“คืนนี้เรานอนที่นี่กันก่อนนะกะทิแล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” หลังจากที่ทิ้งรถพวกเขาสองคนก็เข้ามาในอพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่ง อพาร์ตเมนท์นี้ดู ๆ แล้วน่าจะมีเกือบยี่สิบชั้น กะทิและอีธานตกลงกันว่าจะอยู่ชั้นบนสุด
ก่อนที่จะขึ้นไปพวกเขาได้จัดการล็อกประตูทางเข้าให้เรียบร้อย และระหว่างทางได้จัดการพวกซอมบี้ที่อยู่ในอพาร์ตเมนท์นี้ ข้างในนี้มีพวกมันอยู่บ้างแต่ไม่มาก พวกเขาพอที่จะจัดการได้
อีธานเลือกห้องฝั่งขวาสุดที่ใกล้บันได หากเกิดเหตฉุกเฉินพวกเขาจะได้หนีทัน
“กินไหม” กะทิหยิบอาหารกระป๋องที่หยิบใส่กระเป๋ามาจากที่บ้านส่งให้อีธาน
อีธานพยักหน้าและหยิบอาหารมากิน
พอจัดการกับอาหารเรียบร้อยแล้วทั้งกะทิและอีธานต่างก็ล้างเนื้อล้างตัวและเตรียมตัวนอน
กะทินอนไม่หลับ เขา...เป็ห่วงพ่อ ถึงพ่อจะไม่ค่อยพูดจาดีๆ กับเขา แต่เขารับรู้ได้ว่าพ่อเป็ห่วงเขา ไม่งั้นคงไม่ทิ้งปืนไว้ให้หรอก เพียงแต่พ่อแคร์ครอบครัวใหม่มากกว่ากะทิ
อืมมส่วนแม่ของกะทิน่ะหลังจากหย่ากับพอได้ไม่กี่เดือนท่านก็เสีย เขาไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีคนที่รักเขาเหมือนกับที่แม่รักเขาหรือเปล่า แม่โชคดีนะที่ไม่ต้องมาเจอเหตุการณ์บ้า ๆ แบบนี้
แสงของวันใหม่เริ่มขึ้นแล้ว และพวกเขากำลังจะออกเดินทาง แต่เมื่อมาถึงที่หน้าประตูทางเข้ากลับพบว่า มีพวกมันอยู่เต็มไปหมด ทั้งอีธานและกะทิต่างก็พากันเครียด เพราะไม่รู้ว่าจะฝ่าพวกมันไปได้ยังไง ถ้าให้ลุยก็มีแต่ตายสถานเดียว
แต่อยู่ ๆ กะทิก็คิดแผนการบางอย่างได้
“พวกนี้มันไวต่อเสียงถ้าเราขึ้นไปบนชั้นสองแล้วใช้ลำโพงที่อยู่หน้าทีวีเชื่อมต่อกับเพลงในมือถือแล้วโยนไปที่หลังตึกเพื่อล่อให้พวกมันไป เราจะได้ออกจากที่นี่ได้”
“ดีเลย งั้นกะทิเป็คนขึ้นไปโยนลำโพง ส่วนเราจะจัดการพวกมันเผื่อว่ามีบางตัวที่มันไม่ไป” อีธานบอก ถ้าให้เขาขึ้นไปโยนมีหวังเขาทำลำโพงพังก่อนแน่
เมื่อขึ้นมากะทิก็จัดการเชื่อมต่อลำโพงกับมือถือ และโยนออกไปทางหน้าต่างตกลงที่กลางถนนหลังอพาร์ตเมนท์ แล้วเปิดเสียงให้ดังสนั่น ไม่ถึงห้านาที่พวกซอมบี้มันก็ทยอยมารุมลำโพง ไม่อยากจะคิดเลยถ้านั่นไม่ใช่ลำโพงแต่เป็คนจะเป็ยังไง
กะทิรีบวิ่งกลับมาหาอีธาน และเห็นอีธานกำลังยื้อกับซอมบี้ตัวหนึ่งที่ตัวใหญ่กว่าอยู่ กะทิวิ่งไปใช้มีดแทงเข้าไปที่หัวแล้วจับมือพาอีธานวิ่งออกไปจากบริเวณนั้นทั้งคู่ยืนหอบหายใจอยู่ตรงต้นไม้
“าเ็หรือเปล่าอีธาน” กะทิถามอีธานด้วยความเป็ห่วง
“ตอนวิ่งเมื่อกี้ขาน่าจะพลิก แต่ไม่เป็อะไรมากหรอก กะทิหละเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“เราไม่เป็อะไร” จากนั้นกะทิได้ใช้เสื้อที่เตรียมมาในกระเป๋าตัดมันให้สามารถพันเท้าอีธานได้
ทั้งสองเลือกที่จะเดินไปเรื่อย ๆ นี่ก็เดินมาได้เกือบสิบกิโลแล้ว ระหว่างทางที่ผ่านมานั้น มีพวกซอมบี้ที่ถูกจัดการไปแล้ว แสดงว่าต้องมีคนรอดชีวิตแบบพวกเขา
“อีธานเราตามพวกเขากันดีไหม รวมกลุ่มกันเยอะๆ จะได้ช่วยกันจัดการพวกซอมบี้ไง” กะทิว่า “อย่าเลยกะทิสถานการณ์แบบนี้ไว้ใจไครไม่ได้หรอก” อีธานบอกกับกะทิ
กะทิเป็แบบนี้ไงถึงโดนสองแม่ลูกนั่นรังแก ชอบเป็ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเอง
“กะทิระวัง!!” กะทิโดนซอมบี้ที่วิ่งออกมาจากซอกตึกกระชากแขนไป อีธานรีบวิ่งเข้าไปจัดการก่อนที่มันจะกัดแขนกะทิ “เป็ไงบ้าง! โดนกัดหรือเปล่า” อีธานถามด้วยความร้อนใจ
“ไม่...ไม่โดนกัด เกือบไปแล้ว ถ้าอีธานช่วยเราไว้ไม่ทันเราคงจะเป็แบบพวกมันไปแล้ว” กะทิยังใอยู่กับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเร็วมาก เขาไม่อยากจะคิดเลยถ้าอีธานช่วยเขาไว้ไม่ทัน เขาคงไม่รอด
หลังจากเหตุการณ์นั้น พวกเขาก็รีบออกเดินทาง
“เอเดน ทางข้างหน้าที่เราจะเดินผ่านมีพวกมันเต็มไปหมด พวกเราเกือบสามสิบคนก็สู้มันไม่ไหว”
คริสวิ่งมาหาเอเดนที่กำลังซ่อมรถอยู่
กลุ่มของเอเดนมีคนเกือบอยู่สามสิบคน รวมพวกลูกน้องที่ตามมาคุ้มกันเขาที่ท่าเรือระหว่างที่เจรจาธุรกิจอยู่ที่เมือง L ก่อนที่จะเกิดไวรัสนี้ขึ้น เขาเดินทางมาไกลเพื่อที่งานนี้โดยเฉพาะแต่ยังไม่ทันได้ตกลงกันก็มีคนที่ท่าเรือกรีดร้องด้วยความเ็ปหลังจากนั้นเหตุการณ์วุ่นวานก็เกิดขึ้น
พวกลูกน้องที่ตามเอเดนมา ต่างก็วิ่งกรูกันเข้ามาและบอกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เอเดนฟัง
จากนั้นเขาก็โทรตามไอคริสกับไอลุคให้ไปเจอกันหน้าโรงแรม และพวกเขาก็พากันขึ้นรถเพื่อจะไปที่สนามบิน แต่ระหว่างมีพวกที่ไล่กัดคนเหมือนที่ท่าเรืออยู่เต็มไปหมด ทำให้เขาไม่มีทางเลือกจำเป็ต้องลงจากรถเพื่อจัดการกับมัน
พวกเขาใช้ปืนที่พกมายิงใส่พวกมัน แต่พวกมันไม่เป็อะไรเลย
“ต้องยิงที่หัวมันครับท่าน” ลูกน้องะโบอกเอเดน
ร่างกายของพวกกินคนนั้นน่ากลัวหากเป็คนอื่นอาจจะกลัวจนช็อกไปเลยก็ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับเอเดนเพราะเขาเห็นแบบนี้จนชินตา ตอนที่ทรมานพวกที่หักหลังเขา
ะุพวกเขากำลังจะหมด ลุควิ่งมาบอกเอเดนว่าให้วิ่งไปทางซอกตึกและมาทะลุอีกฝั่งหนึ่งของถนน และลูกน้องที่เหลือก็ตามมาด้วยเช่นกัน จนพ้นจากพวกพวกกินคน
และเขาก็ได้รู้ว่าไอตัวที่มันอยู่อีกฝั่งของถนนมันเรียกว่า ซอมบี้ พวกเขาเดินทางโดยใช้รถที่จอดไว้ตามตึก จุดหมายของเอเดน ลุค และคริส คือคลังอาวุธของเขาที่เมือง G
กลับมาที่สถานนการปัจจุบัน หลังจากที่คริสบอกกับเอเดนยังไม่ทันขาดคำเสียงของพวกซอมบี้ก็เริ่มใกล้เขามา พวกเขาทุกคนต่างก็ต้องทิ้งเครื่องไม้เครื่องที่กำลังซ่อมรถอยู่ และหยิบเป้ที่ด้านในบรรจุปืนที่เอามาจากสถานีตำรวจสะพาย
ลูกน้องพากันขึ้นไปหลบที่รถบรรทุก มีเพียงเอเดน คริส และลูกน้องบางส่วนที่ขึ้นไม่ทันเลยทำให้ต้องหลบอยู่ที่ใต้ท้องรถ และทำตัวให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
พวกมันเดินไอย่างช้าๆ ทำให้พวกเขาแทบหยุดหายใจ แต่มีตัวหนึ่งที่ไม่ยอมเดินไปไหน มันทำท่าดมและหันไปทั่วทิศทาง