บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXเลื่อนระดับ
ลมหายใจภายใต้หมวกเกราะถูกสูดเข้า และพ่นออกมาเกิดเป็นไอร้อนสีขาวลอดออกมาจากช่องว่างระหว่างหมวกเกราะราวกับเครื่องจักร พร้อมกับความอดกลั้นในอารมณ์ของผมกำลังจะถึงขีดสุด
"เจ้าหนุ่ม... ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ถอย-ไป-ซะ!"
ผมกัดฟันพูดกับเจ้าหนุ่มผมทองด้วยสีหน้าเคร่งขรึมภายใต้หมวกเกราะ แม้จะพูดเตือนออกไปแบบนั้น แต่เจ้าผมทองสวมเกราะแวววาวก็ยังคงชี้ดาบมาทางผม แถมดูท่าจะโกรธหนักมากกว่าเดิมเสียอีก
"นี่แก... กำลังดูถูกข้าอย่างงั้นเหรอ!!?"
ไม่ไหว... ดูท่าจะพูดคุยกันด้วยเหตุผลไม่ได้แล้ว
ทันใดนั้นเปลวไฟก็พลันลุกโชนออกมาจากใบดาบสีเงินของเจ้าผมทอง สร้างความแปลกใจให้กับผมพอสมควร มันน่าจะเป็นเวทมนตร์ประเภทบัพดาบ แต่เจ้าหมอนี่ค่อนข้างใช้ได้รวดเร็วกว่ามาก ถ้าเป็นในเกมผมจะต้องชาร์จเวทมนตร์บัพดาบก่อนประมาณ 3 วินาที ถึงจะสามารถทำให้ดาบได้รับบัพได้
พอนึกย้อนกลับไปตอนที่ผมได้ต่อสู้กับจอมขมังเวทก็ด้วย เมื่อตอนนั้นผมสังเกตเห็นเจ้านั่นขยับปากพึมพำอะไรสักอย่างก่อนที่เวทมนตร์จะแสดงผล ทั้งที่เวทมนตร์ในเกมจะเป็นการแสดงท่าทางตามเวทมนตร์แต่ละบทถึงจะแสดงผล
แสดงให้เห็นว่าเวทมนตร์จากในเกม และในโลกนี้มีการใช้งานที่แตกต่างกันพอสมควร
"ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก ข้าจะใช้ดาบเล่มนี้ตีเจ้าจนปางตาย!"
ดาบสองคมแบบนั้นมันใช้ตีได้ที่ไหนกันเล่า เจ้าบ้าเอ้ย!
ทันใดนั้น เจ้าหัวทองก็ได้พุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผมจึงยกแขนซ้ายขึ้นกำหมัดแน่นตั้งท่าเตรียมรับมือ อันที่จริงจะใช้ดาบยักษ์ฟาดเจ้าหัวทองทิ้งไปเลยก็ได้ แต่การฆ่าคนกลางสาธารณะดูจะเป็นเรื่องไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่
แม้เจ้าหัวทองจะดูเป็นคนบ้าบอ และอยู่ในอารมณ์โกรธก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวของเขาก็นับว่าเฉียบคมมาก สมกับเป็นนักผจญภัยมากประสบการณ์ที่ผ่านการต่อสู้มานับไม่ถ้วน จนสามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับมิธริลอันเป็นขั้นสูงสุดของนักผจญภัยได้
ดาบเพลิงในมือของเขาถูกตวัดฟาดใส่ผมอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งการออมมือใด ๆ เหมือนกับกะจะฆ่ากันจริง ๆ แต่ถ้าสังเกตดูให้ดีจะพบว่าเจ้าผมทองใช้ใบดาบฟาดเข้ามาแทนที่จะเป็นคมดาบ
แม้อีกฝ่ายจะโจมตีมาอย่างเฉียบคม และรวดเร็วปานใด หากถูกประชิดตัวก็ยากจะหลบได้ แต่สำหรับผมความเร็วระดับนี้น่ะ... มันช่างเชื่องช้าในสายตาของอาทัสเสียจริง
เคร้ง!
กำปั้นซ้ายถูกสะบัดขึ้นอย่างรวดเร็วยากจะมองทัน พริบตานั้นหลังมือสวมเกราะหนาก็ได้กระแทกเข้ากับใบดาบอาบเปลวไฟ ก่อนที่ดาบเพลิงของเจ้าหัวทองจะถูกหลังมือสวมเกราะหนาปัดออกไปด้านข้าง พร้อมกับใบหน้าอันหล่อเหลาจะแสดงหน้าตางี่เง่าออกมา
"เอ๊ะ?"
อีกฝ่ายร้องได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ผมทำการชักกำปั้นซ้ายกลับมา แล้วง้างหมัดต่อยเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาอย่างรวดเร็วจนหน้ายู่ ส่งร่างสวมเกราะสีเงินเปล่งประกายให้ตัวลอยออกไปหลังกระแทกเข้ากับโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น
โครม!
เศษไม้ และอาหารพลันกระจัดกระจายไปทั่ว พร้อมกับเสียงร้องฮือฮาตื่นตระหนกของผู้คนโดยรอบ เผยให้เห็นร่างของเจ้าหัวทองนอนหมดสภาพอยู่กลางเศษไม้ของโต๊ะยาว ใบหน้าที่เคยหล่อเหลากลับบิดเบี้ยวจากบาดแผล พลางมีเสียงร้องโอดโอยแสนเจ็บปวดดังออกมาเล็กน้อยจากปากของเขาราวกับเสียงกระซิบ
แน่นอนว่าผมไม่ได้ใส่พลังเต็มที่ไปกับการต่อยครั้งนี้หรอก ขืนทำแบบนั้นหัวของเจ้าหัวทองคงได้ระเบิดไปแล้ว
อีกอย่างนะ คนที่เป็นนักรบแต่ไม่สวมหมวกเกราะป้องกันนี่มันเป็นพวกโง่เง่าหรือไงกัน?
"ถือว่าเสมอกันนะ เจ้าต่อยข้าหนึ่งหมัด ข้าก็ต่อยเจ้าหนึ่งหมัดเช่นกัน"
ผมกล่าวกับร่างที่นอนหมดสภาพอยู่กลางโต๊ะยาวที่แตกหัก ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปหาหัวหน้ากิลด์ด้วยฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคง พร้อมกับหมวกเกราะได้แยกชิ้นส่วนไหลกลับเข้าไปในชุดเกราะ เผยให้เห็นนัยน์ตาของผมสบเข้ากับดวงตาตกตะลึงของหัวหน้ากิลด์จนเจ้าตัวถึงกับสะดุ้งโหยง
"รีบตรวจสอบให้เสร็จเถอะ ข้าอยากจะกลับไปพักแล้ว"
"ข-- เข้าใจแล้ว"
ผมกล่าวเร่งด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ หัวหน้ากิลด์ได้ยินดังนั้นจึงตอบรับด้วยท่าทางงึกงัก ก่อนจะนำพาผมเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงจากนักผจญภัยทุกคนในชั้นหนึ่ง
ซาริเดียสนำพาผมเข้าไปในห้องเล็กห้องหนึ่ง มีโต๊ะไม้หนึ่งตัว และเก้าอี้อีกสองตัว หน้าต่างมีอยู่เพียงบานเดียว ตามมาด้วยพนักงานกิลด์ 3 คนถือกระดาษแข็งจดบันทึกไว้ในมือ ผมทำการวางแบล็ค เกรทซอร์ดลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ โดยมีซาริเดียสนั่งรออยู่ฝั่งตรงข้ามก่อนแล้ว
สักพักพนักงานกิลด์ชายก็นำลูกแก้ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์จับเท็จมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนที่พนักงานกิลด์สาวจะนำเอกสารมามอบให้กับหัวหน้ากิลด์เป็นคนตรวจเช็ก
ส่วนผมก็นั่งกอดอกทำหน้าขรึมตามแบบฉบับปกติของอาทัส
"ถึงแม้จะบอกว่าเป็นการตรวจสอบก็เถอะ แต่มันก็เป็นเพียงแค่การถามตอบเล็กน้อยเท่านั้น ช่วยตอบมาตามตรงทีนะ"
"ได้"
ผมพยักหน้ารับคำพูดของหัวหน้ากิลด์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พลางเหลือบสายตามองพนักงานกิลด์โดยรอบที่เริ่มใช้แท่งดินสอเขียนลงไปในกระดาษแข็งเพื่อจดบันทึก
"เจ้าเป็นคนสังหารหัวหน้าออร์คจริงเหรอ?"
"ใช่"
สิ้นคำตอบสั้นห้วน ลูกแก้วจับเท็จก็เรืองแสงสีเขียวเป็นสิ่งที่แสดงว่าผมพูดความจริง ซึ่งทำให้ความจริงในเรื่องนี้ทั้งหัวหน้ากิลด์ และพนักงานพากันแสดงสีหน้าตกตะลึง
"ล-- แล้วไม่มีใครช่วยเลยงั้นหรือ? แบบสมาชิกในทีมอะไรอย่างนี้"
"ข้าไม่ได้เข้าพวกกับใคร แม้ใกล้ ๆ นั้นจะมีทหารอยู่ก็ตาม แต่พวกเขาก็ทำเพียงยืนดูข้าจัดการคนเดียวเท่านั้น"
คำตอบนี้ลูกแก้วก็ยังคงเรืองแสงสีเขียวอยู่ เล่นทำเอาทุกคนในห้องนี้ถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว
"เจ้าทำได้ยังไงกัน!?"
"ก็... แค่ฟาด ๆ ไป เดี๋ยวมันก็ตายแล้ว คิดอะไรมาก?"
"หา!!?"
ทุกคนถึงกับช็อกในคำตอบแบบขอไปทีของผม แถมลูกแก้วก็ยังเรืองแสงสีเขียวอีกนะ
"แล้วพวกออร์คล่ะ ปกติหัวหน้าออร์คจะต้องมีบริวารที่เป็นออร์คล้อมรอบอยู่นะ หรือว่าทหารที่เจ้าเอ่ยถึงจะช่วยขวางพวกมันเอาไว้?"
"จะว่าขวางไหม... ก็ขวางอยู่นะ แต่มันก็แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น ส่วนออร์คที่เหลือข้าเป็นคนสังหารพวกมันเองเกือบทั้งหมด จนกระทั่งหัวหน้าออร์คโผล่หัวออกมาเนี่ยแหละ"
เอ้า? อะไรกัน? ทำไมพากันอ้าปากค้างจนเห็นลิ้นไก่ขนาดนั้นล่ะ?
ไม่แปลกนักที่หัวหน้ากิลด์ และพนักงานกิลด์จะรู้สึกตกตะลึง เนื่องจากเพียงแค่ออร์คตัวเดียวก็ต้องใช้นักผจญภัยระดับมิธริล 1 คนในการรับมือ ซึ่งนักผจญภัยระดับมิธริลนั้นมีไม่ค่อยมากนัก จึงทำให้การบุกเข้าไปจัดการหัวหน้าออร์คที่มีออร์คเป็นบริวารนับร้อยตัวแทบจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อ 1 เดือนก่อนทางกิลด์นักผจญภัยได้ทำการเรียกระดมพลนักผจญภัยระดับทองคำ และระดับมิธริลทั้งหมด เพื่อช่วยในการปราบปรามกลุ่มออร์คจำนวนหลายสิบตัวที่พบในป่าลึก แต่ผลที่ได้ก็คือ พวกเขากลับพบหัวหน้าออร์ค และออร์คนับร้อยตัวแทน ส่งผลให้หัวหน้ากิลด์ไม่มีความลังเลเลยที่จะทำการถอนกำลัง และติดประกาศให้ป่าร็อคเฮมฟ์ส่วนลึกกลายเป็นเขตอันตรายสูงสุด
นักผจญภัยระดับมิธริลที่สังกัดอยู่ในเมืองนี้มีอยู่เพียง 12 คน และนักผจญภัยระดับทองคำ 54 คน รวมกันก็ 66 คน หากเกิดการปะทะกับหัวหน้าออร์คจริง ๆ พวกเขาก็คงจะราบเป็นหน้ากลองในพริบตา
แต่ผู้ชายสวมเกราะทมิฬคนนี้มันอะไร!!?
ผมกวาดสายตามองสีหน้าของแต่ละคนดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็พอจะเดาได้ หัวหน้าออร์คนับว่าโหดเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ต่อให้เป็นผมหากประมาทก็อาจจะพลาดท่าบาดเจ็บหนัก เทียบกับเจ้าหัวทองซึ่งเป็นถึงนักผจญภัยระดับมิธริลอันเป็นระดับสูงสุดของนักผจญภัย ถ้าต้องมาเจอกับหัวหน้าออร์คก็คงจะเละเป็นโจ๊กในทันทีที่ปะทะเป็นแน่
"ถามจบรึยัง?"
แม้จะเห็นพวกเขาแสดงท่าทางแบบนั้น ผมก็ยังคงสีหน้าเคร่งขรึมเช่นเดิม แล้วเอ่ยถามคำสั้นออกไป ช่วยเรียกสติของพวกเขาให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง
"อ-- อ่อ ก็เกือบจะหมดแล้วน่ะนะ ว่าแต่ศพของหัวหน้าออร์ค และออร์คอยู่ที่ไหนงั้นรึ?"
"ศพของพวกมันข้าทิ้งไว้ในป่า แต่ตอนนี้ถูกทหารคุมไว้หมดแล้ว"
เมื่อหัวหน้ากิลด์ได้ยินคำตอบนี้ เขาก็ต้องแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นสีหน้าปกติเช่นเดิม
"งั้นรึ... ค่อนข้างน่าเสียดายนัก ถ้างั้นเจ้าช่วยขายศีรษะของหัวหน้าออร์คจะได้มั้ย?"
หัวหน้ากิลด์เอ่ยขึ้นด้วยความหวังพร้อมกับเสนอจะขอซื้อศีรษะของหัวหน้าออร์ค ผมลองคิดดูว่าก็ไม่ได้เสียหายอะไรจึงตอบตกลงไป
"เฮ้อ... สิ่งที่เจ้าเอ่ยมาช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ แต่ลูกแก้วจับเท็จก็มิได้บอกว่าเจ้ากำลังหลอกลวง ยอมรับว่าภารกิจ 'กำจัดหัวหน้าออร์ค' สำเร็จลุล่วง นับเป็นเวลาร้อยปีแล้วที่มอนสเตอร์หายนะถูกปราบลงในอาณาจักรเลเวอร์แลนด์ แต่มันก็ยากจะเชื่อจริง ๆ ว่ามอนสเตอร์ที่จะต้องใช้กองทัพทั้งกองทัพในการจัดการ กลับถูกปราบลงด้วยคนเพียงคนเดียว"
หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียส กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างราวกับยกภูเขาออกจากอก ก่อนที่เขาจะรับกระดาษแข็งแผ่นหนึ่งมาจากพนักงานกิลด์สาว แล้วใช้แท่งไส้ดินสอเขียนอะไรสักอย่างลงไป จากนั้นก็ส่งคืนให้แก่พนักงานกิลด์เช่นเดิม
"ทางกิลด์เราจะขอรับซื้อหัวของหัวหน้าออร์คในราคา 1,000 เหรียญทองละกันนะ ส่วนเงินรางวัลจากภารกิจขอให้ทางเราดำเนินการสักครู่ เนื่องจากมันกะทันหันเกินไปจึงไม่ได้เตรียมการไว้ มีปัญหาอะไรมั้ย?"
"ไม่มีปัญหา"
หัวหน้ากิลด์กล่าวสรุปพลางรับเอกสารแผ่นต่อไปมาเซ็นรับรอง ผมเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากจึงตอบเขาไปด้วยท่าทางไม่ยี่หระ ผมเองก็เข้าใจที่เขาพูดแบบนี้ มอนสเตอร์ระดับหายนะน่าจะเป็นตัวอันตรายมาก อาจจะต้องมีการดำเนินการอะไรสักอย่างก่อนถึงจะอนุญาตให้นักผจญภัยออกไปปราบปรามได้ ที่สำคัญกลุ่มที่ไปปราบปรามไม่น่าจะเป็นกองกำลังเล็ก ๆ อาจจะเป็นถึงระดับกองทัพเลยก็ว่าได้
"เจ้าสนใจอยากจะเพิ่มระดับของนักผจญภัยเลยมั้ย? ข้าสามารถออกบัตรใหม่ให้แก่เจ้าได้ในทันทีเลยนะ"
เมื่อหัวหน้ากิลด์จัดการเอกสารต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็พูดกับผมด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เรียกให้ผมที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่างยามมืดมิดให้หันกลับมามองด้วยความสนใจ
"ระดับไหน?"
"อันที่จริงข้าอยากจะเลื่อนเจ้าขึ้นไปเป็นระดับทองคำเลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่สิ ระดับมิธริลเลยต่างหาก แต่ด้วยความที่ว่าเจ้าทำภารกิจสำเร็จเพียงงานเดียว และพึ่งมาสมัครเข้ากิลด์ได้ไม่ถึงวัน เรื่องนี้อาจจะเป็นที่ครหาให้แก่กิลด์สาขานี้ของข้าได้ จึงทำได้เพียงเลื่อนระดับของเจ้าขึ้นไประดับเงินได้เท่านั้น ว่าไงสนใจไหม?"
เมื่อได้ฟังดูแล้วผมก็ต้องยกมือสวมเกราะขึ้นมาจับคางพิจารณา ไม่รู้ว่าส่วนได้ส่วนเสียในการเลื่อนระดับอย่างรวดเร็วจะเป็นอย่างไร ก่อนอื่นก็ลองถามดูก่อนละกัน
"แล้วข้าจะได้ประโยชน์อันใดบ้าง?"
"เมื่อได้เลื่อนขึ้นเป็นระดับเงินแล้ว เจ้าจะได้รับสิทธิพิเศษเข้าเมืองได้ทุกเมืองในอาณาจักรเลเวอแลนด์โดยไม่ต้องเสียภาษีค่าเข้าเมือง และได้รับความไว้ใจจากทางกิลด์ นอกจากนี้โดยปกติแล้ว นักผจญภัยระดับเงินจะได้รับอนุญาตให้ทำภารกิจความยากไม่เกินระดับอันตราย แต่สำหรับเจ้าเป็นกรณีพิเศษ สามารถรับภารกิจระดับหายนะได้ ทว่าต้องแจ้งเรื่องกับทางกิลด์ก่อนนะ"
หัวหน้ากิลด์อธิบายด้วยรอยยิ้ม ส่วนผมที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ก็พยักหน้ารับรู้ เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วว่าไม่เสียหายอะไร ผมจึงตกลงที่จะเลื่อนระดับของนักผจญภัยขึ้นเป็นระดับเงิน
"ถ้าเช่นนั้นก็มาพักในห้องรับแขกเถอะ นั่งในห้องแบบนี้เจ้าคงจะอึดอัดแย่"
หัวหน้ากิลด์หันไปสั่งให้พนักงานกิลด์คนหนึ่งออกบัตรใหม่ให้กับผม ก่อนที่เขาจะหันกลับมากล่าวเชิญชวนด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ผมเองก็ไม่ปฏิเสธจึงเดินตามหลังเขาออกไปจากห้อง โดยไม่ลืมหยิบแบล็ค เกรทซอร์ดตามมาด้วย
หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียส พาผมให้มานั่งพักรออยู่ในห้องรับแขก บนพื้นถูกปูด้วยขนสัตว์ชั้นดี กลางห้องมีโต๊ะเล็ก และแก้วชาพร้อมกาน้ำชาวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งสองฟากของโต๊ะเล็กจะมีโซฟาสองตัวตั้งอยู่ บนเพดานถูกติดตั้งด้วยคริสตัลสีขาวคอยส่องแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา
"รออยู่ที่นี่สักพักนะ หากจัดการทุกอย่างเสร็จเมื่อไหร่ เดี๋ยวข้าจะนำรางวัล และบัตรใหม่มาให้"
เขาพูดเช่นนั้นก่อนจะปิดประตู ปล่อยให้ผมนั่งอยู่บนโซฟาคนเดียวในห้องอย่างเหงาหงอย...
ผมที่ไม่มีอะไรทำก็ไม่รู้จะทำอะไรดี นอกจากนั่งอยู่เฉย ๆ พลางจิบชาไปพลาง ผมถูกปล่อยให้อยู่ห้องคนเดียวเป็นเวลาค่อนข้างนานมาก น้ำชาก็ดื่มไปหลายแก้วจนตอนนี้กาน้ำชาเหลือชาอยู่ไม่ถึงครึ่งแล้ว
ตอนนี้เผลอคิดไปแล้วว่าพวกเขาจะลืมผมไปแล้วรึเปล่านะ?
"ขออภัยด้วยที่ให้รอนาน"
แทบจะในทันทีที่ผมคิด เสียงของหัวหน้ากิลด์ก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างของหัวหน้ากิลด์ และพนักงานกิลด์กำลังเข็นรถเข็นที่มีถุงหนังขนาดใหญ่วางอยู่
"ใช้เวลานานนะ"
ผมหุบยิ้มของตัวเองลงกลับมาทำหน้าเคร่งขรึมพลางเก๊กท่ากอดอก กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำไม่แสดงอารมณ์ หัวหน้ากิลด์ได้ยินเช่นนั้นจึงก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการขอโทษ
"ขออภัยด้วย เนื่องจากทางเราต้องประสานงานในหลายส่วน เพื่อรวบรวมเงินให้เร็วที่สุด เงินจำนวน 10,000 เหรียญทองเองก็มิใช่น้อยๆ ข้าต้องเขียนใบขออนุญาตค่อนข้างนานพอสมควรกว่าจะได้มาครบตามจำนวน"
หัวหน้ากิลด์กล่าวอธิบายทั้งสีหน้าดูอิดโรย ผมเองก็ไม่ว่าอะไรนอกจากพยักหน้ารับรู้เท่านั้น เอาเป็นว่าขอโทษด้วยจริง ๆ ครับที่พูดออกไปแบบนั้น
ผมหันไปมองรถเข็นถุงหนังใบใหญ่ด้วยความสนใจ หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีประกายสีทองวิบวับออกมาจากปากถุงหนังด้วย
"นี่คือเงินรางวัลจำนวน 10,000 เหรียญทอง และเงินค่าหัวของหัวหน้าออร์ค 1,000 เหรียญทอง ด้วยความที่ว่ามันมีจำนวนมาก เงินจึงมาในรูปแบบของทองแท่งที่มีราคาแท่งละ 100 เหรียญทอง"
หัวหน้ากิลด์อธิบายสิ่งที่อยู่ในถุงหนังพลางหยิบแท่งทอง 1 แท่ง ความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ออกมาวางบนโต๊ะให้ผมดู เมื่อกระทบกับแสงของคริสตัลแท่งทองก็จะเปล่งประกายแวววับอย่างสวยงาม
"แท่งทองภายในถุงนี้มีอยู่ทั้งหมด 110 แท่งไม่ขาดไม่เกิน หากเจ้าไม่เชื่อก็เชิญตรวจสอบดูได้"
ผมได้ยินดังนั้นจึงเอื้อมมือไปแง้มเปิดปากถุงก็พบกับแท่งทองจำนวนมากอัดแน่นอยู่ภายในนั้น เหอะ... ถ้าต้องให้ผมนับทองทีละแท่งล่ะก็... ขอผ่านดีกว่าก็คนมันขี้เกียจอ่ะ
"ไม่จำเป็น ข้าเชื่อเจ้าอยู่แล้ว หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียส"
ผมยันตัวลุกขึ้นกล่าวพลางคว้าทองแท่งบนโต๊ะมายัดกลับเข้าไปในถุง แล้วรวบปากถุงหนังยกขึ้นมาพาดไว้บนบ่า เกิดเป็นเสียงของโลหะกระทบกันดังอย่างต่อเนื่องออกมาจากในถุง
"อย่างงั้นรึ ถ้าเช่นนั้นนี่บัตรนักผจญภัยอันใหม่ของเจ้า"
หัวหน้ากิลด์พยักหน้ากล่าวก่อนจะยื่นบัตรนักผจญภัยให้กับผม มือขวาสวมเกราะยื่นไปรับบัตรกิลด์มาดูก็พบว่าชิปจากสีดำได้เปลี่ยนเป็นสีเงินไปแล้ว
"ช่วยคืนบัตรเก่ามาจะได้มั้ย?"
ผมพยักหน้าตอบรับแทนคำพูด พลางนำบัตรใหม่ใส่เข้าไปไว้ในกระเป๋าสะพาย และนำบัตรเก่าที่มีอายุไม่ถึงวันออกมาคืนให้แก่เขา
"ในเมื่อหมดธุระแล้ว ข้าก็ขอตัวเลยละกัน"
ผมกระชับถุงหนังที่บรรจุทองแท่งไว้เต็มแน่นให้มั่น ก่อนจะเดินไปหยิบแบล็ค เกรทซอร์ดที่วางไว้บนพื้น แล้วหันมากล่าวลาหัวหน้ากิลด์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยนแปลง
"เดินทางปลอดภัยนะ"
ผมพยักหน้ารับคำอวยพรของเขาก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้อง สองเท้าสวมเกราะหนาก้าวไปตามพื้นไม้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังทุกขณะ จากนั้นก็ค่อย ๆ ก้าวลงบันไดทีละก้าวอย่างระมัดระวัง เนื่องจากรองเท้าเกราะมีขนาดใหญ่กว่าขั้นบันไดกว่าครึ่ง
หากผมประมาทเจ้าบันไดนี่คงมีหวังได้พลาดท่ากลิ้งตกบันไดเป็นแน่
"แก!!!"
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างแล้ว สิ่งแรกที่ต้อนรับผมเลยนั่นก็คือเสียงตะโกนกร้าวจากเจ้าหัวทอง แม้ใบหน้าจะบวมเป่ง และมีบาดแผลเลือดไหลหลายจุดตามใบหน้า แต่สายตาอาฆาตแค้นของเจ้าหมอนี่ก็ไม่ได้ลดลงเลยสักนิด
เขาผุดลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ไม้สุดตัว ซึ่งมีพนักงานกิลด์สาวคอยดูแลทำแผลอย่างใกล้ชิด ส่งให้พวกเธอต้องร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตกใจ ส่วนเจ้าหัวทองก็เดินขากะเผลกตรงมาทางผม พร้อมกับดาบในมือที่กำลังมีเปลวไฟลุกโชน
"เมื่อครู่นี้ข้าประมาทเจ้าไปหน่อย แต่ตอนนี้จะไม่มีครั้งที่สองอีกแล้ว!"
ผมถอนหายใจยาวออกมาด้วยความรู้สึกหน่ายใจ พลางมองอีกฝ่ายกำลังก้าวเดินมาหาผมด้วยท่าทางสะบักสะบอม ก่อนที่ผมจะตัดสินใจวางถุงหนังบรรจุทองในมือซ้ายลงบนพื้น
"เจ้าบังอาจทำร้ายสหายของข้า ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องชดใช้!"
ผมกำหมัด และแบมือสลับกันหลายรอบเพื่อปรับพลังของตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองเจ้าหัวทองหน้าบวมกำลังเดินเข้ามาใกล้ทุกขณะ
"หนอย... เจ้ากำลังดูถูกข้าอยู่งั้นเรอะ!!!"
เมื่อเห็นว่าผมมีท่าทางดูไม่แยแส ส่งผลให้เขาก็ถึงกับโกรธขึ้นสุดขีดจนหน้าแดง ก่อนที่เจ้าหัวทองจะโถมกายเข้าหาผมสุดตัว พร้อมกับง้างดาบเพลิงในมือขึ้นเหนือหัวเตรียมฟาดฟัน
ขณะเดียวกันนัยน์ตาของผมก็มองเจ้าผมทองด้วยแววตาเบื่อหน่าย ก่อนจะกล่าวว่า...
"ไปนอนหยอดข้าวต้มสักสามสี่วันละกัน"
เปรี้ยง!
เสียงกระแทกหนักอย่างรุนแรงพลันดังสนั่น พร้อมกับร่างสวมชุดเกราะเปล่งประกายได้ปลิวทะลุออกมาจากหน้าต่างของกิลด์นักผจญภัย ก่อนจะลอยไปชนใส่รถม้าคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างถนนของอีกฝั่งจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีร่างของชายหนุ่มผมทองนอนสิ้นสภาพเลือดอาบอยู่ในกองซากรถม้า
หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบริเวณเกราะอกมีร่องรอยแตกร้าว แม้รอยแตกจะค่อนข้างเลือนราง แต่แรงปะทะก็มหาศาลเกินกว่าที่ชุดเกราะจะสามารถดูดซับเอาไว้ได้หมด มันจึงส่งผ่านแรงปะทะที่เหลือเข้าหาผู้สวมใส่จนเกิดอาการช้ำในบาดเจ็บสาหัส
ไม่ตายก็บุญโขแล้ว...
ผมก้มลงเก็บถุงหนังบรรจุแท่งทองขึ้นมาพาดไว้บนบ่าตามเดิม ก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังทางออกของกิลด์เกิดเป็นเสียงเสียดสีของชุดเกราะ และเสียงของทองแท่งในถุงกระทบกันดังอย่างต่อเนื่อง ไม่แยแสสายตาตกตะลึงของนักผจญภัยทุกคนในกิลด์ที่กำลังจับจ้องมาเลยแม้แต่น้อย
ไม่รู้หรอกนะว่าชุดเกราะของเจ้าหัวทองมันทำมาจากอะไร ถ้าเป็นชุดเกราะปกติธรรมดาคงจะถูกหมัดของผมบดขยี้ไปแล้ว แต่เจ้าชุดเกราะเปล่งประกายชุดนี้ทั้งที่ถูกหมัดของผมที่ต่อยออกไปด้วยความรำคาญเสียเต็มแรง ทว่ามันกลับมีเพียงร่องรอยแตกร้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงแม้มันจะไม่สามารถปกป้องผู้สวมใส่ได้ดีมากนักก็ตามเถอะ
อาจจะสร้างมาจากแร่มิธริล หรือไม่ก็แร่ดวอว์ฟเวนก็ได้มั้ง?
เอาเป็นว่าช่างมันละกัน รีบเอาเจ้าทองแท่งถุงใหญ่นี่ไปผ่อนจ่ายแซนด์คอฟดีกว่า~
____________________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 8/10/2563