บทที่ 10
ป้ามิลลเซนท์เป็นคนที่เล่าเรื่องจริงทั้งหมดให้จูดิธฟัง ว่าแม่ของเธอนั้นได้แต่งงานกับหัวหน้าเผ่าชาวสก๊อตต์ ทั้งที่ท่านบิดาและทุกคนไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานในครั้งกระนั้นเลยก็ตาม แต่เลดี้คอร์เนเลียเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีสิ่งใดที่เธอปรารถนาแล้วจะไม่ได้ เธอแต่งงานกับหัวหน้าเผ่าผู้นั้นทั้งที่เพิ่งพบ และรู้จักเขาเพียงแค่สองสัปดาห์ ภายหลังจากที่เขาได้เดินทางเข้าสู่ราชบัลลังก์กรุงลอนดอนการที่คอร์เนเลียตัดสินใจกระทำในสิ่งที่หยาบหยามน้ำใจท่านบิดานั้น เป็นเพราะเธอชิงชังในท่านบิดามากและต้องการจะทำให้เขาเจ็บช้ำอย่างที่สุด แต่การลงทุนด้วยชีวิตของเธอในครั้งนี้ มันทำให้เธอต้องได้รับผลตอบแทนในภายหลังด้วยความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสชีวิตแต่งงานของเธอยืดยาวอยู่ได้ห้าปี และในที่สุดคอร์เนเลียก็เดินทางกลับอังกฤษ เมื่อกลับมาแล้วก็มาขออาศัยอยู่กับเทเคลผู้เป็นพี่ชาย โดยที่ตอนแรกเธอไม่ยอมเล่าให้ใครฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ต่อมาภายหลังเมื่อรู้แน่ชัดว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ เธอจึงได้ยอมเปิดเผยความจริงให้พี่ชายฟังว่า เธอถูกสามีทอดทิ้ง เหตุผลมีเพียงประการเดียวคือ เธอปล่อยให้ตัวเองตั้งครรภ์ขึ้นมา เขาไม่ต้องการรั้งตัวเธอและลูกในท้อง...เทเคลอยากจะเชื่อเรื่องที่น้องสาวเล่าให้ฟังอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นเขาเองก็กำลังเหงามาก ดังนั้น ความคิดที่ว่าจะได้เลี้ยงหลานสาวหรือหลานชายย่อมเป็นสิ่วที่น่ายินดีหลังจากที่จูดิธเกิดได้ไม่กี่วัน คอร์เนเลียก็มีความรู้สึกว่าเธอทนไม่ได้กับการที่จะต้องอยู่ร่วมกับลูกสาวในปราสาทแห่งนี้ มิลลิเซนท์กับเฮอร์เบิร์ทจึงพยายามเกลี้ยกล่อมเทเคลให้ยกหลานสาวมาอยู่ในความดูแลของเขาทั้งสอง โดยมีเงื่อนไขอยู่ว่า สองสามีภรรยาจะต้องไม่เล่าประวัติพ่อที่แท้จริงให้จูดิธล่วงรู้มิลลิเซนท์ไม่คิดจะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ได้ เธอรอเวลาจนเมื่อจูดิธโตพอที่จะรับรู้และเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้แล้ว จึงได้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับพ่อที่แท้จริงให้ฟังจูดิธมีคำถามมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่มิลลิเซนท์มีคำตอบให้ไม่มากนัก เธอไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าทุกวันนี้บิดาชาวสก๊อตต์ของจูดิธยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ รู้แต่เพียงชื่อว่า “มาคลีน” เท่านั้นเนื่องจากมิลลิเซนท์ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาบุรุษผู้นั้น จึงไม่อาจบอกให้จูดิธรู้ได้ว่ารูปร่างหน้าตาของเขาเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากหน้าตาของจูดิธไม่เหมือนผู้เป็นแม่เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นมิลลิเซนท์จึงสรุปเอาเองว่าเธอจะต้องได้ผมสีบลอนด์กับดวงตาคู่สีฟ้านั้นมาจากเขาอย่างไม่ต้องสงสัยเลยมันเป็นการง่ายอย่างยิ่งที่จูดิธจะรับข้อมูลเหล่านั้นเข้าไว้ แต่การที่ถูกหลอกลวงเป็นเวลานานปีนั้นมันทำให้เธอเสียขวัญและกำลังใจอย่างมากเช่นกันตอนที่เธอเดินทางไปถึงนั้น ฟรานเซส แคทเธอรีนได้มารออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เด็กหญิงทั้งสองมีโอกาสอยู่ด้วยกันหลายตามลำพัง จูดิธได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่รู้มาให้เพื่อนรักฟัง เล่าไปร้องไห้ไป ฟรานเซส แคทเธอรีน ซึ่งนั่งจับมือเพื่อนไว้ก็พลอยร้องตามไปด้วยอย่างไรก็ตาม เด็กหญิงทั้งสองไม่อาจเข้าใจถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงในครั้งนี้เลย ภายหลังจากที่พูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่ทุกวัน ทั้งสองก็ตัดสินว่า เหตุผลต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งจะเป็นอะไรบ้างก็ตาม ล้วนไม่มีความสำคัญสำหรับมิตรภาพของตนอีกต่อไปหลังจากนั้นเด็กหญิงทั้งสองก็ช่วยกันวางแผน ว่าจูดิธจะต้องไม่เอาความจริงในเรื่องนี้ ซักถามหาความจริงจากแม่หรือลุงเทเคลอีก เพราะมันมีความเป็นไปได้อยู่ประการหนึ่งว่า ถ้าบุคคลทั้งสองล่วงรู้ว่ามิลลเซนท์เล่าเรื่องพ่อที่แท้จริงมาเล่าให้จูดิธฟัง เธอไม่ได้อยู่กับเขาอีกซึ่งความเป็นไปได้ดังกล่าวสร้างความตื่นกลัวให้เกิดขึ้นกับจูดิธอย่างยิ่ง เมื่อมาถึงตอนนี้จูดิธถือว่าป้ามิลลิเซนท์ ลุงเฮอร์เบิร์ท และฟรานเซส แคทเธอรีน เท่านั้นที่เป็นญาติสนิทของตน เป็นบุคคลเพียงกลุ่มเดียวที่เธอสามารถจะเชื่อถือไว้วางใจได้ และเธอจะไม่ยอมให้แม่มาใช้อำนาจพรากเธอไปจากคนทั้งสามนี้อย่างแน่นอนไม่ว่าจะอัดอั้นตันใจสักเพียงไร จูดิธก็พยายามอดทนอย่างที่สุด เฝ้ารอเวลาที่จนจะโตขึ้นกว่านี้ และเมื่อใดก็ตามที่ถึงเวลานั้น เธอจะต้องหาทางที่จะเดินทางไปยังไฮท์แลนด์ให้ได้ เธอจะต้องตามหาบุคคลที่เป็นพ่อแท้จริงให้พบ และฟรานเซส แคทเธอรีน ก็พร้องที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ช่วงเวลาหลายปีหลังจากนั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเด็กหญิงทั้งสองได้เติบโตเป็นสาว ตอนนั้นเองที่ฟรานเซส แคทเธอรีน ได้รับคำขอแต่งงานจากชายหนุ่มผู้เป็นนักรบแห่งเผาสจ๊วต แต่สามเดือนก่อนหน้าที่การแต่งงานเกิดขึ้น เผ่าเคิร์ลคัลดี้กับเผ่าสจ๊วตก็เกิดปัญหาต่อกันขึ้นเสียก่อน และแพทริค เมทแลนด์ ก็ได้ก้าวเข้ามาในช่วงนั้นพอดี เมื่ออาสาที่จะร่วมรบกับเคิร์ลคัลดี้ด้วยความเป็นพันธมิตร และหลังจากนั้นเขาก็ได้แต่งงานกับฟรานเซส แคทเธอรีนเมื่อจูดิธได้รู้ข่าวว่าบัดนี้เพื่อนรักของเธอได้แต่งงานทับชาวไฮท์แลนด์ ความคิดแรกที่ผ่านเข้ามาก็คือบัดนี้โชคชะตาได้เข้าข้างเธอแล้ว พระเจ้าได้ประทานพระทัยลงมาเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เธอโดยตรง และเธอก็ได้ให้คำมั่นสัญญากับฟรานเซส แคทเธอรีน ว่าจะเดินทางมาอยู่ด้วยเมื่อถึงเวลาคลอด จูดิธกำหนดไม้ในใจว่าเมื่อเธออยู่ที่นั่น เธอย่อมีมีโอกาสจะติดตามหาผู้เป็นบิดาให้จงได้พรุ่งนี้แล้วที่เธอจะออกเดินทาง ฟรานเซส แคทเธอรีน ได้ส่งญาติมารับเธอแล้วด้วยซ้ำ ปัญหาเดียวที่มีอยู่ในขณะนี้คือ เธอจะต้องกาทางพูดจากับลุงเทเคลให้รู้เรื่องอย่างน้อยตอนนี้แม่ก็อยู่ในลอนดอน ทุกครั้งที่แม่เดินทางมาพำนักที่นี่ บ้านทั้งบ้านจะต้องเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวาย แต่ถึงกระนั้นแม่ก็ยังเบื่อหน่ายกับบรรยากาศในเมืองชนบท เนื่องจากความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวและออกเดินทางกลับสู่ลอนดอน ก่อนกำหนดถึงหนึ่งอาทิตย์เลดี้คอร์เนเลียนั้นพึงใจในบรรยากาศแห่งราชสำนักที่เต็มไปด้วยเรื่องราวซุบซิบนินทามากกว่า และยิ่งกว่านั้นเธอก็ยังมีความสัมพันธ์อันเร้นลับกับข้าราชการสำนักฝ่ายชายอีกมากหน้าหลายตา และขณะนี้ผู้ที่เป็นเป้าหมายใหม่ของแม่ก็คือบารอน รีทช์ ผู้เป็นสามีของเพื่อนสนิทคนหนึ่งเลดี้คอร์เนเลียได้วางแผนที่จะแย่งชิงบุรุษผู้นี้ให้มานอนร่วมเตียงกับเธอโดยเร็วที่สุด จูดิธได้ยินแม่คุยเรื่องนี้ให้พี่ชายอย่างไม่ปิดบัง และหัวเราะด้วยความขบขัน เมื่อเทเคลแสดงความขัดเคืองและต่อว่าเธออย่างหยาบคายเมื่อมาถึงเวลานี้ ไม่ว่าแม่จะทำอะไรก็มิได้เป็นที่แปลกใจของจูดิธอีกต่อไป ขอบคุณโชคชะตาเสียด้วยซ้ำที่เธอมีเทเคลเพียงคนเดียวให้กังวลอย่างไรก็ตาม เธอเฝ้ารอเวลาที่จะบอกให้เขาได้รับรู้เรื่องการเดินทางในครั้งนี้ไว้ จูดิธมิได้ขออนุญาตสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ แต่มีความรู้สึกอยู่ว่า มันเป็นการไม่ถูกต้องและหมิ่นน้ำใจลุงเกินไป ถ้าเธอจะไปจากบ้านนี้เฉย ๆ โดยไม่บอกกล่าวให้เจ้าของบ้านทราบถึงกระนั้น เธอก็ยังหวั่นต่อการเผชิญหน้าในครั้งนี้ไม่น้อย ขณะเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนส่วนตัวของเขานั้น ความตื่นกลัวที่ทำให้กล้ามเนื้อในช่องท้องเขม็งเกลียวได้กลับคืนมาอีกครั้ง เธอภาวนาแต่เพียงว่าขอให้เหล้าที่เขาดื่มเข้าไปช่วยกล่อมใจให้เขามีเมตตาต่อเธอบ้างเท่านั้น