่สามารถรับการโจมตีเมื่อครู่ของข้าได้ เจ้าเองก็ถือว่าแข็งแกร่งพอสมควร ” 

    มังกรทมิฬเป็นทักษะดาบที่เขาฝึกฝนมาอย่างยาวนาน และโชคดีที่เขาได้รับการชี้แนะจากหนานหมิงทำให้ทักษะมังกรทมิฬทรงพลังมากขึ้นแม้กระทั้งกลายเป็นทักษะระดับสวรรค์ขั้นสูงเกือบจะใกล้เคียงกับระดับตำนานแล้ว ถือว่าเป็นหนึ่งในทักษะที่แข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก

    “ ข้าควรภูมิใจสินะ ” ฮวาเหล่ยยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะพุ่งใส่เยี่ยนเจวี๋ยอย่างรวดเร็วโดยใช้พลังทั้งหมดไปที่เท้า

    ทักษะท่าร่างเหยียบเวหาของฮวาเหล่ยถือว่าเป็นทักษะท่าร่างที่รวดเร็วอย่างมาก เนื่องจากฮวาเหล่ยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เน้นการโจมตีและหลบหลีกไปในตัว เพราะฉะนั้นนอกจากทักษะหมัดที่ทรงพลังแล้วเขาก็มีทักษะท่าร่างที่รวดเร็วไม่แพ้กัน

    ดวงตาของเยี่ยนเจวี๋ยมองตามการเคลื่อนไหวของฮวาเหล่ยเพียงแค่เงาจางๆเท่านั้น

    “ น่าสนใจ ” เยี่ยนเจวี๋ยรู้สึกกดดันเล็กน้อยเพราะเขาไม่ค่อยเจอกับผู้ฝึกยุทธ์ที่เน้นท่าร่างแบบฮวาเหล่ยสักเท่าไหร่

    “ ตาย! ” ฮวาเหล่ยที่เห็นว่าด้านซ้ายของเยี่ยนเจวี๋ยเปิดช่องว่างเขาจึงพุ่งและชกใส่ทันที

    “ หมัดสยบฟ้า! ” ฮวาเหล่ยคำรามพร้อมกับหมัดของเขาเปร่งแสงสีครามจางๆ

    เยี่ยนเจวี๋ยเองก็สัมผัสได้ถึงพลังของฮวาเหล่ยจากด้านซ้ายของเขา เขาจึงรีบยกดาบขึ้นมากันทันที

    ตู้ม

    เยี่ยนเจวี๋ยถอยหลังไปหลายสิบก้าวและพยายามยืนให้มั่นคงเหมือนเดิม แต่ทว่าฮวาเหล่ยก็พุ่งใส่เขาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เยี่ยนเจวี๋ยแทบจะไม่มีเวลาตั้งตัวใดๆ

    นอกสนามประลอง

    น่าหลันหวงเมิ่งมองดูการต่อสู้ของทั้งสองและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ ดูเหมือนว่าศิษย์น้องเยี่ยนจะเจอศึกหนักเสียแล้ว ” 

    “ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เพราะเจ้าฮวาเหล่ยนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก แม้กระทั้งข้าก็ยังมองตามแทบไม่ทัน ” หยางไท่กล่าวขึ้นมาด้วยแววตาจริงจัง

    น่าหลันหวงเมิ่งและฟางเซียงลู่เองก็เห็นด้วยกับคำกล่าวของหยางไท่ เนื่องจากทักษะท่าร่างของฮวาเหล่ยนับว่ารวดเร็วจริงๆ แต่ทว่าด้วยการที่ทั้งสองเป็นถึงปราชญ์ยุทธ์ทำให้สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของฮวาเหล่ยได้อย่างชัดเจน

    “ เป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าหากเป็นข้าตอนที่อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ข้าเองก็ต้องทุ่มสุดตัวเพื่อเอาชนะฮวาเหล่ย และแน่นอนว่าท้ายที่สุดข้าก็ต้องเป็นผู้ชนะอยู่ดี ” ฟางเซียงลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

    มีเพียงแค่หนานหมิงเท่านั้นที่ยิ้มอย่างสบายใจ

    “ ศิษย์น้องหนานเจ้ายิ้มอะไรงั้นหรือ? ” หยางไท่ที่เห็นว่าหนานหมิงยิ้มอยู่เขาจึงถามด้วยความสงสัย

    คนอื่นๆหันมามองก็เห็นว่าหนานหมิงกำลังยิ้มอยู่จริงๆ 

    “ ศิษย์พี่เยี่ยนกำลังหลอกล่อให้ฮวาเหล่ยไปยังจุดที่เขาต้องการอยู่น่ะสิ ” หนานหมิงกล่าวขึ้น

    “ หมายความว่ายังไงที่ศิษย์น้องหนานบอกว่าเจ้าหมอนั้นกำลังหลอกล่อฮวาเหล่ยอยู่? ” หยางไท่ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ทันที

    “ ศิษย์หยางเดี๋ยวท่านก็จะได้เห็นเอง ” หนานหมิงยิ้ม

    น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆก็มองไปที่สนามประลองด้วยความสนใจขึ้นมา พวกเขาอยากจะรู้ว่าเยี่ยนเจวี๋ยจะรับมือกับสถานการณ์นี้เช่นไร

    บนสถนามประลอง

    เยี่ยนเจวี๋ยที่กำลังรับการโจมตีของฮวาเหล่ยอย่างต่อเนื่อง เขาก็ครุ่นคิดเล็กน้อย ในอดีตตอนที่เขาเคยประลองกับหานหมิง เขาเคยถามขึ้นว่าถ้าหากเขาเจอกับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความเร็วสูงเขาจะรับมืออย่างไร

    หนานหมิงก็ตอบกลับไปว่า “ เช่นนั้นศิษย์พี่เยี่ยนก็ต้องพยายามหลอกล่อให้คู่ต่อสู้ติดกับดักทางจิตใจโดยให้คิดว่าศิษย์พี่กำลังรับมือกับเขาอย่างยากลำบาก จากนั้นก็พยายามที่จะเปิดช่องว่างเล็กๆเพื่อให้คู่ต่อสู้โจมตีใส่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งศิษย์พี่มั่นใจที่จะตอบโต้กลับได้แล้วให้เปิดช่องว่างขนาดใหญ่ จากนั้นท่านก็ใช้ช่วงเวลาที่ศัตรูกำลังคิดว่าจะเอาชนะท่านได้แล้ว ท่านก็สวนกลับในจังหวะนั้น ” 

    เยี่ยนเจวี๋ยพยายามแกล้งทำเป็นพลาดท่าพร้อมกับเปิดช่องว่างเล็กๆให้กับฮวาเหล่ยอยู่สองถึงสามครั้ง พร้อมกับพยายามจับทางของฮวาเหล่ยอยู่ตลอดเวลาจนกระทั้งเขามั่นใจแล้วว่าทุกครั้งที่ฮวาเหล่ยจะใช้หมัดสยบฟ้า เขาจะเปิดช่องว่างที่ด้านหน้าอกขวา

    ทันใดนั้นเยี่ยนเจวี๋ยก็แกล้งสร้างช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อหลอกให้ฮวาเหล่ยใช้หมัดสยบฟ้าจัดการกับเขา

    ทางด้างฮวาเหล่ยเรียกได้ว่าติดกับของเยี่ยนเจวี๋ยเต็มตัว เขารีบใช้หมัดสยบฟ้าโจมตีใส่เยี่ยนเจวี๋ย

    ทันใดนั้นเยี่ยนเจวี๋ยก็แทงดาบเข้าไปที่หน้าอกด้านขวาของฮวาเหล่ย

    “ มังกรทมิฬ! ” เยี่ยนเจวี๋ยยิ้ม

    ดวงตาของฮวาเหล่ยเบิกกว้างด้วยความตกใจ และพยายามที่จะป้องกันแต่มันก็สายไปแล้ว

    ปัง

    ร่างของฮวาเหล่ยลอยกระเด็นตกสนามประลองในทันทีพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่ไม่ได้รุนแรงมากนัก เนื่องจากเยี่ยนเจวี๋ยได้ยั้งมือเอาไว้

    “ ผู้ชนะคือสถาบันฉินเยี่ย! ” กรรมการตะโกนขึ้น

    ทันใดนั้นเสียงเฮก็ดังลั่น

    เยี่ยนเจวี๋ยชูดาบในมือพร้อมกับเดินลงมาจากสนามประลองอย่างมั่นใจ

    “ เจ้าบ้านี้มัน! ” หยางไท่ตบเข้าไปที่หน้าอกของเยี่ยนเจวี๋ยพร้อมกับยิ้มอย่างพึงพอใจ

    น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆเองก็เข้ามาชื่นชมเยี่ยนเจวี๋ย

    ทางด้านของสถาบันเฟยฮวา พวกเขาเองก็มองไปที่สถาบันฉินเยี่ยด้วยแววตาจริงจัง เพราะสำหรับพวกเขาแล้วคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือสถาบันฉินเยี่ย 

    “ ดูเหมือนว่าสถาบันฉินเยี่ยจะยังเป็นยักษ์ใหญ่อยู่ดี ตั้งแต่เริ่มการคัดเลือกจนถึงตอนนี้สถาบันฉินเยี่ยไม่เคยแพ้ใคร จะมีก็แต่การที่พวกเขายอมแพ้เพื่อให้อีกคนขึ้นมาสู้แทนเท่านั้น ดูท่าแล้วอันดับหนึ่งก็ต้องเป็นสถาบันฉินเยี่ย ” ฟู่กวนหยา อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสถาบันเฟยฮวากล่าวพร้อมกับถอนหายใจ จากนั้นดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะประลองกับสถาบันฉินเยี่ย เพราะเขาอยากรู้ว่าตัวเขาจะสามารถเอาชนะคนของสถาบันฉินเยี่ยได้หรือไม่

    เพียงแค่สองคนของสถาบันฉินเยี่ยก็เอาชนะสถาบันต่างๆในรอบคัดเลือกได้แล้ว อีกทั้งสองคนแรกก็มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเขาแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอีกสามคนที่เหลือน่าจะแข็งแกร่งกว่ามาก ดีไม่ดีก็อาจจะเป็นระดับปราชญ์ยุทธ์ด้วยซ้ำ เพราะเขาจำได้ว่าผู้อำนวยการได้บอกกับเขาว่าผู้นำของสถาบันฉินเยี่ยอย่างน้อยๆก็เป็นระดับปราชญ์ยุทธ์ ส่วนคนอื่นๆไม่แน่ใจ

    จากนั้นก็มีการประลองของสถาบันอื่นๆแทรกกลาง 

    ทำให้ตอนนี้สถาบันฉินเยี่ยมีเวลาฟื้นฟูให้กับหยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยอยู่บ้าง

    จนกระทั้งผ่านไปหนึ่งเค่อเศษ การประลองระหว่างสถาบันฉินเยี่ยและสถาบันเฟยฮวาก็เริ่มต้นขึ้น

    เยี่ยนเจวี๋ยเป็นคนแรกที่ขึ้นมาประลอง เนื่องจากเขาได้รับการฟื้นฟูพลังวิญญาณไปบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์มากนัก เพราะเขาต้องการถ่วงเวลาเพื่อให้หยางไท่ได้ฟื้นฟูพลังวิญญาณให้มากกว่านี้ 

    และก็เป็นสิ่งที่ทุกๆคนคาดการณ์ได้ เยี่ยนเจวี๋ยเอาชนะศิษย์ของสถาบันเฟยฮวาได้ถึงสามคนก่อนที่จะลงจากสนามประลองแล้วให้หยางไท่ขึ้นมาแทน

    คู่ต่อสู้คนแรกของหยางไท่เป็นเพียงแค่บรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้น เขาจึงต้านทานหยางไท่ได้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะจขอยอมแพ้และลงจากสนามประลอง ทำให้ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันเฟยฮวาขึ้นมาบนสนามประลอง 

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน