“ติ๊ก…ติ๊ก…ติ๊ก” เสียงนาฬิกาแขวนผนังดังสม่ำเสมอ ย้ำเตือนให้รู้ว่า เวลาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยรอใคร ยี่หวานั่งรออยู่บริเวณหน้าประตูไม้บานสูงของบ้านสองชั้นในหมู่บ้านจัดสรรอันเงียบสงบ รั้วสีขาวสะอาดเรียงรายเป็ระเบียบ แสงไฟสวนอัตโนมัติค่อย ๆ เปิดขึ้นตามเวลาเหมือนทุกวัน มือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงกอดเข่าแน่น ใบหน้าซุกลงกับแขนเสื้อสีครีมตัวโปรด เสื้อตัวนั้นยังนุ่ม และให้ความรู้สึกอันอบอุ่นเสมอ
“แม่…พ่อจะมาวันนี้มั้ย” เสียงใส ๆ ของเด็กวัยเจ็ดขวบดังขึ้น
ผู้หญิงในชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนที่เพิ่งกลับจากโรงพยาบาล หันมามองลูกสาวด้วยสายตาอ่อนลง เธอเพิ่งกลับมาจากการทำงานที่โรงพยาบาลเห็นลูกสาวนั่งอยู่หน้าประตูบ้านตามนิสัยที่เคย ๆ ของทุกสิ้นเดือน ซึ่งจะเป็วันที่เด็กน้อยจะออกมารอด้วยความหวังว่าพ่อจะมา
มือนุ่ม ๆ นั้นค่อย ๆ ลูบหัวลูกน้อยด้วยดวงตาเปลียมไปด้วยความรัก
“พ่อบอกว่าจะมาไม่ใช่หรือ” แม่ตอบไม่ใช่คำสัญญา แต่เป็คำถามกลับ ยี่หวาพยักหน้าแรง ๆ
“พ่อบอกว่า…พ่อจะกลับมาค่ะ พ่อสัญญาไว้” เด็กหญิงพยักหน้าแรง ๆ อย่างมั่นใจ
“งั้นรออีกหน่อย” แม่พูดเบา ๆ รอยยิ้มค่อย ๆ อ่อนลง ซึ่มซับความน้อยใจของบุตรสาวเพียงลำพัง
เธอรอจนแดดเย็นเปลี่ยนเป็สีส้ม รอจนเสียงสุนัขบ้านข้าง ๆ หยุดเห่า รอจนแม่เริ่มทำกับข้าว แล้วกลิ่นข้าวสวยสุกใหม่ลอยเข้ามา แต่ประตูหน้าบ้านก็ยังเงียบ
พอค่ำลง เสียงรถยนต์คันหนึ่งหยุดหน้าบ้านดัง “เอี๊ยด” หัวใจเด็กหญิงพุ่งขึ้นสูงดังลูกโป่งที่ปล่อยมือ เธอวิ่งไปเปิดประตูแทบจะทันที
“พ่อ!” ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ผมยังเป็ทรงเดิม เสื้อเชิ้ตยังหอมกลิ่นน้ำหอมที่ไม่ใช่ของบ้านหลังนี้ เขายื่นถุงพลาสติกใส่ขนมให้ลูก แล้วยื่นซองสีน้ำตาลให้แม่
“ผมแวะมา…เดี๋ยวต้องไปต่อ” เขาพูดเร็ว เหมือนกลัวจะอยู่ตรงนี้นานเกินไป ไม่มองตาลูกสาวนานนัก
“พ่ออยู่กินข้าวไหม” ยี่หวาถาม ตาเป็ประกาย คำถามนั้นยังคงสดใสเหมือนเดิม
“คราวหน้าลูก วันนี้พ่อมีธุระต้องไปทำต่อ” ผู้ชายเงียบไปนิดหนึ่ง
คำว่า “คราวหน้า” กลายเป็คำที่เด็กหญิงต้องหัดเก็บไว้ในใจ…แบบไม่ร้องไห้
คืนนั้นเธอนอนกอดถุงขนมไว้แน่น ไม่ใช่เพราะหวงขนม แต่เหมือนมันคือ “หลักฐาน” ว่าพ่อเคยมาจริง ๆ
หลายปีผ่านไป เด็กหญิงคนนั้นโตขึ้น ยี่หวาได้ทำงานเป็หมอศัลยกรรมหัวใจในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พร้อมกฎบางอย่างในใจ อย่ารอใคร อย่าฝากความหวังไว้กับคำสัญญา และอย่าเชื่อว่าใครจะอยู่กับเราตลอดไป
“หมอยี่หวา เคสฉุกเฉินค่ะ!” เสียงพยาบาลเรียก
ยี่หวาในวัยผู้ใหญ่เงยหน้าขึ้นทันที แววตาเฉียบคม ต่างจากเด็กหญิงวันนั้นอย่างสิ้นเชิง
“รายละเอียด”
“หัวใจขาดเืเฉียบพลันค่ะ เตรียมห้องผ่าตัดแล้ว”
“ไปเลยค่ะ” เธอลุกขึ้นทันที
ในห้องผ่าตัด ทุกอย่างต้องแม่นยำ ไม่มีที่ว่างให้ความลังเล มือของเธอนิ่ง การตัดสินใจรวดเร็ว
เสียงเครื่องมอนิเตอร์ดังเป็จังหวะ บี๊บ…บี๊บ…บี๊บ…
ผู้ชายวัยกลางคนบนเตียงผ่าตัดหน้าซีด เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ภรรยาของเขายืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด น้ำตาไหลเหมือนหยุดไม่ได้ ยี่หวาไม่ชอบเห็นคนร้องไห้ไม่ใช่เพราะใจแข็ง แต่เพราะเธอรู้ดีว่า น้ำตามักมาพร้อมความคาดหวัง และความคาดหวังมักทำให้คนเ็ป
สองทุ่ม ยี่หวากลับถึงบ้าน บ้านเล็ก ๆ ที่อบอุ่นเสมอ กลิ่นอาหารลอยมาต้อนรับก่อนเสียงแม่เสียอีก
“กลับมาแล้วเหรอลูก” แม่หันมายิ้ม
“ยังไม่ได้กินเลยค่ะ วันนี้เคสยาวมาก” แม่ทำหน้าเห็นใจ เธอรู้ดีเพราะเธอก็เป็หมอเหมือนกัน การผ่าตัดบางเคสสั้น บ้างเคสยาว มันหลีกเหลี่ยงไม่ได้เป็เื่ปกติ
“งั้นรีบไปล้างมือ เดี๋ยวแม่ตักข้าวให้” โต๊ะอาหารมีสองที่เหมือนเดิม แต่มันก็ไม่เคยดูว่างเปล่ากลับยังคงมีความสุขทุกครั้งที่กลับมาบ้าน
ยี่หวานั่งกินเงียบ ๆ ฟังแม่พูดเื่เล็ก ๆ น้อยๆ ในโรงพยาบาลของรัฐ เื่คนไข้ที่ชอบแอบกินของหวานทั้งที่เป็เบาหวาน เื่เพื่อนพยาบาลที่ชอบแกล้งกัน ก่อนแม่จะหยุดช้อนในอากาศเหมือนนึกอะไรได้
“ยี่หวา แม่มีเื่จะคุย” ยี่หวาเงยหน้าขึ้นทันที
“อะไรคะแม่ ใหมดเลย” แม่ยิ้มเก้อ ๆ เหมือนเขินที่จะพูด
“แม่ไปงานเลี้ยงรุ่นมา…เห็นเพื่อน ๆ อุ้มหลานกัน แล้ว…แม่ก็…” ยี่หวาชะงักเล็กน้อย เริ่มเดาได้ประมาณหนึ่ง
“…แล้วเพื่อน ๆ เขามีหลานกันหมดแล้ว”
“อ๋อ…”
“แม่ก็เลยคิดว่า…”
“อยากอุ้มหลานใช่ไหมคะ” ยี่หวาพูดดัก
แม่ยิ้มเขิน ๆ
“ก็…นิดหนึ่ง”
“นิดเดียว?” ยี่หวาเลิกคิ้ว
“…มากหน่อย” ทั้งคู่หลุดหัวเราะพร้อมกัน
“แล้วแม่จะให้หนูทำยังไงคะ เปิดเขียนใบสมัครเลยดีไหม”
“ไม่ต้องขนาดนั้น” แม่รีบโบกมือ
“แค่…ลองเปิดใจดูบ้าง” ยี่หวาหรี่ตามอง
“แม่มีเป้าหมายแล้วใช่ไหม” แม่ยิ้มแบบมีแผนการทันที
“เพื่อนแม่มีลูกชายคนหนึ่ง อายุสามสิบห้าแล้ว แต่ยังไม่มีแฟน”
“แม่ไม่ได้จะบังคับลูกนะ แม่แค่…คิดว่า ถ้าวันหนึ่งแม่ไม่อยู่ ลูกจะ…” ยี่หวารีบส่ายหน้า
“อยู่ได้ค่ะ และหนูก็รู้ว่า ยังไงแม่ก็อยู่กับหนูไปอีกนาน” ยี่หวาตอบทันทีเหมือนเป็รีเฟล็กซ์ ก่อนจะตักซุปเข้าปากอย่างมั่นใจ แม่ยกคิ้วเล็กน้อย
“อ้าว ลูกเป็หมอหัวใจ หรือหมอดูเนี่ย ถึงรู้ว่าแม่จะอยู่ไปอีกนาน”
“หนูผ่าตัดหัวใจคนทุกวันค่ะ ดูแลแม่คนเดียวจะยากอะไร” ยี่หวายิ้มมุมปาก แม่หัวเราะเบา ๆ แล้ววางช้อนลง หันมามองหน้าลูกสาวคนสวย
“เก่งแต่กับคนไข้ แต่กับตัวเองนี่สิ…”
“กับตัวเองหนูก็ดูแลดีนะคะ มีเงิน มีงาน มีแม่ มีเพื่อนเยอะแยะ” แม่ทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงใสกว่าเดิม
“แต่ยังไม่มีแฟน” ยี่หวาสำลักซุปทันที
“แค่ก—แม่!” แม่หัวเราะลั่น
“เห็นไหมล่ะ พูดคำว่าแฟนทีเดียวสำลักเลย”
“แม่จะหาเื่ให้หนูหรือคะ”
“ไม่ได้หาเื่” แม่ยิ้มเ้าเล่ห์
“แค่มีเื่มาเล่า” ยี่หวาหรี่ตามอง
“น้ำเสียงแบบนี้ต้องไม่ธรรมดา” แม่เอนตัวพิงพนักเก้าอี้
“คือว่า…เพื่อนแม่คนหนึ่ง เขาบ่นเื่ลูกชายที่อายุสามสิบห้าแล้ว ยังไม่มีแฟนเลย แถมยังมีข่าวลือแปลก ๆ อีก”
“ข่าวลืออะไรคะ” ยี่หวาทำหน้าจริงจังเกินเหตุ
“เขาว่า…ลูกชายเขาอาจจะไม่ชอบผู้หญิง” แม่หันมากระซิบบอก ยี่หวานิ่งไปสองวินาที ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“งั้นก็ไม่เกี่ยวกับหนูนะคะ” แม่หัวเราะอีกครั้ง
“ฟังให้จบก่อนสิ หมายถึงว่า เขาแค่บอกว่าไม่ชอบ และไม่เคยเปิดตัวกับใครเลย เลยมีคนเม้าท์กันไปเอง”
“อ๋อ” ยี่หวาทำหน้าครุ่นคิด
“แล้วทำไมแม่เล่าให้หนูฟัง” แม่ยิ้มบาง ๆ อย่างมีแผน
“ก็แม่คิดว่า…ถ้าลูกลองไปพบเขาสักครั้ง จะเสียหายอะไร” ยี่หวาวางช้อนลงช้า ๆ แล้วมองแม่เหมือนหมอประเมินอาการคนไข้ ที่กินยาสองวันแล้ว้าหายทันที
“แม่กำลังจะจับคู่หนู?”
“คำว่าจับคู่มันดูเหมือนคลุมถุงชนไปหน่อยนะ” แม่ทำหน้าจริงจังเกินจริง แต่สีหน้าเ้าเล่ห์ยังมีอยู่ที่มุมปาก
“แม่เรียกว่า ‘สร้างโอกาส’ ต่างหาก”
“สร้างโอกาสให้ใครคะ หนูหรือเขา”
“ทั้งคู่ ” แม่ยักคิ้ว
“ลูกก็โสด เขาก็โสด จะได้ช่วยกันแก้ข่าว” ยี่หวาหัวเราะออกมาจริง ๆ
“แม่คะ หนูเป็หมอศัลยกรรมหัวใจ ไม่ใช่ฝ่ายประชาสัมพันธ์”
“อ้าว แต่หมอก็ต้องรักษาหัวใจตัวเองด้วยสิ” คำพูดนั้นไม่หนัก ไม่เศร้า แต่มันทำให้ยี่หวายิ้มบาง ๆ
“แม่อยากอุ้มหลานเหรอคะ” ยี่หวาหันไปถามแม่สีหน้าจริงจัง แม่เธอบ่นเื่อยากเลี้ยงหลานหลายครั้งแล้ว ชอบบอกเพื่อนคนนั้นมีหลานแฝดชายหญิงบ้างละ คนนั้นมีหลายชายหน้ารักบ้างละ และแม่ก็ทำหน้าตาใส
“ก็…นิดหนึ่ง”
“นิดเดียว?” ยี่หวาส่งเสียงสูง พร้อมหน้ามีคำถามกากอยู่บนใบหน้า
“มากหน่อย” ทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน แม่เอื้อมมือมาจับมือยี่หวาเบา ๆ
“แม่ไม่ได้บังคับนะลูก แค่ลองเปิดโอกาสดู ชีวิตบางทีมันก็สนุกกว่าที่เราคิด” ยี่หวามองมือแม่ที่จับอยู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งแซว
“ถ้าเขาไม่ชอบผู้หญิงจริง ๆ แม่จะทำยังไง” แม่ทำหน้าครุ่นคิด
“งั้นลูกก็จะได้เพื่อนเพิ่มอีกคน” ยี่หวาหัวเราะจนส่ายหน้า
“แม่คะ”
“ว่าไง”
“ส่งโปรไฟล์มาเลยค่ะ เดี๋ยวหมอจะวินิจฉัยเอง” แม่ยิ้มกว้างอย่างคนที่ได้ครึ่งทางแล้ว
“ตกลงนะ”
“ตกลงแค่ดูค่ะ ไม่ได้ตกลงแต่งงาน”
“แม่ยังไม่ได้พูดถึงแต่งงานเลย”
“สายตาแม่พูดไปหมดแล้วค่ะ” เสียงหัวเราะของสองแม่ลูกดังไปทั่วบ้านสองชั้นที่อบอุ่นกว่าทุกคืนที่ผ่านมา และในหัวของยี่หวา คำว่า “แค่ดู” กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของเื่ที่เธอไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อย