ลานฝึกในเช้าวันนี้เงียบกว่าที่เย่เทียนคาดไว้
ไม่ใช่เงียบเพราะไร้คน ตรงกันข้าม คนรุ่นเยาว์ของตระกูลเย่มากันเต็มลานั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสาไม้ฝึกตั้งเรียงเป็แถว หุ่นฟางถูกลากออกมาตรวจเชือก สนามทรายด้านข้างถูกเกลี่ยใหม่จนเรียบ และหินก้าวเจ็ดก้อนถูกจัดเป็แนวโค้งสำหรับการฝึกทรงตัว แต่ความเงียบที่เย่เทียนรู้สึก ไม่ใช่ความเงียบของสถานที่ หากเป็ความเงียบของสายตา
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในลานฝึก บทสนทนาบางกลุ่มก็หยุดลงเอง เด็กหนุ่มสองสามคนที่กำลังพันผ้าข้อมือหันมามองแล้วหันกลับไปเร็วเกินไป คนที่เคยไม่สนใจเขามาก่อนกลับเหลือบมองเท้าของเขา ราวกับอยากรู้ว่าเด็กผู้ช่วยบันทึกที่ถูกพูดถึงจากงานสี่ตระกูล เมื่อมาอยู่บนพื้นลานฝึกจริง ๆ จะยืนได้ต่างจากเดิมหรือไม่
ไม่มีใครพูดเสียงดังว่าเขาไร้ค่า ไม่มีใครหัวเราะตรงหน้า แต่นั่นกลับทำให้ลานฝึกวันนี้กดดันกว่าทุกวัน เพราะคำดูถูกที่เงียบ มักรอให้คนสะดุดก่อนค่อยส่งเสียง
เย่เทียนเดินไปยังตำแหน่งท้ายแถวตามเดิม กล่องบันทึกไม่ได้อยู่ข้างตัวแล้ว มีเพียงผ้าคาดเอวธรรมดาและชุดฝึกเรียบ ๆ เขาย่อตัวเล็กน้อย ผ่อนเข่าอย่างที่ฝึกมาเมื่อคืนก่อน ฝ่าเท้าแตะพื้นทรายเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ วางน้ำหนักลงอย่างระวัง ไม่กดส้น ไม่ลอยปลายเท้า และไม่ยืนแข็งเหมือนเสา เขาต้องให้ฝ่าเท้าเหมือนกำลังฟังพื้น มากกว่าเพียงเหยียบมัน
หานเลี่ยเคยพูดไว้ว่า ถ้าไม่มีปราณ อย่างน้อยเท้าต้องไม่ทรยศเ้า
เย่เทียนยังไม่มีปราณ ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาต้องทำในลานแห่งนี้ คืออย่าให้เท้าทรยศตนเองต่อหน้าคนทั้งลาน
เสียงไม้พลองกระทบพื้นดังขึ้นครั้งหนึ่ง
ผู้ฝึกสอนประจำลานก้าวออกมาหน้าแถว เขาเป็ชายวัยกลางคนร่างหนา ใบหน้ากร้านแดด ชื่อเย่คุน เย่เทียนคุ้นหน้าเขามานาน แต่ไม่ค่อยได้พูดด้วยนัก เย่คุนไม่ใช่ผู้าุโของตระกูล และไม่ได้มีอำนาจในเรือนกลาง ทว่าเด็กตระกูลเย่ทุกคนรู้ดีว่า เมื่ออยู่บนลานฝึก เสียงของเขาเด็ดขาดกว่าคำชมของผู้าุโบางคนเสียอีก เขาเป็คนตรง ยึดกฎของลาน ไม่ค่อยเอ็นดูใครเป็พิเศษ และยิ่งไม่ชอบให้ใครใช้พื้นที่ฝึกเป็เวทีเล่นเล่ห์
เย่คุนมองรุ่นเยาว์แต่ละคนด้วยสายตาเ็าเหมือนช่างตีเหล็กมองแร่ที่ยังไม่รู้ว่าจะหลอมออกมาเป็มีดหรือเศษตะกรัน
“วันนี้ฝึกตอบสนองพื้นฐาน” เย่คุนกล่าว “ไม่ใช้ปราณ ไม่ใช้แรงเกินจำเป็ วัดเท้า วัดตา วัดลมหายใจ ใครคิดว่าตนเก่งเพราะเปิดชีพจรแล้ว หากเท้ายังพันกัน ก็กลับไปเริ่มใหม่กับเด็กหัดเดิน”
หลายคนก้มหน้าเล็กน้อย
เย่เทียนเงยหน้าขึ้นนิดเดียว
ไม่ใช้ปราณ
วัดเท้า ตา และลมหายใจ
เหมือนฟ้าจงใจผลักเขาเข้าหาสิ่งที่เพิ่งเริ่มฝึก
เย่คุนชี้ไปยังหินก้าวเจ็ดก้อนที่วางเป็แนวโค้งกลางลาน “ชุดแรก วงหินเจ็ดก้าว ก้าวตามลำดับ ไม่เหยียบพื้น ไม่หยุดเกินหนึ่งลมหายใจ หากเสียหลัก กลับไปท้ายแถว”
หินทั้งเจ็ดก้อนสูงจากพื้นไม่มากนัก แต่ขนาดไม่เท่ากัน บางก้อนกลม บางก้อนแบน บางก้อนเอียงเล็กน้อย ใช้สำหรับฝึกการถ่ายน้ำหนักและการเปลี่ยนทิศทาง ในอดีต เย่เทียนไม่ค่อยถูกเรียกให้ฝึกชุดนี้ เพราะคนที่ยังไม่เปิดชีพจรมักถูกจัดให้อยู่กับท่าพื้นฐานที่ง่ายกว่า
แต่วันนี้ สายตาของหลายคนกำลังรออะไรบางอย่างอยู่แล้ว
เย่เทียนรู้สึกได้
เย่คุนเริ่มเรียกคนขึ้นฝึกทีละคน เย่หลัวขึ้นไปก่อน เขาก้าวผ่านหินทั้งเจ็ดก้อนได้ค่อนข้างมั่นคง แม้ก้อนที่ห้าจะส่ายเล็กน้อย แต่เขาประคองตัวผ่านไปได้โดยไม่หลุดลำดับ เย่คุนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
“ยังหนักเกินไป แต่ไม่เละ”
เย่หลัวลงจากวงหิน ใบหน้าไม่แสดงว่าพอใจหรือไม่ แต่ตอนเดินผ่านเย่เทียน เขาเหลือบมองมาแวบหนึ่ง ไม่ใช่สายตาเยาะเย้ยเหมือนเมื่อก่อน เหมือนอยากดูมากกว่าว่าเย่เทียนจะทำได้แค่ไหน
เย่ิยืนอยู่ไม่ไกล เขาเพิ่งพันผ้าข้อมือเสร็จ ใบหน้าของเขาสงบเกินกว่าจะเรียกว่าไม่พอใจ แต่ตรงมุมปากมีรอยบางอย่างที่ทำให้เย่เทียนรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้แค่มาดูการฝึก
หลังจากคนสามสี่คนผ่านไป เย่คุนกำลังจะเรียกชื่อคนถัดไป เย่ิก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ท่านผู้ฝึกสอน”
เย่คุนหันไป “มีอะไร”
เย่ิก้าวออกมาครึ่งก้าว คารวะอย่างพอดี “เมื่อวานเย่เทียนช่วยตระกูลในงานสี่ตระกูลด้วยสายตาและการสังเกต นับว่าน่าชื่นชม วันนี้ฝึกตอบสนองพอดี ข้าคิดว่าให้เขาลองวงหินชุดนี้ก่อนคนอื่นก็อาจเป็ประโยชน์”
ลานฝึกเงียบลงทันที
คำพูดนั้นไม่มีคำหยาบแม้แต่คำเดียว ไม่มีประโยคดูถูกเปิดเผย แต่ทุกคนฟังออก ในงานสี่ตระกูล เ้าอ่านร่องรอยได้ดีนักมิใช่หรือ เช่นนั้นลองอ่านพื้นใต้เท้าตนเองดูบ้าง
เย่เทียนมองเย่ิ
เย่ิยิ้มจาง ๆ “ข้าไม่ได้สงสัยสายตาของเ้า เพียงแต่อยากรู้ว่า เมื่อร่องรอยไม่ได้อยู่นิ่งบนกระดาษ แต่กลายเป็หินใต้เท้า เ้าจะอ่านมันทันหรือไม่”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนหันมามองเย่เทียนเต็มตา ถ้าเขาปฏิเสธ เขาจะดูเหมือนกลัว ถ้าเขารับแล้วพลาด เขาจะกลายเป็เื่เล่าชุดใหม่ในลานฝึกทันที
เย่คุนมองเย่ิอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันมามองเย่เทียน “เ้าไหวหรือไม่”
คำถามนั้นไม่ได้อ่อนโยน แต่ก็ไม่เยาะ
เย่เทียนคารวะ “ข้าจะลองขอรับ”
เย่คุนหรี่ตา “ลองได้ แต่จำไว้ นี่ไม่ใช่เวทีให้เ้าพิสูจน์ชื่อเสียงจากข้างนอก ลานฝึกไม่ฟังคำชม มันฟังแค่ว่าเท้าเ้าล้ม หรือไม่ล้ม”
“ขอรับ”
เย่เทียนเดินออกจากแถว
ทุกก้าวที่เข้าใกล้วงหิน เขารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหนาขึ้น เสียงคนรอบตัวเบาลง ลมหายใจของตนเองกลับชัดขึ้น เขาหยุดหน้าหินก้อนแรก มองหินทั้งเจ็ดก้อนอย่างรวดเร็ว ก้อนแรกแบน กว้าง พอวางเท้าได้เต็ม ก้อนที่สองสูงกว่าเล็กน้อย ก้อนที่สามเอียงเข้าด้านใน ก้อนที่สี่อยู่ห่างกว่าปกติครึ่งฝ่ามือ ส่วนก้อนที่ห้า…
สายตาของเย่เทียนหยุดที่ก้อนนั้นเพียงเสี้ยวหนึ่ง
หินก้อนที่ห้าดูไม่ต่างจากก้อนอื่นมาก แต่ขอบด้านซ้ายมีฝุ่นเกาะไม่เหมือนส่วนอื่น ถ้ามันถูกวางไว้ั้แ่เช้า ฝุ่นควรเสมอกัน แต่ตรงขอบกลับมีรอยใหม่จาง ๆ เหมือนเพิ่งถูกขยับแล้วกลบไว้อย่างรีบ ๆ
เขาไม่หันไปมองเย่ิ
ไม่จำเป็
บางครั้งคำตอบไม่ได้อยู่บนใบหน้าคน แต่อยู่บนฝุ่นข้างหิน
เย่คุนยกมือ “เริ่ม”
เย่เทียนก้าวขึ้นก้อนแรก ฝ่าเท้าแตะหินเย็น เขาไม่รีบ หายใจเข้า ก้าวสอง ถ่ายน้ำหนัก ก้าวสาม หัวเข่าผ่อนลงตามจังหวะ หินก้อนที่สามเอียงเล็กน้อย แต่เขารู้ก่อนเท้าจะลงเต็ม จึงไม่กดน้ำหนักทันที ปล่อยให้ปลายเท้าแตะก่อน แล้วค่อยจมส้นลงเพียงครึ่งเดียว เสียงหินเสียดกับพื้นดังเบามาก ถ้าเป็เมื่อวาน เขาคงไม่ทันได้ยิน แต่วันนี้เขาได้ยิน
ก้าวสี่อยู่ไกลกว่าเดิม เขาต้องยืดระยะ แต่ไม่กล้ายืดจนสะโพกเปิดมากเกินไป เขานึกถึงตอนเย่จงแตะไหล่เขา แรงยังมาไม่ถึง แต่ร่างกายแพ้ก่อนแรงมาถึง
อย่าแพ้ก่อน
เขาก้าวถึงก้อนที่สี่
เหลือก้อนที่ห้า
ลานฝึกเหมือนกลั้นหายใจ เย่ิยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้ายังเรียบ แต่นิ้วมือขวากำเข้าหากันเล็กน้อย
เย่เทียนมองก้อนที่ห้า ถ้าเหยียบกลางก้อน มันอาจพลิก ถ้าเลี่ยงมากเกินไป จะเสียทิศทางไปก้อนที่หก ถ้าหยุดคิดเกินหนึ่งลมหายใจ จะผิดกติกา
เขาจึงไม่หยุด
เขาก้าวไป แต่ไม่วางลงตรงกลาง ปลายเท้าแตะขอบด้านขวาของหินเบา ๆ ราวกับถามพื้นก่อนจะฝากน้ำหนัก จากนั้นเขาไม่ได้ถ่ายน้ำหนักเต็มตัว แต่ใช้แรงจากขาซ้ายผลักร่างผ่านไปครึ่งจังหวะ เท้าขวาแตะหินเพียงพอให้เปลี่ยนทิศ แล้วขยับไปยังก้อนที่หกทันที
หินก้อนที่ห้าขยับ
เบามาก
แต่มันขยับ
เสียงซ่าเล็ก ๆ ของทรายใต้หินดังขึ้น คนใกล้ ๆ บางคนได้ยินแล้วหน้าเปลี่ยน เย่คุนมองก้อนหินทันที
เย่เทียนลงก้อนที่หกได้ไม่สวยนัก ไหล่ซ้ายเขาเกือบยก ลมหายใจสะดุดไปครึ่งจังหวะ แต่เขากัดฟันผ่อนเข่าทัน ก่อนจะก้าวไปก้อนที่เจ็ดแล้วลงพื้นอีกฝั่งหนึ่ง
เขาไม่ได้ลงอย่างสง่างาม ไม่ได้มั่นคงเหมือนเย่เฉิง ไม่ได้คล่องเหมือนคนที่ฝึกมานาน แต่เขาไม่ล้ม
และสำหรับคนที่ตั้งใจให้เขาล้ม นั่นก็แย่พอแล้ว
ลานฝึกเงียบไปชั่วขณะ
เย่เทียนยืนอยู่ปลายวงหิน เหงื่อซึมที่ขมับ เขารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นเร็ว รู้สึกถึงข้อเท้าที่ตึง และรู้สึกถึงความอุ่นบาง ๆ ใต้สะดือที่แตะขึ้นมาเพียงวูบหนึ่งก่อนหายไป ครั้งนี้มันเกิดตอนเขาไม่ได้เรียกหา ตอนที่เขาเกือบพลาด แต่ไม่ยอมแตกจังหวะ
เย่คุนเดินเข้าไปใกล้หินก้อนที่ห้า ใช้เท้าแตะมันเบา ๆ หินส่ายทันที สีหน้าผู้ฝึกสอนเย็นลง
“ใครเป็คนจัดวงหินชุดนี้”
เด็กฝึกสองคนที่ช่วยเตรียมลานหน้าซีดเล็กน้อย หนึ่งในนั้นเหลือบมองเย่ิโดยไม่ตั้งใจ ก่อนรีบก้มหน้า
เย่ิสีหน้าไม่เปลี่ยน “เมื่อเช้าข้าเห็นคนจัดอยู่แล้ว อาจเป็พื้นไม่แน่นกระมัง”
เย่คุนหันไปมองเขา
เขาไม่ด่า ไม่ถามซ้ำ ไม่กล่าวหาต่อหน้าคนทั้งลาน แต่ความเงียบของเขาในตอนนั้น ทำให้คำแก้ตัวของเย่ิดูเบากว่าฝุ่นที่กลบขอบหินเสียอีก
เย่ิลดสายตาลงเล็กน้อย
เย่คุนกล่าวเสียงหนัก “ลานฝึกใช้ทดสอบร่างกาย ไม่ใช่ใช้เล่นกล ถ้าข้าเจออีกครั้ง คนจัดลานจะวิ่งรอบตระกูลจนจำทางกลับเรือนไม่ได้”
ไม่มีใครตอบ
เย่คุนหันมาทางเย่เทียน “เ้า”
เย่เทียนคารวะ “ขอรับ”
“ท่าไม่สวย ไหล่ยก ลมหายใจขาดตอนก้อนที่หก แต่ตาไว และเท้าไม่ตาย” เย่คุนกล่าว “ผ่าน”
คำว่า “ผ่าน” ดังไม่มาก แต่ดังพอ
เย่เทียนคารวะอีกครั้ง “ขอบคุณผู้ฝึกสอน”
เขาเดินกลับแถวอย่างเงียบ ๆ ระหว่างทางผ่านเย่หลัว อีกฝ่ายมองเขาแล้วพึมพำเสียงเบา
“เมื่อครู่เ้ารู้ว่าหินมันหลวมใช่ไหม”
เย่เทียนตอบเสียงเบาเช่นกัน “ข้ารู้ว่ามันไม่เหมือนก้อนอื่น”
เย่หลัวมองเขาเหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายกลับหัวเราะสั้น ๆ “มองแปลกจริง ๆ”
เย่เทียนยิ้มบาง “เ้าพูดแบบนี้เป็ครั้งที่สองแล้ว”
“เพราะมันยังจริงอยู่”
ไม่ไกลนัก เย่เฉิงยืนอยู่หน้าแถวรุ่นเยาว์หลัก เขาไม่ได้เข้ามาแทรก ไม่ได้ชม ไม่ได้ตำหนิ แต่สายตาของเขาหยุดที่ก้อนหินที่ห้าเพียงครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนมาหาเย่เทียน
ครั้งนี้เย่เทียนอ่านสายตานั้นไม่ออกทั้งหมด
แต่เขารู้สึกว่าเย่เฉิงเห็นมากพอ
การฝึกยังไม่จบ เย่คุนให้คนเปลี่ยนหินก้อนที่ห้าออก แล้วเริ่มเรียกคนอื่นขึ้นฝึกต่อ บรรยากาศค่อย ๆ กลับมาเคลื่อนไหว แต่ไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว คนที่เมื่อครู่รอเห็นเย่เทียนล้มเริ่มมองเขาใหม่ บางคนขมวดคิ้ว บางคนหลบตา บางคนกลับสนใจมากขึ้น
เย่ิยังยืนอยู่ที่เดิม
คราวนี้รอยยิ้มจาง ๆ ของเขาหายไปแล้ว
เขาไม่ได้โกรธออกนอกหน้า แต่ความนิ่งของเขาแข็งขึ้นกว่าเดิม เหมือนคนที่วางหมากง่าย ๆ แล้วพบว่าหมากอีกฝ่ายไม่ได้ล้มตามที่คิด
เย่เทียนไม่ได้มองเขานาน เพราะเขารู้ดีว่า วันนี้เขาไม่ได้ชนะเย่ิ เขาเพียงไม่ยอมให้ตนเองล้มตามที่อีกฝ่าย้า
และบางครั้ง การไม่ล้มก็เป็จุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่
การฝึกชุดถัดไปคือไม้พลองสามลมหายใจ ผู้ฝึกต้องยืนในวงทรายเล็ก ๆ แล้วหลบไม้พลองจากผู้ฝึกคู่ซ้อมภายในสามลมหายใจ ห้ามออกนอกวง ห้ามจับไม้ ห้ามสวนกลับ ใช้ได้เพียงการวางเท้า เอียงตัว และเปลี่ยนน้ำหนัก
เย่คุนไม่ได้เรียกเย่เทียนทันที
แต่หลังจากผ่านไปหลายคน เย่ิกลับก้าวออกมาอีกครั้ง
“ท่านผู้ฝึกสอน ให้ข้าจับคู่กับเย่เทียนได้หรือไม่”
ครั้งนี้เสียงรอบลานเหมือนถูกมีดบาง ๆ กรีดให้หยุด
เย่คุนหันไปมองเย่ิ “เ้ายังไม่พอ?”
เย่ิคารวะ “ข้าเพียงเห็นว่าเมื่อครู่เขาผ่านวงหินได้ดี หากฝึกไม้พลองต่อเลย อาจช่วยให้เขารู้จุดอ่อนของตนเองชัดขึ้น”
คำพูดนั้นยังคงสุภาพ แต่คราวนี้เจตนาแทบไม่ต้องซ่อน
เย่คุนมองเย่เทียน “เ้าเลือกได้ จะรับหรือไม่รับ”
สายตาทั้งลานกลับมาที่เย่เทียนอีกครั้ง เย่เทียนรู้ดีว่าการรับครั้งนี้เสี่ยงกว่าหินหลวมมาก วงหินยังเป็สิ่งนิ่ง แม้ถูกจัดให้เสียเปรียบ แต่ไม้พลองอยู่ในมือคน และคนมีเจตนา
เย่ิเปิดชีพจรแล้ว ต่อให้บอกว่าไม่ใช้ปราณ แรงกาย ความเร็ว และประสบการณ์ของเขาก็เหนือกว่าเย่เทียนหลายส่วน หากรับโดยไม่คิด เขาอาจเจ็บหนัก หากปฏิเสธ คนจำนวนมากจะบอกว่าเขาดีแค่หลบหิน แต่หลบคนไม่ได้
เย่เทียนสูดลมหายใจเข้า
เขานึกถึงคำของเย่จง
ความอยากช่วยคน หากไร้กำลัง จะกลายเป็การโยนตัวเองลงเหวอีกคน
ความกล้าเองก็เช่นกัน
ถ้าไร้สติ มันไม่ใช่ความกล้า
เขาเงยหน้าขึ้น “ข้ารับได้ แต่ขอให้ผู้ฝึกสอนกำหนดจังหวะ ไม่ใช่ให้คู่ฝึกกำหนดเอง”
เสียงรอบลานขยับทันที
เย่ิหรี่ตาเล็กน้อย
เย่คุนมองเย่เทียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะกระตุกแทบมองไม่เห็น
“ดี ยังไม่โง่”
เย่ิคารวะ “ข้าย่อมทำตามจังหวะผู้ฝึกสอน”
“แน่นอนว่าเ้าต้องทำ” เย่คุนกล่าวเสียงเรียบ “ถ้าเร็วเกินหนึ่งจังหวะ ข้าจะตีเ้ากลับด้วยไม้พลองเดียวกัน”
คราวนี้ไม่มีใครกล้าหัวเราะ
เย่เทียนเดินเข้าสู่วงทราย วงเล็กกว่าที่คิด พื้นทรายถูกขีดเป็วงกลมพอดีให้เขาเคลื่อนตัวได้ไม่กี่ก้าว เย่ิยืนตรงหน้า ถือไม้พลองยาวระดับอก สีหน้าสงบเหมือนคนมาให้คำชี้แนะรุ่นน้อง ไม่ใช่คนที่เพิ่งพยายามทำให้เขาขายหน้า
เย่คุนยืนด้านข้าง ยกมือขึ้น
“สามลมหายใจ ห้ามออกวง ห้ามสวนกลับ เริ่ม”
ไม้พลองแรกมาเร็วกว่าเสียงเริ่มจะจาง มันกวาดเข้าระดับเอว ไม่หนักถึงขั้นทำร้าย แต่เร็วพอให้คนที่ไม่พร้อมล้มทันที
เย่เทียนไม่ะโถอย วงเล็กเกินไป เขาถ่ายน้ำหนักไปเท้าหลัง เอียงสะโพกครึ่งจังหวะ ปลายไม้พลองเฉียดชายเสื้อไป
ลมหายใจแรก
ไม้พลองที่สองแทงเข้าหาไหล่ซ้าย เย่ิเลือกจุดที่เย่เทียนเคยเกือบเสียเมื่อผ่านก้อนหก
เขาเห็น
และใช้มัน
เย่เทียนกัดฟัน ไม่ยกไหล่หนี แต่ลดหัวไหล่ลงแทน ปล่อยให้ร่างเอียงเล็กน้อย เท้าขวาหมุนบนทรายครึ่งวง ไม้พลองเฉียดไหล่ ไม่โดนเต็ม แต่ลมจากปลายไม้เย็นวาบผ่านคอ
ลมหายใจที่สอง
ไม้พลองที่สามมาในมุมต่ำ เร็ว ต่ำ และเจาะจงข้อเท้า
เย่เทียนรู้ทันทีว่าหากเขาหลบสูง เขาจะเสียวง หากถอยหลัง เขาจะออกนอกเส้น หากยืนรับ เขาจะถูกฟาดขา เขาเห็นทางช้าไปครึ่งจังหวะ ร่างกายเริ่มตามไม่ทัน ความอุ่นใต้สะดือแตะขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนประกายไฟเล็ก ๆ ที่เกิดจากหินกระทบกัน
เย่เทียนไม่ไล่ตามมัน
เขาปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้น
แล้วขยับเท้าซ้ายเพียงครึ่งฝ่ามือ
ไม่พอหลบเต็ม
แต่พอให้ไม้พลองที่ควรฟาดข้อเท้า เปลี่ยนเป็เฉียดหน้าแข้ง
ปึก!
ปลายไม้กระทบขาด้านนอกของเขา เจ็บจนลมหายใจสะดุด แต่เขาไม่ล้ม ปลายเท้ายังอยู่ในวง เข่าซ้ายสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ยุบลง
ลมหายใจที่สามหมดพอดี
เย่คุนะโ “หยุด!”
เย่ิหยุดไม้ทันที สีหน้าของเขาแข็งไปเล็กน้อย เพราะผลที่้าคือให้เย่เทียนล้ม หรืออย่างน้อยก้าวออกนอกวง
แต่เย่เทียนยังยืนอยู่
แม้หน้าแข้งจะปวดจนชา แม้เหงื่อจะไหลลงปลายคาง แม้การหลบครั้งสุดท้ายจะไม่สวยเลยสักนิด เขายังยืนอยู่
เย่คุนเดินเข้ามา มองรอยแดงบนขาเย่เทียน แล้วหันไปมองเย่ิ
“จังหวะสามต่ำเกินไป”
เย่ิคารวะ “ข้าควบคุมแรงแล้ว”
“ข้าพูดถึงจังหวะ ไม่ใช่แรง” เย่คุนกล่าวเย็น ๆ “เ้าเปิดชีพจรแล้ว แต่ยังแยกไม่ออกหรือว่าการฝึกตอบสนองไม่ใช่การล่าเหยื่อ?”
เย่ิก้มหน้าลง “ข้าผิดไป”
ไม่มีใครกล้าพูดแทรก
เย่คุนหันมาทางเย่เทียน “เ้าผ่าน แต่ครั้งที่สามช้า ถ้าเป็สนามจริง ขาเ้าหัก”
เย่เทียนคารวะทั้งที่ยังรู้สึกชา “ข้าทราบขอรับ”
“ดีที่รู้ ไม่ใช่ดีที่ไม่ล้ม” เย่คุนกล่าว “จำไว้ ความภูมิใจว่าไม่ล้ม อาจทำให้เ้าลืมว่าขาเ้าโดนตีแล้ว”
ประโยคนี้ทำให้เย่เทียนนิ่งไป
ก่อนจะคารวะอีกครั้ง “ขอบคุณผู้ฝึกสอน”
เย่คุนพยักหน้า “ไปพักข้างลาน อย่าฝืนเดินมาก”
เย่เทียนเดินออกจากวงทราย ก้าวแรกเจ็บจนเกือบเสียหน้า แต่เขาคุมไว้ เย่หลัวรีบเดินเข้ามาใกล้ ทำท่าจะช่วย แต่หยุดมือกลางอากาศเหมือนไม่แน่ใจ เย่เทียนเห็นแล้วส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้ายังเดินได้”
เย่หลัวขมวดคิ้ว “เ้าเกือบโดนหนักกว่านี้”
“ข้ารู้”
“แล้วเ้ารับทำไม”
เย่เทียนมองวงทราย “เพราะถ้าข้าปฏิเสธทุกอย่างที่เสี่ยง ข้าจะไม่มีวันรู้ว่าร่างกายข้าช้าตรงไหน”
เย่หลัวอ้าปากเหมือนจะเถียง แต่สุดท้ายกลับปิดปากลง
ไม่ไกล เย่เฉิงมองเย่เทียนอยู่เงียบ ๆ
ครั้งนี้เย่เทียนไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้ถูกมองเหมือนเด็กท้ายแถวอีกต่อไป อย่างน้อยก็ไม่เหมือนเดิมทั้งหมด
่ฝึกที่เหลือ เย่เทียนนั่งพักข้างลานตามคำสั่ง เขาใช้มือกดหน้าแข้งเบา ๆ ความเจ็บยังอยู่ แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นาเ็หนัก ทุกครั้งที่เขาขยับข้อเท้า ความอุ่นใต้สะดือจะไม่ปรากฏอีกแล้ว เหลือเพียงความเมื่อยและจังหวะหัวใจที่ค่อย ๆ กลับสู่ปกติ
แต่เขาจำ่เสี้ยวหนึ่งก่อนโดนไม้พลองได้
่ที่ร่างกายจะไม่ทัน
่ที่เขาไม่ไล่ตามความอุ่น
และ่ที่เท้าขยับได้ครึ่งฝ่ามือพอดี
ครึ่งฝ่ามือนั้นไม่พอให้ชนะ
แต่พอให้ไม่ล้ม
และวันนี้ นั่นคือสิ่งที่เขา้า
เมื่อการฝึก่เช้าจบ เย่ิเดินผ่านเขาโดยไม่หยุด มุมเสื้อของอีกฝ่ายพัดผ่านลมเบา ๆ เสียงพูดลอดมาเพียงประโยคเดียว
“ครั้งหน้า วงคงไม่เล็กเท่านี้”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น
เย่ิไม่ได้หันกลับมา
เย่เทียนมองแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบพอให้ได้ยินเพียงใกล้ ๆ
“เช่นนั้นข้าคงต้องก้าวให้ดีกว่าเดิม”
เย่ิหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง
แล้วเดินต่อ
ไม่มีการปะทะใหญ่ ไม่มีคำท้าชัดเจน แต่บางอย่างถูกวางลงแล้วในลานฝึกวันนี้
เย่เทียนรู้ว่าเย่ิจะไม่หยุดแค่นี้
และเขาเองก็หยุดไม่ได้เช่นกัน
ตอนเดินกลับเรือน ขาของเขายังปวดอยู่ทุกก้าว ทว่าความเจ็บนั้นกลับทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายของตนเองมีอยู่จริงกว่าหลายวันที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ เขาเรียนรู้จากรอยเท้าจำลอง วันนี้ เขาเรียนรู้จากไม้พลองที่เฉียดขา ก่อนหน้านี้ เขาเห็นว่าต้องขยับอย่างไร วันนี้ เขารู้ว่าถ้าขยับช้าไปเพียงครึ่งจังหวะ ความเจ็บจะตามมาทันที
เมื่อถึงเรือน เย่เทียนนั่งลง เปิดบันทึกลมหายใจพื้นฐาน และหยิบกระดาษส่วนตัวขึ้นมา เขาไม่ได้เขียนเื่เย่ิ ไม่ได้เขียนเื่ความไม่พอใจ หรือเื่หินก้อนที่ถูกขยับ
เขาเขียนเพียงสามบรรทัด
หินที่ขยับ สอนให้ฟังพื้น
ไม้ที่เฉียดขา สอนให้ฟังจังหวะ
ข้ายังช้า แต่ข้าไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิม