ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่2 เบ็ดตกปลา


    เจมส์รับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจึงลืมตาตื่น ได้ยินเสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง กลิ่นไอจากน้ำทะเล เงยหน้ามองรอบตัวจึงพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเรือที่เกยตื้นชายหาด“นี่เรา...ยังไม่ตายเหรอเนี่ย” เจมส์ลุกขึ้นยืน หันไปมองรอบตัวด้วยความฉงนด้วยความที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นที่เมืองพัทยา เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน แต่ที่น่าแปลกใจคือเขารอดมาได้ยังไงมากกว่าเมื่อคืนถึงจะดื่มหนักจนเมาไปบ้าง แต่สติไม่ได้ขาดห้วงโดยสมบูรณ์ ยังมีความรู้สึกนึกคิดรวมถึงมองเห็นเม็ดฝนโปรยปรายลงมา สายฟ้าแลบขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวดิ่งลงมายังเรือลำเล็กของตนตอนนั้นคิดว่าตัวเองตายแล้ว สายฟ้าฟาดลงมาใหญ่ขนาดนั้นถ้าหากรอดก็คงแปลก แถมหากเล่าให้คนอื่นฟังคงคิดว่าตัวเขาบ้าไปแล้วรับรู้ได้ถึงบางอย่างที่มือซ้าย ยกขึ้นมาดูจึงเห็นเป็นถุงมือสีดำ ทำให้ความทรงจำเมื่อคืนที่ค่อนข้างลางเลือนกระจ่างชัดที่แท้ไม่ใช่ความฝัน เรื่องที่เกิดขึ้นคือความจริงและเขาก็ยังมีชีวิตอยู่หลักฐานชั้นดีที่บอกว่าเจมส์ไม่ได้เสียสติ หรือคิดไปเองก็คงเป็นถุงมือสีดำที่อยู่ในมือซ้ายมองดูถุงมือดังกล่าวมันค่อนข้างน่าอึดอัด เหยียดมือขวาออกไปจะดึงมันออก ปรากฏว่าถุงมือติดแน่น จะใช้แรงดึงเท่าไหร่ก็ไม่ขยับปล่อยมือขวาจากการดึงถุงมือ หันมาพินิจพิจารณาถุงมือสีดำข้างซ้าย มันมีลวดลายประหลาดปรากฏอยู่บนหลังมือ คล้ายกับตรีศูลของโพไซดอน เทพมหาสมุทรจากตำนานกรีก“เฮ้อ...ไว้ถึงบ้านค่อยหาวาสลีนมาทาแล้วกัน” เจมส์กล่าวกับตัวเอง หันไปสำรวจเรือยนต์ที่ทำขึ้นจากไม้ พบว่ามันไม่มีความเสียหายใดเป็นยิ่งฉงนสรุปว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ สายฟ้าเส้นนั้นที่ควรพรากชีวิตเขาไป ทำไมถึงเหมือนภาพลวงตา เรือยนต์ไม่มีแม้แต่ร่องรอยเสียหาย ไม่มีรอยขีดข่วนใดจากเหตุการณ์เมื่อคืน รวมถึงตัวเขาด้วยแต่เจมส์ต้องจนด้วยเกล้า ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ยังต้องมาหงุดหงิดเพราะถุงมือซ้ายที่ได้จากการตกเบ็ดเมื่อวานดันถอดไม่ออก เลยติดเครื่องยนต์ขับเรือกลับไปที่บ้านบ้านของเจมส์เป็นหมู่บ้านของชาวประมง ชื่อว่าหมู่บ้านจันทร์อับแสงทางเข้าหมู่บ้านเป็นไปในทางที่ค่อนข้างคับแคบ ตรอกซอกเล็กๆ นั่นเหมาะที่จะให้รถมอเตอร์ไซค์คันเดียวขับผ่าน หากเกิดมีรถอีกคันสวนมา ต้องค่อยๆ หลบไม่งั้นอาจหล่นลงไปข้างทาง ยกรถขึ้นไม่ได้ยังมีดังนั้นโดยส่วนตัวเจมส์มักจะเดินทางกลับบ้านด้วยเรือยนต์ ขับมาที่ด้านหลังบ้านซึ่งติดกับน้ำทะเล จอดเรือหาปลาได้พอดิบพอดีไม่ต้องไปเช่าเขาเสียเงินกลับมาถึงบ้าน เป็นบ้านไม้แบบยกสูง ด้านล่างเป็นพื้นดินที่ถูกสร้างด้วยเสาไม้หลายสิบต้น ยกตัวบ้านขึ้นไป ดูจากความสูงของตัวเสาน่าจะมากถึงสองเมตรครึ่ง โดยบ้านด้านบนไม่ได้ทาสีอะไร เป็นไม้แบบเรียบง่ายและหยาบกระด้าง หลังคามุงจากสังกะสีผุพัง แถมบานหน้าต่างบางบานยังชำรุดเสียหาย ต้องนำสังกะสีมาโปะไว้กันแดดกันลมกันฝนวิถีชีวิตชาวประมงใครว่าร่ำรวย ยิ่งถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ออกหาปลาครั้งนึงเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้อะไร พอมีอยู่มีกินแค่นั้น••••“เมื่อคืนนี้ไปไหนมาทำไมไม่กลับบ้าน แล้วยังไม่โทรบอกพ่ออีก พ่อเลยต้องขับมอเตอร์ไซค์ออกไปรับน้องหน้าหมู่บ้าน!”พ่อของเจมส์เป็นสุภาพบุรุษวัย 50 เศษ มีหนวดเคราพอสมควร ใบหน้าหยาบกร้านคิ้วหนาดกดำ นัยน์ตาชัดลึกมุมแก้มตอบเล็กน้อย แต่ผมเผ้าค่อนข้างบางค่อนไปทางเกือบโล้นเตียนเขามีชื่อว่าพ่อเต๋า แม้ภายนอกจะดูเหมือนชายหัวรั้น อารมณ์ร้อนหุนหันพลันแล่น แต่ถ้าหากได้คบหาจะได้รู้ว่าตัวจริงของเขานั้นอบอุ่นได้ยินเสียงดุด่าจากผู้เป็นพ่อ เจมส์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนควรจะรอน้องชายก่อนกลับบ้าน โดยน้องชายเขาเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ชื่อจูเนียร์ ไม่รู้ว่าเป็นลูกหลงหรืออะไรเพราะพี่น้องก็อายุ 20 ปีขึ้นทั้งนั้น แต่ไอ้เด็กนี่ดันเกิดมาก็ตอนที่เขารู้ความโตกันหมดแล้ว“ขอโทษครับพ่อ พอดีผมมีโปรเจคที่ต้องทำกับเพื่อนก็เลยลืมไปรับน้อง” เจมส์ได้แต่โกหก ถ้าหากบอกไปว่าตนอกหักจึงขับเรือแล่นออกทะเลไป ไม่แคล้วถูกบ่นยับจนหูชา“พ่อไม่รู้หรอกนะว่างานที่โรงเรียนเป็นยังไง แต่ถ้ามันหนักมากก็แค่ลาออก แล้วมาช่วยพ่อกับแม่หาปลา” พ่อเต๋าถึงจะอารมณ์เสียในตอนแรกเพราะเจมส์ไม่รับน้องกลับบ้าน แต่พอรู้ต้นสายปลายเหตุจึงใจเย็นลงไม่น้อยได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ เจมส์เผยสีหน้าดูไม่ได้ ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มดูถูกอาชีพชาวประมง เพียงแต่มองว่ามันได้รับความไม่เป็นธรรม ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาเกินไป ทำไปก็มีแต่ย่ำอยู่กับที่“ไม่เอาน่าพ่อ ลูกอยากจะเรียนก็ปล่อยให้เรียนไป อีกอย่างลูกยังหาเงินเรียนเอง เราไม่ได้ส่งก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง ลูกอยากจะทำอะไรก็ปล่อยให้ลูกทำไปเถอะ” เจ้าของน้ำเสียงอบอุ่น ดวงแก้วหญิงวัยกลางคนอายุ 40 เศษ แม่ของเจมส์นั่นเองดวงแก้วมีผมสีน้ำตาล ยาวประมาณประบ่า วงหน้ารูปไข่ คิ้วโค้งดุจดวงดาว ผิวค่อนไปทางคล้ำ นัยน์ตาคู่นั้นทอแสงสีน้ำตาลฉาบด้วยความรักเอ็นดูเมื่อมองลูกชายเจมส์เรียนจบม.6 ก็ต้องส่งตัวเองเรียนต่อ สืบเนื่องจากพ่อแม่มีลูกด้วยกัน 3 คน ภาระค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะหากต้องส่งเขาเรียนระดับปริญญาตรี จึงต้องออกหางานทำส่งตัวเองเรียนเจมส์ที่เป็นลูกคนกลาง ตั้งแต่เกิดไม่ได้รับของเล่นเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะพี่สาวคนโตแทบจะไม่ได้อะไรเลย แต่เจ้าคนเล็กอายุน้อยสุด ตั้งแต่เกิดมาได้ของเล่นเยอะสุดก็ว่าได้แต่เจมส์ไม่ได้อิจฉาน้องชายคนเล็กสุดหรอก เพราะด้วยฐานะทางบ้านตอนนั้นมันแย่กว่าตอนนี้มาก หากตามใจเขาและพี่สาวมีหวังสภาพความเป็นอยู่คงแย่กว่านี้เจมส์คุยกับพ่อแม่ไม่กี่ประโยค เดินขึ้นบันไดบ้าน เป็นบ้านไม้ไม่มีห้องกั้นเป็นกำแพงแบบบ้านอื่น หากแต่ใช้ตู้เสื้อผ้าปิดแทน ทำเป็นห้องใครห้องมันตอนกลางคืนมักจะได้ยินเสียงแปลกๆ หรือไฟเปิดไว้แสงก็ลอดมายังอีกห้อง มันดูน่ารำคาญก็จริงแต่ด้วยความโตมากับที่นี่ตั้งแต่ยังเล็ก เจมส์เลยค่อนข้างจะชาชินกลับมาถึงห้องตัวเองที่มีตู้เสื้อผ้ากั้น ยืนหน้าโต๊ะเครื่องแป้งสำหรับนักศึกษาวัยเรียนวัยรัก คว้าวาสลีนที่แม่ซื้อให้มาทาเท้าเพราะกลัวเท้าแตก หยิบมาทามือซ้าย โดยหวังจะใช้ความลื่นถอดถุงมืออันน่ารำคาญออกเจมส์พยายามอยู่นานสองนานแต่ผลคือล้มเหลว แถมยังลองใช้สบู่ในห้องน้ำถูเป็นร้อยครั้งก็แล้ว ผลที่ได้คือมันติดแน่นสนิท ไม่ขยับแม้แต่มิลเดียวเจมส์กลับมาถึงห้องตัวเองด้วยอาการห่อเหี่ยว ทิ้งตัวลงนอนบนฟูกเก่าๆ ที่ซื้อตามตลาดนัดราคาสองร้อยกว่าบาท แม้จะไม่เรียบหรูดูแพงเท่ากับโรงแรมหรือรีสอร์ท แต่ก็ทำให้เขาหลับสนิทด้วยความกังวลเกี่ยวกับถุงมือ ถอดยังไงก็ถอดไม่ออก หนังตาจึงแข็งค้างยากจะนอนหลับได้ด้วยความหงุดหงิดจึงหยิบหนังสือภาพ การ์ตูนขึ้นมาอ่าน เนื่องจากเจมส์ไม่ค่อยได้ของเล่นตอนเด็ก สิ่งที่พ่อเขาหามาให้เวลานั้นคือหนังสือการ์ตูนมือสองเก่าๆ ทำให้เจมส์ติดอ่านหนังสือการ์ตูนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาดังนั้นด้วยความหงุดหงิด กระวนกระวายใจที่ถอดถุงมือไม่ออก จึงคิดจะอ่านการ์ตูนคลายเครียดหนังสือการ์ตูนที่เจมส์อ่านมีชื่อเรื่องว่า 'เจ้าหนูยอดนักตกปลา' กล่าวถึงตัวเอกวัยประถม ที่ชื่นชอบการตกปลาเป็นชีวิตจิตใจ แถมยังมีความมุ่งมั่นจนตัวร้ายต้องขอยอมแพ้นี่คือหนังสือเรื่องโปรดของเจมส์ เนื้อหาในหนังสือนอกจากจะกล่าวถึงความไม่ย่อท้อของตัวเอกวัยประถม ยังกล่าวถึงความโชคดีของตัวเอก ซึ่งมักจะได้รับโชคอย่างไม่คาดฝันและเรื่อง'เจ้าหนูยอดนักตกปลา'ไม่ใช่แค่อาศัยทักษะตกปลาเฉยๆ เนื้อเรื่องยังกล่าวถึงสมบัติวิเศษที่ทำให้ตกปลาได้อย่างง่ายๆเจมส์อ่าน'เจ้าหนูยอดนักตกปลา'เล่มที่ 5 เป็นตอนที่โฮยอนได้รับเบ็ดตกปลาจากในถ้ำระหว่างการแข่งขันบนเกาะ ทำให้ไม่ว่าเขาจะไปแข่งตกปลาที่ไหนก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายๆในระหว่างอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องโปรด ลวดลายบนหลังมือห้วงสมุทรตรีศูลพลันส่องแสงจ้าจนเจมส์ตาพร่ามัวแสงที่ฉาบย้อมไปทั่วห้องเป็นแสงสีฟ้า เหมือนกับสายฟ้าที่เห็นเมื่อคืนไม่มีผิด ทั้งยังส่งเสียง'เปรี้ยๆ'จนน่าขนลุกในขณะกังวลกลัวฟ้ากำลังจะผ่าลงมาที่บ้านตัวเอง มือของเจมส์ปรากฏคันเบ็ดสีฟ้า!คันเบ็ดที่อยู่ๆ ก็มาอยู่บนมือมีลักษณะบางเบา ด้ามจับพอประมาณ ตัวคันสามารถยืดยาวได้ตามการปรับของผู้ใช้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจมส์พินิจ สิ่งแรกที่เขากระทำคือโยนมันออกไปจากมือ พึมพำเสียงเบาว่า“อะไรเนี่ย เบ็ดตกปลานี่มาจากไหน แล้วท้องฟ้าข้างนอกล่ะ...” กล่าวจบรีบชะโงกหน้าออกไปดูท้องฟ้า พบว่ามันไม่มีแม้แต่เมฆฝน ยังคงพร่างพรายด้วยแสงอาทิตย์อันร้อนระอุเอาหัวกลับเข้ามา มองดูเบ็ดตกปลาที่โยนไว้ข้างฟูก ถึงใจจะนึกกลัวไปบ้างเเต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน กล่าวสำหรับเจมส์ไม่มีอะไรต้องกังวลไปกว่าสายฟ้าอีกแล้วขยับเข้าไปใกล้ ยื่นมือไปสัมผัสเข้าที่เบ็ดตกปลา แสงสว่างจากตรีศูลที่หลังมือส่องสว่าง พร้อมกับข้อมูลจำนวนหนึ่งแล่นเข้ามาในสมอง