บทที่8 เล่านิทาน
ทุกวันหลินเสี่ยวเฉินยังคงใช้ชีวิตตามเดิมอย่างเคร่งครัดตอนเช้าตื่นก่อนแสงแรกของวันจะโผล่พ้นขอบฟ้ารีบออกเดินเข้าเมืองเพื่อไปทำงานที่ร้านอาหารของเถ้าแก่หลิวชีวิตประจำวันของเขาแทบไม่มี่เวลาให้หยุดพักั้แ่ก้าวเข้าไปในร้านเขาต้องวิ่งวุ่นอยู่กับงานสารพัด ไม่ว่าจะจัดโต๊ะเช็ดถ้วยชาม ล้างผัก หั่นเนื้อ เตรียมเครื่องปรุงหรือยกอาหารไปส่งให้ลูกค้าแต่ถึงจะเหนื่อยเพียงใดหลินเสี่ยวเฉินก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาแม้แต่น้อยเพราะในใจของเขามีเป้าหมายใหญ่ที่ชัดเจนอยู่เสมอคือจะต้องสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัวให้ได้
บ้านหลังเก่าของตระกูลหลินเริ่มทรุดโทรมลงทุกวันเสาไม้บางต้นมีรอยแตกร้าว ผนังหลายด้านผุกร่อนเพราะลมฝน หลังคาที่มุงไว้อย่างหยาบๆ ก็รั่วซึมแทบทุกครั้งเมื่อฝนตกหนักหลินเสี่ยวเฉินเห็นสภาพนั้นแล้วอดร้อนใจไม่ได้ยิ่งนึกถึงบิดาที่เพิ่งฟื้นไข้และยังต้องพักรักษาตัวอยู่ในบ้านหลังนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่อาจปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรได้อีก
แม้ใน่หลายวันที่ผ่านมาเขาจะพยายามเรียกรอยยิ้มจากผู้คนรอบตัวอย่างเต็มที่ทั้งช่วยพูดหยอกพ่อครัวให้บรรยากาศในครัวผ่อนคลายเล่าเื่ขบขันให้เสี่ยวเอ้อในร้านหัวเราะหรือแม้แต่พูดให้เถ้าแก่หลิวอารมณ์ดีแต่ผลที่ได้ก็ยังไม่มากพอสำหรับสิ่งที่เขา้าวัสดุสำคัญที่สุดในการสร้างบ้านคือไม้ไผ่และเขาต้องใช้มันจำนวนมากเกินกว่าจะสะสมได้จากคะแนนเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน
คืนนั้นหลังกลับถึงบ้านหลินเสี่ยวเฉินนั่งอยู่ลำพังใต้ชายคากระท่อมมองดูเงาตะเกียงน้ำมันสั่นไหวไปมาตามแรงลมเขาใช้ปลายไม้ขีดตัวเลขลงบนพื้นดินคำนวณจำนวนไม้ไผ่ที่ต้องใช้ในใจซ้ำไปซ้ำมายิ่งคิดก็ยิ่งเห็นชัดว่าหากยังใช้วิธีเดิมเขาคงต้องรออีกนานหลายเดือนกว่าจะเริ่มสร้างบ้านได้
ทันใดนั้นเองความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวหากทำให้คนยิ้มทีละคนมันช้าเกินไป แล้วถ้าทำให้คนจำนวนมากหัวเราะพร้อมกันเล่า?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เขาก็นึกถึงภาพเด็ก ๆในเมืองที่มักรวมตัวกันเล่นอยู่แถวลานตลาดทุกเย็นเด็กเป็กลุ่มคนที่หัวเราะง่ายที่สุดขอเพียงมีเื่สนุกให้ฟังหรือสิ่งแปลกใหม่ให้ดูพวกเขาก็พร้อมจะมีความสุขทันที
ดวงตาของหลินเสี่ยวเฉินเป็ประกายขึ้นมา
วันรุ่งขึ้นหลังเลิกงานจากร้านอาหารเขาไม่ได้รีบกลับหมู่บ้านเหมือนเช่นเคยแต่เปลี่ยนเส้นทางไปยังลานกว้างข้างตลาดแทนที่นั่นเต็มไปด้วยเด็กเล็กเด็กโตวิ่งเล่นกันอย่างคึกคัก เสียงหัวเราะใส ๆดังระงมอยู่ทั่วบริเวณเด็กบางคนกำลังเล่นไล่จับบางคนกำลังหมอบเล่นลูกหินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ขณะที่อีกกลุ่มกำลังล้อมวงแบ่งขนมแห้งกันกิน
หลินเสี่ยวเฉินยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปหาเด็กกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด “พวกเ้าอยากฟังนิทานหรือไม่”
คำถามสั้น ๆ นั้นทำให้เด็กหลายคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งรีบถามกลับทันทีว่าเป็นิทานเื่อะไร
“ลิงจอมเ้าเล่ห์หลอกเสือเ้าป่า” หลินเสี่ยวเฉินตอบพร้อมยกยิ้ม
เพียงได้ยินชื่อนั้น เด็ก ๆ ก็เริ่มส่งเสียงฮือฮาบางคนรีบวิ่งไปลากเพื่อนจากอีกมุมลานมาเพิ่ม ไม่นานนักเด็กกว่ายี่สิบคนก็มานั่งล้อมรอบตัวเขาเป็วงใหญ่
เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้วหลินเสี่ยวเฉินจึงนั่งลงบนก้อนหินเตี้ยกลางลานสูดหายใจลึกก่อนเริ่มเล่านิทานด้วยน้ำเสียงชวนติดตาม เขาไม่ได้เล่าเรียบ ๆแบบคนอ่านหนังสือ แต่ใส่ทั้งน้ำเสียง สีหน้า และท่าทางลงไปเต็มที่ยามเป็เสียงลิงก็แหลมเจื้อยแจ้ว
“กาลครั้งหนึ่ง…มีลิงตัวหนึ่งฉลาดมากแต่มันชอบแกล้งชาวบ้าน วันหนึ่งมันแอบเอาพริกไปยัดใส่ชามน้ำแกงของเสือเ้าป่าแล้วพอเสือซดน้ำแกงเข้าไป…” หลินเสี่ยวเฉินทำหน้าตาเหมือนเสือเผ็ดจนตาเหลือก“มันร้องว่า โอ๊ย! ใครเอาไฟมาใส่ปากข้า! ร้อนจะตายอยู่แล้ว!”
เด็กทั้งวงหัวเราะลั่นทันที บางคนถึงกับล้มกลิ้งบนพื้นหลินเสี่ยวเฉินเล่าต่ออย่างลื่นไหล ยิ่งเล่า เด็ก ๆ ยิ่งตื่นเต้นเมื่อหลินเสี่ยวเฉินเล่าถึงฉากสุดท้ายที่เสือะโลงบ่อโคลนทั้งตัวเพื่อดับความเผ็ดจนตัวดำมอมแมมเด็กทั้งวงก็หัวเราะลั่นพร้อมกันจนคนขายของในตลาดหลายคนหันมามอง
ในจังหวะนั้นเองเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขา [ทำให้ผู้อื่นมีความสุขสำเร็จ 23 คนได้รับคะแนนความสุข 230 คะแนน]
“สนุกมาก!”
“อีกเื่! อีกเื่!”
“พี่เสี่ยวเฉิน เล่าอีกสิ!”
เสียงเด็ก ๆ พากันร้องขอไม่หยุด หลินเสี่ยวเฉินแทบต้องกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่เพียง่เวลาไม่นานเขาได้คะแนนมากกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก
หลังนิทานจบเด็ก ๆ ต่างยังไม่ยอมแยกย้ายหลายคนพากันร้องขอให้เขาเล่าต่อ บ้างก็ขยับเข้ามาใกล้อีกเพราะกลัวจะฟังไม่ทันหลินเสี่ยวเฉินปล่อยให้พวกเขางอแงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือห้ามด้วยท่าทางเคร่งขรึมแบบแกล้งๆ
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนหากเล่าหมดวันนี้พรุ่งนี้พวกเ้าจะฟังอะไรอีกเล่า”
เด็ก ๆ พากันส่งเสียงอื้ออึงด้วยความเสียดายเด็กหญิงคนหนึ่งถึงกับรีบยกมือถามทันที “พรุ่งนี้ท่านจะมาอีกใช่หรือไม่”
“มาแน่นอน” หลินเสี่ยวเฉินตอบพลางยิ้ม“พรุ่งนี้ข้าจะเล่าเื่ใหม่ที่สนุกกว่าเดิม พวกเ้าต้องพาเพื่อนมาด้วยนะยิ่งมากยิ่งสนุก”
เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งยกมือขึ้นถามบ้าง “พาพี่ชายมาด้วยได้ไหม”
“ได้หมด ยิ่งเยอะยิ่งดี” หลินเสี่ยวเฉินตอบยิ้ม ๆ
“ข้าจะไปชวนคนทั้งซอยมาเลย”
“ข้าจะพาน้องสาวมาด้วย”
“ข้าจะไปเรียกเพื่อนบ้าน”
เสียงเด็ก ๆ ดังระงมด้วยความตื่นเต้น
หลินเสี่ยวเฉินมองภาพนั้นด้วยความพอใจ แผนของเขากำลังไปได้สวยหากพรุ่งนี้เด็กมาเพิ่มเป็สี่สิบคนเขาก็จะได้สี่ร้อยคะแนน ความหวังที่จะสร้างบ้านก็ใกล้เข้ามาแล้ว
ก่อนจากกันหลินเสี่ยวเฉินยังเอ่ยทิ้งท้ายไว้อีกประโยคหนึ่งว่าหากพรุ่งนี้ใครพาเพื่อนมาฟังเพิ่มเขาจะเล่าเื่พิเศษให้ฟังอีกหนึ่งตอนคำพูดนั้นยิ่งกระตุ้นให้เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันใหญ่หลายคนรีบรับปากว่าจะไปชวนเพื่อนทั้งตรอกทั้งซอยมาให้มากที่สุด
ระหว่างเดินกลับหมู่บ้านในยามเย็นแสงสุดท้ายของวันทอดยาวเหนือทุ่งเกาเหลียงที่ไหวเอนตามแรงลม หลินเสี่ยวเฉินเปิดดูคะแนนสะสมในระบบอีกครั้งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหวัง
เมื่อกลับถึงบ้านเด็กชายเก็บสีหน้าเรียบเฉยไว้ดังเดิมไม่เอ่ยถึงเื่ในเมืองแม้แต่คำเดียว เพียงพูดคุยกับมารดาและพี่สาวเล็กน้อยเอาเงินค่าจ้างที่ทำงานมาได้วันนี้ให้พี่สาวเก็บไว้จากนั้นจึงเข้าไปดูอาการบิดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ลึกลงไปในใจเขารู้ดีว่าความหวังของบ้านหลินกำลังเริ่มเป็รูปเป็ร่างขึ้นทีละน้อยแล้วอีกไม่นานบ้านหลังใหม่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน