ในวันที่ท้องฟ้าคำรามดังสนั่นไปทั่วทุกสารทิศของสนามรบ เืสีแดงที่ตกลงมาดั่งสายฝนซากศพมากมายที่กองทัพถาโถมสุดลูกหูลูกตา ยังคงมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของา ร่างกายส่วนบนที่เต็มไปด้วยรอยาแมากมายเสียงหอบหายใจแห่งความเหนื่อยล้าพร้อมกับดวงตาสีแดงดังปีศาจที่ในตอนนี้กำลังจ้องมองไปยังท้องฟ้า มือข้างขวาที่ยังคงไม่ปล่อยอาวุธของตัวเอง แม้ว่ามันจะใกล้พังเต็มทีแล้วก็ตาม
เืที่ไหลผ่านาแั้แ่หัวจนถึงเท้าที่เหยียบย่ำซากศพ แม้ว่าในตอนนี้นั้นทุกวินาทีเขาแทบจะสามารถตายได้ แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมล้มลงแม้ว่าขาทั้งสองข้างจะแทบไร้ความรู้สึกหรือแม้แต่เรี่ยวแรงของเขานั้นก็แทบจะหมดสิ้น
"ทั้งที่เ้าก็รู้ว่าาในครั้งนี้เ้าไม่มีทางชนะ แต่ทำไมเ้าถึงยังคงต่อสู้อยู่กันจักรพรรดิหอก"
น้ำเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งที่ดังออกมาจากข้างหลังได้ดึงดูดความสนใจให้เขาหันกลับไปมองก่อนที่จะพบ ผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมเกราะพร้อมกับอาวุธคู่กายที่เป็ดาบของเธอเส้นผมสีบลอนด์ที่หันไปตามแรงของสายลม พร้อมกับใบหน้าที่เฉยชาริมฝีปากสีชมพูดวงตาสีทองประกายถ้ำกลางความมืด พร้อมกับปีกอีก 6 อันที่อยู่ข้างหลังของเธอซึ่งในตอนนี้เธอกำลังบินอยู่ตรงหน้าของเขา
ผู้ที่โดนกล่าวขานว่าจักรพรรดิหอกเมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นจากหญิงสาวที่เป็ศัตรู เขาก็ได้กรรมหอกที่อยู่ในมือแน่นจนปรากฏเส้นเื แม้ว่าเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จะหมดสิ้นไปนานแล้วก็ตาม ก่อนที่เขาจะยกหอกชี้ไปที่หน้าของเธอ
"ทั้งที่อาณาจักรที่เ้ารับใช้หรือแม้แต่ทหารของเ้าเองก็ตายไปหมดแล้ว ทำไมถึงยังต่อสู้อยู่อีกกับ ช่วยบอกเราได้ไหมจักรพรรดิหอก"
หญิงสาวตรงหน้าก็ยังคงถามออกมาด้วยความสงสัย ที่มีต่อวีรบุรุษตรงหน้าแม้ว่าอาณาจักรที่เขารับใช้จะโดนถล่มหายไปในกองเพลิงหรือแม้แต่ลูกน้องใต้บังคับบัญชาจะโดนสังหารในสนามรบ จนเหลือเพียงแค่เขาผู้เดียวที่ยังคงเข้าห้ำหั่นกับพวกเราที่เป็ถึง เทพ
"..."
แต่สิ่งที่ได้รับต่อมานั้นมีเพียงแค่ความเงียบ เธอที่เห็นแบบนั้นก็ไม่สามารถตำหนิอะไรเขาได้ เพราะสิ่งที่เธอเห็นนั่นก็คือวีรบุรุษชายชาตรีที่เหนือยิ่งกว่าเหล่าเทพที่เธอรับใช้ แม้ว่าเขาจะเหลือเพียงแค่ตัวคนเดียวก็ยังคงต่อสู้แบบไม่กลัวตาย ทั้งที่เขาก็รู้ดีว่าข้างหลังของเขานั้นไม่เหลือสิ่งใดให้ปกป้องอีกแล้ว
"ดูเหมือนว่าท่าน จะไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะตอบโต้ข้าแล้วสินะ"
เธอได้เปลี่ยนวิธีการพูดก่อนที่สายตาของเธอจะเต็มไปด้วยความจริงจังพร้อมกับดาบที่อยู่ในมือได้กระชับเข้ามา คำพูดและแสงสว่างที่ส่องประกายออกมาจากร่างกายของเธอ มันได้สะท้อนอยู่ภายในดวงตาสีแดงของเขา พร้อมกับเสียงที่ดังกึกก้องอยู่ภายในหูทั้งสองข้าง
"ท่านคือหนึ่งในชายชาตรีที่แข็งแกร่งที่สุดและท่านก็ยังเป็หนึ่งในมนุษย์คนแรกที่ข้ายอมรับ เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะเป็คนส่งท่านเอง"
ดาบที่อยู่ในมือของเธอนั้นได้ส่องแสงสว่าง พร้อมกับอักขระภาษาโบราณที่ล้อมรอบร่างกายของเธอดวงตาสีทองที่ในตอนนี้กำลังเรืองแสง พร้อมกับแสงสว่างที่ส่องผ่านทะลุเมฆมายังร่างกายของเธอ นี่คือหนึ่งในท่าการโจมตีที่เคยลบอาณาจักรให้หายออกไปจากแผนที่ ซึ่งในตอนนี้เธอกำลังจะใช้มันกับวีรบุรุษตรงหน้า ที่เธอนับถือยิ่งกว่าเราเทพ
"ถ้าเกิดว่าโชคชะตาได้นำพาพวกเรามาพบกันอีกครั้ง ดิฉันจะขอเป็คมดาบและโล่ป้องกันของท่านจนวาระสุดท้าย เพราะฉะนั้นแล้วท่านโปรดจดจำชื่อของดิฉัน วาลคิริหนึ่งในผู้นำกองทัพของเหล่าทวยเทพ ลาเกอร์ธา"
ลาเกอร์ธา ได้พุ่งเข้าใส่วีรบุรุษตรงหน้าที่ยังคงยืนจ้องมองเธออยู่ ภาพที่สะท้อนในดวงตาของเขานั่นมันช่างสวยงาม ละอองแสงสีทองที่โปรยปรายลงมาจากร่างกาย ทุบการเคลื่อนไหวของเธอนั้นมันช่างไร้ที่ติ แต่ภายในความงดงามก็แฝงไปด้วยความอันตราย ที่พร้อมจะสามารถเอาชีวิตของเขาไปได้ทุกเมื่อ แม้ว่าเขาจะไม่กลัวตายแต่ก็หาใช่ว่าเขา้าความตาย หอกที่อยู่ภายในมือได้ยกขึ้นมาปัดป้องกันการโจมตี ของเธออย่างยากลำบากแม้ว่าร่างกายจะเต็มไปด้วยาแ
แต่เขาก็ยังคงฝืนขีดจํากัดร่างกายของตนเอง พร้อมกับหอกที่ได้ยกขึ้นมารับการโจมตีที่ถาโถมเข้ามา! ลาเกอร์ธาที่เห็นว่าคนตรงหน้ายังคงพยายามต่อก่อนเธอจนวินาทีสุดท้าย เธอก็ได้ทำการทุ่มกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อเอาจริงกับคนตรงหน้า เธอได้ทำการหมุนตัวกลางอากาศเตะเข้าไปที่หน้า ทำให้เขาที่โดนการโจมตีเข้าไปถึงกับทรุดตัวลงไปด้านข้าง แต่ก็ยังคงยืนหยัดไม่ล้มลงไปพร้อมกับาแที่ปรากฏบนใบหน้าของเธอ เธอที่รับรู้ได้ถึงาแบนใบหน้าของตนเองนั้นก็เผลอยิ้มขึ้นมาด้วยสีหน้าอำมหิต!
"อย่างนี้นี่เอง ท่านยอมโดนการโจมตีของฉันเพื่อที่จะหาโอกาสในการโจมตีฉัน ฮ่าๆๆ!"
"ฮ่าๆๆ!"
เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งที่ดังออกมาจากทั้งสอง มันได้ทำให้เลือกที่อยู่ภายในกายนั้นเดือดพล่าน! แม้ว่าร่างกายของเขานั้นจะเหนื่อยล้าและพร้อมจะแตกสลายได้ตลอดเวลา แต่เขาก็ยังคงพุ่งเข้าไปใช้หอกทิ่มแทง ลาเกอร์ธาที่เห็นเช่นนั้นก็ได้ยกโล่ขึ้นมาป้องกัน แต่ก็โดนใช้เป็ที่เหยียบจากฝีมือของมนุษย์ตรงหน้า เพื่อส่งตัวเองขึ้นไปเหนือหัวของเธอพร้อมกับเท้าที่เตะเสยลงมาเข้าไปที่กบาลของเธอ!
มันทำให้เธอนั้นพุ่งลงไปกระทบกับพื้น! จนพื้นดินที่อยู่รอบข้างนั้นแหลกละเอียด ซึ่งเธอที่เห็นว่าตัวเองพลาดท่านั้นก็รีบพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ แต่ความรู้สึกอันตรายที่ปรากฏออกมาจากข้างหลัง มันทำให้เธอหันกลับไปมองก่อนที่จะพบกับเขา ที่ในตอนนี้กำลังจับหอกที่อยู่ในมือซึ่งมันได้ปรากฏัที่น่าเกรงขาม ซึ่งในตอนนี้มันกำลังส่งเสียงร้องคำรามดังสนั่นไปทั่วทั้งพื้นพิภพ! พร้อมกับริมฝีปากของมนุษย์ตรงหน้าที่ขยับไปมา
"พวกฉันยัง...ไม่แพ้สักหน่อย...ไอ้พวกเทพเฮงซวย!!!"
และนั่นก็คือคำพูดสุดท้าย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสว่างจ้าหลังจากที่หอกได้กระทบกับพื้นแรงะเิอันมหาศาล ก็ได้เข้ากรวดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในรัศมีจนเหลือเพียงแค่เศษซากของดิน
ภายในโลกใบนี้นั้นมีเหล่าทวยเทพ ปีศาจ ทุกเผ่าพันธุ์ หรือแม้แต่มนุษย์ ไฟานั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อเหล่าทวยเทพปีศาจ และ มนุษย์ เกิดการแย่งชิงอำนาจขึ้นจนทำให้เกิดมหาภัยพิพัฒน์าสามภพ การต่อสู้ครั้งนั้นได้ทำลายโลกไปกว่าครึ่งนึง สรวง์ถึงกับพังพินาศ หรือแม้แต่นรกเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปมากกว่า์เลยแม้แต่น้อย
มันทำให้ทั้ง 3 เผ่าพันธุ์เกือบจะสูญสิ้น แต่ด้วยความดวงดีหรืออะไรสักอย่างมันจึงทำให้พวกเขายังคงหลงเหลือทายาททิ้งเอาไว้ ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นนั้นเป็ได้เพียงแค่ผู้เฝ้ามอง เพราะการต่อสู้ของทั้ง 3 เผ่าพันธุ์ได้ให้กำเนิด ปีศาจ สัตว์ประหลาด ขึ้นในา แม้แต่มนุษย์ตัวจ้อยที่มีเพียงแค่ดาบทรุดโทรมในมือก็ยังสามารถฆ่าปีศาจระดับต่ำได้ และนั่นจึงทำให้ไม่มีใครกล้าต่อก่อนหรือเข้าไปแทรกแซงทั้ง 3 เพราะไม่ฉะนั้นแล้วผู้ที่จะพังพินาศจะเป็พวกเขาซะเอง
แต่นั่นก็เป็เื่เมื่อพันปีก่อน เพราะหลังจากที่เห็นถึงผลกระทบที่ตามมาจึงทำให้ทั้ง 3 เซ็นสัญญาลงมติว่าจะไม่ทำากันอีก สรวง์ก็กลับขึ้นไปแล้วไม่กลับลงมาหรือแม้แต่นรกก็ปิดตายไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้นยกเว้นิญญาที่ตายไปแล้ว แต่ในใจลึกๆของทั้ง 3 ฝ่ายนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะต้องมาประจันหน้ากันอีกครั้ง เพียงแค่รอเวลาเท่านั้น
"อาร์ต นี่ลูกมานอนอ่านหนังสือที่นี่อีกแล้วนะ"
เสียงทุ้มต่ำที่ตั้งขึ้นมาจากข้างหน้าได้ดึงดูดความสนใจจากเด็กชายคนนึงที่กำลังนั่งใต้ต้นไม้อ่านหนังสือเกี่ยวกับาเมื่อ 1000 ปีก่อน อาร์ตที่ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยก็ได้เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือก่อนที่จะสบตาเข้ากับผู้ชายคนนึงรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีดำที่มันเป็หางม้าพร้อมกับดวงตาสีแดงดั่งเื ใส่เสื้อผ้าสีขาวแม้ว่าภายนอกอาจจะดูเหมือนกับเป็คนที่ไม่ค่อยมีแรงมากนักแต่ถ้าเกิดถอดเสื้อออกมาแล้วล่ะก็ จะเห็นถึงมัดกล้ามที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
"พ่อเองหรอครับ"
อาร์ตทำเพียงแค่ตอบสั้นๆก่อนที่จะหันกลับมาสนใจหนังสือเล่มหนา ผู้ที่เป็พ่อเห็นแบบนั้นก็ถึงกับส่ายหน้าไปมาด้วยความเหนื่อยใจกับลูกชายของตัวเอง ที่ไม่สนใจอะไรนอกจากหนังสือตรงหน้าเลยสักนิด
"อาร์ต นี่ลูกไม่คิดจะสนใจไปเล่นกับเด็กข้างๆบ้านบ้างหรือไงกัน"
แม้ว่านี่จะเป็คำถามที่เขาชอบถามลูกของตัวเองเป็ประจำแต่คำตอบที่จะได้รับกลับมานั้นก็ยังคงเหมือนเดิม
"ไม่ครับมันเปลืองพนักงาน แถมผมยังไม่เห็นเหตุผลจูงใจที่จะต้องให้ผมไปเล่นกับพวกเขาด้วย"
ผู้เป็พ่อที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ เกี่ยวกับเหตุผลของลูกตัวเองที่ไม่รู้ว่าไปได้นิสัยนี้มาจากใคร ผู้เป็พ่อที่เห็นว่าลูกยังคงสนใจหนังสือมากกว่าตัวเองก็ได้เดินไปนั่งข้างๆ อาร์ดที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วอ่านหนังสือต่อไป
"าพันปีก่อนอย่างนั้นรอ ทำให้ลูกถึงสนใจหนังสือนี้มากจังเลย ช่วยบอกเหตุผลให้พ่อหน่อยซิ"
อาร์ตที่ได้ยินคำถามจากผู้เป็พ่อ เขาก็ได้ทำการปิดหนังสือลงก่อนที่จะลุกขึ้นมาพร้อมกับสายลมที่ตีหน้าเขาจึงทำให้ผมของเขานั้นปลิวไปตามแรงของลม
"พ่อถามคำถามนี้ทุกครั้งผมก็จะตอบทุกครั้งว่า ผมสนใจก็แค่นั้น"
และนั่นก็เป็คำตอบสุดท้ายก่อนที่อาร์ตจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งไว้เพียงแค่พ่อของตัวเองที่ในตอนนี้กำลังทำสีหน้าเหนื่อยใจกับนิสัยและพฤติกรรมของลูกตัวเองที่ไม่สนใจคนรอบข้าง หรือแม้แต่การที่จะยิ้มให้พวกเขาเห็นนั้นก็ยังเป็เื่ยาก จนบางครั้งเขาก็แอบคิดว่าลูกของตัวเองไม่มีความรู้สึกหรือเปล่า ขณะที่ภายในหัวกำลังคิดไปเลยเถิด ก็ได้ยินเสียงของอาร์ตที่เรียกเขาขึ้นมา
"พ่อจะนั่งตรงนั้นอีกนานไหมครับ ไม่ใช่ว่ามาเรียกผมไปกินข้าวหรือไง"
อาร์ตที่ในตอนนี้กำลังยืนพิงกำแพงก็ได้พูดขึ้นกับพ่อของตัวเอง ที่อยู่ไม่ห่างไกลจากตัวเองมากนัก ผู้เป็พ่อที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้ก็ถึงกับทำสีหน้าเหนื่อยใจที่ตัวเองดันลืม จนต้องให้ลูกมาเรียกกลับไปกินข้าวที่บ้าน
อาร์ตที่เห็นว่าผู้เป็พ่อกลับมามีสติอีกครั้งหนึ่ง เขาก็เดินเข้าไปในบ้านก่อนที่จะกล่าวทักทายแม่ของตนเอง ที่กำลังทำการจัดอาหารรอพวกเขาอยู่
"สวัสดีครับแม่"
"สวัสดีจ้าลูกไปล้างมือก่อนแล้วค่อยมากินข้าวนะ"อาร์ตที่ได้ยินแบบนั้นก็เดินออกไปล้างมือก่อนผู้เป็พ่อจะเดินเข้ามา"คุณด้วยที่รัก"
และกว่าที่พวกเขาจะได้กินข้าวก็ต้องเดินออกจากบ้านหลายรอบ ใช้เวลาไม่นานจนในที่สุดทั้ง 3 คนก็ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งมีอาหารเตรียมเอาไว้พร้อมเพียงในตอนเช้า ก่อนที่ผู้เป็แม่จะทำการสวดอะไรสักอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับพระเ้าและสิงสาราสัตว์ที่ได้มอบอาหารให้แก่พวกเขาได้กินในวันนี้ ซึ่งพ่อของเขาก็ทำตามมีเพียงแค่อาร์ตที่ไม่สนใจเกี่ยวกับพิธีรีตองอะไรมากนัก
ในความคิดสำหรับเขาแล้วผู้ที่หาอาหารให้กินนั้นไม่ใช่พระเ้าแต่เป็ผู้ที่ให้กำเนิดเขา แล้วทำไมจะต้องไปนับถือพระเ้าอีกกับพวกเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเราในยามลำบากเลยสักนิด แต่ในคำสวดเขาก็เชื่อถืออย่างหนึ่ง นั้นก็คือสิ่งสาราสัตว์หรือผืนป่าที่ได้ให้กำเนิดสัตว์พวกนี้มาให้เขากิน หรือบางทีเขาอาจจะโดนพวกมันกินก็ได้
ในขณะที่อาร์ตกำลังคิดอะไรเพลินๆ พิธีสวดก็ได้จบลงก่อนที่พวกเขาจะเริ่มลงมือกินอาหารตรงหน้า อย่างไม่รีบร้อนจากที่เขาลองสังเกตท่าทีของพ่อและแม่ดูแล้ววิธีการกินอาหารนั้นเหมือนพวกชนชั้นสูง บางทีอาจจะงดงามเหมือนดังพวกชนชั้นกษัตริย์เลยก็ได้ แต่เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่เพราะไม่เคยเห็นพวกชนชั้นกษัตริย์รับประทานอาหาร ยกเว้นเพียงแค่พวกชนชั้นสูงที่บางครั้งก็แวะเวียนมาพักที่หมู่บ้านแบบนี้เป็บางครั้ง
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ผู้เป็มารดาที่เห็นถึงการจ้องมองเกี่ยวกับวิธีการกินอาหารของพวกเขาก็ถึงกับยิ้มออกมา จนทำให้อาร์ดรู้ตัวว่าจ้องนานเกินไป ก่อนที่เขาจะกลับมาสนใจอาหารตรงหน้า แล้วเริ่มลงมือรับประทานอาหารเหมือนกับพ่อแม่ของตนแม้ว่าจะไม่ได้สวยงาม แต่ก็มีมารยาทในการรับประทานอาหารตรงหน้า จนทำให้ผู้ที่เป็แม่นั้นรู้สึกดีใจที่ลูกของตัวเองสามารถเรียนรู้จากพวกเขาได้ แม้ว่าไม่จำเป็จะต้องสอนก็ตาม
ผู้เป็พ่อที่สังเกตลูกของตัวเองรับประทานอาหารก็ยิ้มขึ้นมาเหมือนดั่งแม่ เพราะเขานั้นก็รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่ใช่น้อยที่ลูกของตัวเองสามารถเรียนรู้จักพวกเขาได้แบบไม่ยากเย็น ทั้งที่พวกเขาก็ไม่ได้สั่งสอนอะไรลูกของตัวเองมากนัก อาร์ตที่รู้สึกถึงการจ้องมองจากพ่อแม่ก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วในขณะที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่
แต่หลังจากที่เขาเงยหน้าขึ้นมาก็ปรากฏว่าทั้งสองคนนั้นกลับไปรับประทานอาหารตรงหน้าเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนทำให้เขาแสดงสีหน้ารู้สึกสงสัย ก่อนที่ไม่นานจะกลับไปสนใจกินข้าวซึ่งทั้งสองคนที่เห็นการแสดงออกของลูกแบบนั้นเป็ครั้งแรกก็รู้สึกดีใจอยู่ไม่ใช่น้อย ที่เขาเริ่มแสดงสีหน้าอย่างอื่นนอกจากสีหน้าที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้างตลอดเวลา
ใช้เวลาไม่นาน ครอบครัวก็รับประทานอาหารตรงหน้าเสร็จเป็ที่เรียบร้อย อาร์ตที่เห็นว่าแม่ของตัวเองเริ่มเก็บจานเขาก็เข้าไปช่วยก่อนที่จะทำงานเล็กๆน้อยๆเพื่อเป็การตอบแทน ที่แม่ของตัวเองทำอาหารให้รับประทาน ซึ่งมันก็เป็เื่ปกติสำหรับเขาที่จะช่วยงานบ้าน ซึ่งก็เพียงแค่งานบ้านเท่านั้นถ้าเกิดเป็งานอื่นเขานั้นแทบจะไม่สนใจ
เรียกได้ว่าถ้าเกิดโดนใช้ในยามว่างละก็เขาจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก็เพียงแค่ข้างในเพราะสีหน้านั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ที่เป็แม่เห็นแบบนั้นก็รู้สึกดีใจจนเผลอยิ้มออกมาแต่อาร์ตที่กำลังทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้นไม่ได้สังเกตถึงสีหน้าของแม่ตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าว่าข้างในใจลึกๆของเธอแล้วก็ยังคงรู้สึกเป็ห่วง
ว่าลูกของตนเองจะไม่สามารถเข้าสังคมได้ เพราะจากการแสดงออกของเข้าแล้วนั้น แทบจะไม่สนใจออกไปเล่นข้างนอกเลยสักนิด ยกเว้นจะมีบางครั้งบางคราวที่เขานั้นเข้าไปเล่นข้างในป่า กลับมาอีกทีก็มืดค่ำ
อาร์ตที่กำลังสนใจทำงานอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู มันจึงทำให้เขาหันเหความสนใจมองออกไปอัตโนมัติ เพราะร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นใครมาเคาะประตูแบบนี้นอกจากร้องะโ เพราะมันเป็การเรียกให้คนข้างในได้ยินง่ายกว่าการเข้าไปเคาะประตู ที่ไม่รู้ว่าคนข้างในจะได้ยินไหม
"ลูกทำความสะอาดรอแม่ไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่ออกไปดูหน่อยว่าใครมา"
"ครับ"
อาร์ตเพียงแค่ตอบรับสั้นๆก่อนที่จะหันกลับไปทำงานของตัวเอง แต่ก็มีบางครั้งที่เหลียวมองออกไปข้างนอกซึ่งในตอนนี้แม่ของเขากำลังคุยกับใครคนนึงอยู่ที่ดูท่าทางและการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็พ่อบ้าน ซึ่งดูเหมือนทั้งสองคนจะคุยอะไรสักอย่างนึง ก่อนที่พ่อบ้านคนนั้นจะกลับไปพอดีกับอาร์ดที่ทำงานเสร็จ
"แม่มีเื่อะไรหรอครับ"
อาร์ตได้ตัดสินใจถามออกไปแบบตรงๆหลังจากที่เขาได้เห็นสีหน้าแม่ของตัวเองที่เต็มไปด้วยความกังวลซึ่งนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็น แถมดูเหมือนว่ามันจะร้ายแรงเอามากๆจนเธอไม่สามารถเก็บสีหน้าเอาไว้ได้ แม้แต่พ่อของเขาเองที่เห็นสีหน้าของแม่ก็ยังถามออกมาตรงๆ
"ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ทางบ้านมาบอกอะไรนิดหน่อยนะ"
ผู้เป็แม่ก็ยังคงตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแต่ในสายตาของอาร์ตแล้วภายใต้สีหน้าที่กำลังยิ้มแย้มอยู่ในตอนนี้กลับเต็มไปด้วย ความสับสนวุ่นวายและดูท่าแล้วจะไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ซึ่งแม้แต่พ่อของเขาเองที่ได้ยินแบบนั้นก็ยังทำสีหน้าเป็กังวลออกมาซึ่งดูเหมือนทั้งสองคนมีเื่จะพูดคุยอะไรกัน
อาร์ตที่เห็นว่าทั้งสองคนลำบากใจจากการที่เขาอยู่ตรงนี้ อาร์ดก็เลยตัดสินใจเดินไปคว้าเอาหนังสือที่วางบนโต๊ะแล้วเดินออกจากประตูไปนั่งที่เดิม ก่อนที่จะพบกันรถม้าที่คล้ายคลึงเหมือนดังรถของพวกชนชั้นกษัตริย์ แล่นออกไปจากหมู่บ้านเขาก็ทำได้เพียงแค่สงสัย ก่อนที่จะเขาจะลุกขึ้นมาแล้วเดินเข้าป่าไปพร้อมกับหนังสือเล่มโต
ผู้เป็พ่อและแม่ที่เห็นว่าลูกของตัวเองเข้าไปในป่าจากสีหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่นั้น ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็กังวลพร้อมกับบรรยากาศที่ตึงเครียดและจริงจัง
"เราจะทำยังไงดีคะที่รัก ดูเหมือนว่าทางนั้นจะเรียกตัวพวกเราให้กลับไปประจำการแล้ว"
เธอพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเป็กังวลพร้อมกับน้ำเสียงที่ไม่ชอบใจเป็อย่างมาก เพราะดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองคนจะโดนเรียกกลับไปประจำการที่ไหนสักแห่งหนึ่ง
"ใจเย็นๆก่อน คุณช่วยบอกได้ไหมว่าพวกมันมา บอกอะไร"
แม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วก็ตามว่าสาเหตุที่พวกมันมาเรียกเขาให้กลับไป แต่ก็ยังคงถามออกไปเพื่อความแน่ใจ เธอที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าตอบกลับมาก่อนที่จะเริ่มทำการบอกรายละเอียด
"ดูเหมือนว่าทางอาณาจักรจะเรียกตัวพวกเราให้เข้าไปพบ แม้ว่าพวกเราจะปลดประจำการแล้วแต่ทางนั้นก็ยังคง พยายามที่จะเรียกพวกเรากลับไปแถมดูเหมือนว่าครั้งนี้ พวกมันจะไม่ยอมง่ายๆด้วยสิคะ"
"แล้วพวกมันรู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่ที่นี่กัน"
"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"
ใบหน้าของทั้งสองที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด จากเหตุการณ์ไม่คาดคิดแม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะปลดประจำการ ออกมานานแล้วก็ตามแต่ถ้าว่าทางฝั่งนั้น ก็ยังคงพยายามดึงตัวพวกเขาสองคนกลับไป ซึ่งมันเป็หนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้น
"ที่รักฉันว่าพวกเราควรออกไปจากที่นี่นะ"
เธอก็ได้พูดเสนอแนะแผนการที่จะออกไปจากที่นี่เพื่อหลบหนีปัญหา แม้แต่ผู้เป็พ่อที่ได้ยินแบบนั้นก็ยังต้องคิดไต่ตอมเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
"มันก็คงจะเหมือนเดิม ยกเว้นซะว่าพวกเรานั้นจะต้องหนีข้ามทวีปซึ่งมันเป็ไปไม่ได้ เพราะต่อให้พวกเราหนีไปทางไหนสุดท้ายแล้วพวกมันก็จะตามจนเจอ"
"แล้วพวกเราจะทำยังไงดีคะ ให้ฉันไปสังหารพวกมันทิ้งหมดเลยดีไหมคะ"
"ไม่ได้ถ้าทำแบบนั้น อีกอาณาจักรหนึ่งก็จะเข้ามายึดที่นี่แถมจะเป็การเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายตรงข้ามซะอีก ยกเว้นซะว่าเราจะยึดอาณาจักร"
การฆ่าล้างกองทัพหรืออาณาจักรหนึ่งสำหรับพวกเขาแล้วไม่ใช่เื่ยาก แต่มันจะเป็การเสียแรงซะเปล่าเพราะถ้าเกิดไต่ตรองดูแล้ว ต่อให้พวกเขาสังหารทั้งอาณาจักรทิ้งก็ใช่ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วคงเหลือแค่ทางเดียว
"เราจะกลับไป"
"คุณแน่ใจนะคะ"
"ฉันแน่ใจ เพื่ออนาคตของลูกและพวกเรา"
---------------------
และแล้วพวกเราก็อยู่กับนิยายเื่ใหม่ล่าสุดจากฝีมือของฉวนชีคนนี้ และแน่นอนว่าไม่เคยจบสักเื่ ส่วนใครที่หลงเข้ามาอ่านก็ขอยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกใบใหม่ ที่พวกคุณคุ้นเคย ฮ่าๆๆ!!