บริเวณภายนอกเมืองอสูรจันทรา
ในขณะที่หวังเหว่ยกำลังขี่หลังของราชาหมูอสูรเขี้ยวตันที่กลายร่างเป็นสัตว์อสูรกวางขาวเพื่อเดินทางออกสำรวจ หวังเหว่ยได้ถามราชาหมูอสูรเขี้ยวตันว่า “เจ้าอาศัยอยู่ภายในป่าหลังหมู่บ้านอสูรสีฟ้ามานานแล้วหรือยัง? ทำไมสัตว์อสูรที่มีเชื้อสายราชาเช่นเจ้าถึงได้มาอาศัยอยู่ในที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้” ราชาหมูอสูรเขี้ยวตันเมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้กล่าวตอบหวังเหว่ยว่า “ข้ากับเจ้าสองตนนั้นได้หลบหนีภัยสงครามที่เกิดจากเผ่าสัตว์อสูรปีศาจขอรับ ในขณะหลบหนีพวกข้าทั้งสาม ได้พบกับป่าหลังหมู่บ้านอสูรสีฟ้า จึงได้ตัดสินใจอาศัยอยู่ภายในป่าแห่งนั้นมานานสิบกว่าปีได้แล้วขอรับนายท่าน” ราชาหมูอสูรเขี้ยวตันได้กล่าวตอบหวังเหว่ย “เผ่าสัตว์อสูรปีศาจ? ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อเผ่านี้มาก่อน” หวังเหว่ยกล่าวถามราชาหมูอสูรเขี้ยวตันด้วยความสงสัย “เผ่าสัตว์อสูรปีศาจเป็นเผ่าลึบลับที่ข้ายังไม่ทราบที่มาแน่ชัด และพึ่งปรากฏตัวขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนขอรับ ในตอนนั้นขณะที่พวกข้ากำลังฝึกฝนตนเองอยู่ภายในอาณาเขตของตน จู่ๆได้มีเมืองโบราณปรากฏขึ้นมากลางป่าที่พวกข้าอาศัยอยู่ หลังจากนั้นเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ได้มีสัตว์อสูรจำนวนหลายพันตนพังประตูเมืองโบราณออกมา และเริ่มไล่ล่าสังหารหมู่พวกข้าที่อาศัยอยู่ภายในป่าอย่างไร้เหตุผล พวกนั้นทั้งแข็งแกร่งและอำมหิตทำให้ไม่มีสัตว์อสูรภายในป่าตนใดสามารถต่อกรกับพวกนั้นได้เลย แม้กระทั่งท่านราชาแห่งป่า ท่านราชาพญาสิงโตทมิฬสัตว์อสูรระดับเลเวล41 ก็ยังถูกพวกนั้นรุมสังหาร พวกข้าบางส่วนที่โชคดีอยู่ภายนอกบริเวณที่มีการต่อสู้เกิดขึ้น จึงได้พากันหลบหนีออกมาจากป่าแห่งนั้น แต่ในขณะที่พวกข้ากำลังหลบหนีก็ได้มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากพวกนั้นว่า "ในที่สุดเผ่าสัตว์อสูรปีศาจก็ได้หวนกลับคืนสู่พิภพแห่งนี้อีกครั้ง" ขอรับ” หวังเหว่ยเมื่อได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกได้ว่าการที่ตนเองถูกส่งมาในยุคนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเผ่าสัตว์อสูรปีศาจและน่าจะมีเรื่องราวที่ตนเองยังไม่รู้ถูกเก็บซ่อนเอาไว้อยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเหว่ยจึงหันหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า ในขณะที่หวังเหว่ยกำลังจ้องมองบนท้องฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของหวังเหว่ยรวมถึงราชาหมูอสูรเขี้ยวตันได้หยุดนิ่งไปคล้ายเวลาได้ถูกหยุดเอาไว้ จากนั้นได้มีแสงสีขาวสาดส่องลงมาข้างหน้าของหวังเหว่ยและมีเสียงพูดดังขึ้นว่า “เจ้าคงสงสัยสินะ? ว่าข้ามีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่ที่พาเจ้าเดินทางมาเริ่มต้นใหม่ยังยุคนี้... สิ่งที่เจ้าคิดนั้นถูกต้องแล้ว ตัวเจ้าคือผู้ที่ถูกข้าเลือกให้มาเป็นผู้ช่วยเหลือพิภพแห่งนี้จากความผิดพลาดในอดีตของข้า ที่ได้สร้างสิ่งชั่วร้ายขึ้นมา ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งชั่วร้ายแต่ข้าก็มิอาจตัดใจทำลายสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นมาด้วยตัวของข้าเองได้ ข้าถึงได้เลือกเจ้าให้มาช่วยข้าแก้ไขปัญหานี้” จากนั้นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งได้เงียบงันไปครู่หนึ่งและได้พูดขึ้นอีกว่า “เจ้ามีเวลาเหลืออีกไม่ถึง 500ปี เพื่อพัฒนาตนเองให้ไปถึงระดับเลเวล100 ในคลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรระดับพระเจ้า ก่อนที่ผนึกของสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายตนนั้นจะถูกทำลายลง หากเจ้าสามารถเอาชนะการต่อสู้นี้ได้พิภพแห่งนี้ก็จะปลอดภัยแต่ถ้าเจ้าพ่ายแพ้ในการต่อสู้พิภพแห่งนี้ก็จะตกเป็นของสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายตนนั้นจงจำเอาไว้ให้ดี! ” ขณะที่ผู้สร้างทุกสรรพสิ่งกล่าวจบ แสงสีขาวที่สาดส่องลงมาได้จางหายไป จากนั้นเวลาก็เริ่มกลับมาเดินเป็นปกติอีกครั้ง หวังเหว่ยหลังจากที่ได้รับฟังเรื่องราว ทำให้คิดได้ว่าสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายตนนั้นคงเป็นหัวหน้าของเผ่าสัตว์อสูรปีศาจ และระดับเลเวลของมันคงอยู่ในระดับเลเวล100 อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งคงไม่บอกให้เขารีบพัฒนาตนเองให้ไปถึงระดับเลเวล100 ในคลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรระดับพระเจ้า เพื่อต่อสู้ในศึกตัดสินชะตากรรมของพิภพแห่งนี้กับสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายตนนั้น เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเหว่ยก็รู้สึกได้ว่าภาระหน้าที่ของตนเองหนักหนากว่าที่คิดไว้มากนัก แต่ในเมื่อได้โอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่แล้ว จะต้องทำให้ดีที่สุดและไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากสักแค่ไหนก็จะต้องปกป้องพิภพแห่งนี้เอาไว้ให้ได้ จากนั้นหวังเหว่ยได้คิดกับตนเองในใจว่า "เอาละข้ายังมีเวลาอีกเกือบ 500ปี เรื่องนี้เอาไว้คิดทีหลัง ในตอนนี้สนใจแค่เรื่องออกสำรวจก่อนดีกว่า" จากนั้นหวังเหว่ยได้ถามราชาหมูอสูรเขี้ยวตันว่า “เจ้าพอจะจำได้หรือไม่ ว่ามีเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่บ้างหรือไม่ ?” “มีขอรับนายท่าน เมืองนั้นเป็นเมืองที่ใหญ่กว่าเมืองที่นายท่านอาศัยอยู่ในตอนนี้มากนัก มีอะไรหรือขอรับนายท่าน” ราชาหมูอสูรเขี้ยวตันได้กล่าวตอบหวังเหว่ย “ดีเลย! เราจะไปยังเมืองแห่งนั้นกัน เจ้าเร่งความเร็วในการเดินทางได้เลย” “ขอรับนายท่าน” เวลาผ่านไปสองวัน ด้วยความเร็วที่มากกว่าสัตว์อสูรกวางขาวถึงห้าเท่าของราชาหมูอสูรเขี้ยวตัน ทำให้หวังเหว่ยเดินทางมาถึงยังเมืองที่ราชาหมูอสูรเขี้ยวตันได้กล่าวไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินทางเข้าเมืองหวังเหว่ยได้ให้ราชาหมูอสูรเขี้ยวตันที่กลายร่างเป็นสัตว์อสูรกวางขาวกลับเข้าไปยังมิติแดนอสูรเพื่อฝึกฝนตนเองต่อ จากนั้นหวังเหว่ยได้เข้าไปภายในเมืองเพื่อเสาะหาสิ่งที่ตนเองสนใจจากเมืองแห่งนี้ ในขณะที่หวังเหว่ยกำลังเดินสำรวจร้านค้าต่างๆภายในเมือง ได้มีเด็กชายคนหนึ่งอายุราว10ปี เดินเข้ามาถามหวังเหว่ยว่า “พี่ชายท่านพึ่งมาที่เมืองแห่งนี้เป็นครั้งแรกใช่หรือไม่ ?” หวังเหว่ยจึงได้ตอบกลับไปว่าใช่ จากนั้นเด็กชายตัวน้อยได้เสนอกับหวังเหว่ยว่าตนเองจะเป็นผู้นำทางให้กับหวังเหว่ยเพื่อแนะนำสถานที่ต่างๆภายในเมืองแห่งนี้ให้โดยที่คิดราคาเพียง 1เหรียญเงินต่อวันเท่านั้น หวังเหว่ยที่ได้ยินดังนั้นจึงได้ตอบตกลงให้เด็กน้อยคนนี้นำทางให้และจ่ายเงินให้ทันที 1เหรียญเงินพร้อมทั้งบอกกับเด็กน้อยคนนี้ว่า “ถ้าเจ้านำทางได้ดี ข้าจะมีรางวัลเพิ่มให้อีกหลังจากที่งานเสร็จแล้ว !” จากนั้นหวังเหว่ยได้ให้เด็กชายตัวน้อยแนะนำสถานที่ต่างๆที่มีอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ให้กับหวังเหว่ย
เมืองโบราณ
เวลาผ่านไปสองวันหลี่น่า ไป๋จือและไป๋หลันได้เดินทางมาถึงยังบริเวณเมืองโบราณ ขณะที่กลุ่มสำรวจของหลี่น่าขณะเดินทางมาถึง พวกนางก็ได้พบเห็นประตูของเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่กำลังเริ่มจะแตกร้าวและใกล้จะพังทลายลงจากการร่วมมือกันของผู้คนมากมายที่กำลังพยายามทำลายประตูของเมืองโบราณ ในขณะที่กลุ่มสำรวจของหลี่น่ากำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่บริเวณรอบนอกของเมืองโบราณ ลี่น่าพลันสัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างร้ายแรงที่อยู่ภายในเมืองโบราณ หลี่น่าได้ขมวดคิ้วของนางเล็กน้อย จากนั้นนางได้หันไปกล่าวกับไป๋จือและไป๋หลัน “พวกเราถอยห่างออกมาจากเมืองโบราณเพื่อรอดูสถานการณ์” ไป๋จือและไป๋หลันได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าของหลี่น่า จากนั้นหญิงสาวทั้งสามคนได้ถอยห่างออกจากเมืองโบราณเป็นระยะทาง 500เมตร เพื่อรอดูสถานการณ์ในทันที เวลาผ่านไปไม่นาน ตูม ตูม ตู้ม! ประตูเมืองโบราณได้ถูกทำลายสำเร็จ จากการที่มีผู้คนมากมายพยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ โดยให้เหล่าสัตว์อสูรอัญเชิญช่วยกันโจมตีประตู รวมไปถึงเหล่านักสู้และเหล่านักเวท ที่ได้ช่วยกันอย่างเต็มที่ในการโจมตีทำลายประตู “ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเราทำสำเร็จแล้ว มาดูกันว่าภายในเมืองแห่งนี้มีอะไรที่น่าสนใจรอพวกเราอยู่บ้าง !” เหล่านักอัญเชิญอสูร รวมถึงเหล่านักสู้และเหล่านักเวท ต่างพากันพูดขึ้นเสียงดังด้วยความยินดี