บทที่ 4
เมื่อลงมายืนอยู่บนพื้นดินได้ เธอก็รู้สึกว่าโคลนท่วมขึ้นมาจนเลยข้อเท้าและไหลย้อนเข้าไปในรองเท้า ไอเรนี่ถึงกับนิ่วหน้าด้วยความหนาวเยือกเย็นที่คืบคลานเข้าไปในถุงน่องเธอรีบยกชายกระโปรงขึ้นไว้เพื่อไม่ให้เปรอะเปื้อนมากกว่านี้แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าถึงอย่างไรฝนก็ยังตกกระหน่ำอยู่ดีเธอทิ้งชายกระโปรงลงพร้อมกับถอนใจ และเริ่มสอดส่ายสายตามองหาคนรับใช้ต่อไปตะเกียงยังคงแขวนอยู่กับข้างรถ ออกจะน่าแปลกใจอยู่เหมือนกันที่แม้จะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขนาดนี้ แต่มันก็ไม่ได้ดับลง เธอเอื้อมมือไปปลดมันออกจากตะขอ และยกส่องขณะเดินไปรอบๆ รถ ในที่สุดก็ได้พบร่างของคนขับนอนอยู่ห่างจากล้อหน้าไม่ไกลนัก หมวกกระเด็นออกจากศีรษะ ตัวเขานั้นนอนคว่ำหน้าอยู่ในโคลนห่างจากธารน้ำไม่ถึงคืบไอเรนี่ร้องออกมาด้วยความตกใจขณะวิ่งซวนเซเข้าไปหาเขาและพลิกร่างให้นอนหงายขึ้น ดวงตาของจอห์นปิดสนิทเธอวางมือลงบนหน้าอกเขา อยากรู้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่หรือเปล่ารู้สึกดีใจไม่น้อยที่พบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่เธอก็จำเป็นจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเคลื่อนร่างเขาออกจากตรงนั้นให้ได้จะปล่อยให้นอนตากฝนอยู่อย่างนี้ไม่ได้เป็นอันขาด“เอ็มม่า ออกมาก่อน พี่ต้องการความช่วยเหลือนะ” ไอเรนี่ตะโกนแข่งอยู่กับเสียงฝน“ไม่...หนูออกไม่ได้นี่” เสียงเบาๆ ร้องตอบออกมาจากในรถ“เอ็มม่า นี่มันไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาทำตัวเป็นสุภาพสตรีอะไรนักหนาหรอกนะ” เธอยกมือขึ้นปาดน้ำฝนออกจากใบหน้า คราบโคลนเปรอะเปื้อนเต็มไปทั้งหน้า ถอนใจอย่างโมโห ไม่อยากให้น้องสาวเป็นคนอ่อนแออย่างนี้เลย “เอ็มม่า...” เธอตะโกนเรียกซ้ำเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับมา ไอเรนี่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเอ็มม่าอาจจะเป็นลมไปแล้วก็ได้ ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า เธอจะต้องช่วยชีวิตคนรับใช้แต่เพียงลำพัง ไอเรนี่เอาตะเกียงวางลงบนรถ อย่างน้อยแสงสว่างอ่อนจางก็ยังพอจะช่วยให้เธอมองเห็นอะไรบ้างเธอสอดมือที่สวมถุงไว้เข้าไปใต้ไหล่จอห์น เมื่อตั้งท่าได้มั่นแล้วก็ออกแรงฉุดเต็มที่ ออกจะโชคดีที่เขาไม่ใช่คนรูปร่างใหญ่โตอะไร ขยับร่างเขาเข้ามาใกล้เธอทีละน้อยๆ แต่อาจจะเป็นเพราะน้ำหนักตัวของเขา และอาจจะเป็นเพราะเธอไม่เคยช่วยเหลือคนที่หมดสติมาก่อน ทำให้ไอเรนี่ถึงกับกันกระแทกลงกับพื้นดินที่กลายเป็นโคลนไปแล้ว ตอนแรกหญิงสาวก็รู้สึกโมโหอยู่บ้าง แต่แล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เมื่อนึกถึงภาพตัวเองที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้โคลนเกาะเป็นคราบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ขณะที่เธอประคองร่างของคนรับใช้อย่างทุลักทุเลเต็มทนเมื่อตั้งหลักได้เธอก็ลากร่างเขาเข้าไปไว้ใต้รถ อย่างน้อยก็เพื่อให้มีที่กำบังบ้าง ถึงแม้ว่าละอองฝนจะกระเซ็นไปต้องร่างกระนั้นรถที่ตะแคงอยู่ก็ยังช่วยป้องกันลมแรงไว้ได้ในบางส่วน“เอ็มม่า” เธอเรียกน้องสาวอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบอยู่ดี เธอเคาะด้านข้างของรถแรงๆ แต่ไม่มีเสียงตอบจากภายในแล้วนี่เธอจะทำอย่างไรต่อไปในเมื่อจอห์นก็สิ้นสติอยู่อย่างนี้ เอ็มม่าก็เป็นลมหมดสติไปอีกคน แสงสว่างของยามกลางวันที่ยังพอจะหลงเหลืออยู่บ้างก็ดูจะจางลงอย่างรวดเร็วอีกไม่นานความมืดของยามราตรีก็จะตกลงปกคลุมและในท่ามกลางสายฝนเช่นนี้ ทั้งเธอและจอห์นย่อมไม่อาจเข้าไปเบียดกันอยู่ใต้ท้องรถนั่นได้ยิ่งกว่านั้นยามราตรีย่อมมีอันตรายอยู่ด้วยอย่างแน่นอนเธออาจจะต้องพานพบกับพวกโจรผู้ร้าย หรืออาจจะต้องเจอะเจอกับภัยอันตรายที่น่ากลัวกว่านั้นอีกมาก ไอเรนี่สั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง บอกตัวเองว่าต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป จะยืนอยู่อย่างนี้ทั้งคืนเห็นจะไม่ได้แน่ชีวิตที่อยู่ในอ้อมอกของพ่อแม่มาโดยตลอด ทำให้ไอเรนี่จนปัญญาที่จะคิดหาหนทางแก้ไขสถานการณ์ให้ได้โดยเร็วเช่นใจคิด ดวงตาฉ่ำขึ้นขึ้นด้วยหยาดน้ำตาเมื่อคิดถึงความสุขที่เคยได้รับ ดูมันช่างปลอดภัยเหลือเกินเมื่อครั้งที่มีพ่อแม่เคยปกป้องคุ้มครอง แต่ขณะนี้เธอเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจเพราะฉะนั้นมันก็ย่อมจะหมายถึงว่าจะต้องตัดสินใจอย่างถูกต้องด้วย ไอเรนี่รู้ว่าเธอจะต้องช่วยจอห์น และหลังจากนั้นทุกคนจะต้องได้รับความช่วยเหลือให้รอดชีวิต แม้ว่ามันอาจจะทำไม่ได้ในทันทีทันใดแต่ก็คงอีกไม่นาน เธอจำเป็นจะต้องเชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเองไว้ก่อนก่อนอื่น… เธอจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับเอ็มม่า และถ้าน้องสาวไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไปแล้วเธอก็จะได้ผู้ช่วยอีกแรงหนึ่งที่จะหาที่พำนักพักพิงด้วยกันทั้งสามคน บางทีเธออาจจะต้องก่อกองไฟขึ้น ถ้าเธอสามารถจะหาเศษไม้แห้งๆ ได้ กองไฟนอกจากจะให้ความอบอุ่นแล้ว ก็ยังเป็นสัญญาณให้ผู้คนที่ผ่านมาพบให้ความช่วยเหลือได้อีกด้วยเธอเกือบจะปีนกลับเข้าไปในรถเพื่อดูอาการของน้องสาวอยู่แล้ว ตอนที่แว่วเสียงแปลกๆ ดังแทรกเข้ามาในเสียงฝนมันทำให้หญิงสาวชะงักไปในทันที ขณะเงี่ยหูฟังอยู่นั้นเธอแน่ใจอย่างที่สุด...ว่าจะต้องเป็นฝีเท้าม้าที่ควบผ่านมาตามเส้นทางสายนี้ถ้าเสียงฝีเท้าม้าควบเป็นจังหวะเช่นนี้ก็หมายถึงจะต้องมีคนขี่ด้วย และคนขี่ก็หมายถึงการที่ทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือ เธอกระโดดลงจากรถทันที“เฮลโล..เฮลโล ช่วยด้วยค่ะ...ได้ยินไหมคะ ช่วยด้วย” เธอร้องออกไป ทั้งโบกมือ ทั้งตะโกน แต่สายลมแรงพัดพาเสียงให้ล่องลอยไปจนหมดสิ้น และทำให้เธอเหนื่อยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ในท่ามกลางเสียงฝนที่ดังแข่งกับเสียงน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากอยู่ในลำธารเช่นนี้ไอเรนี่แทบจะหวังอะไรไม่ได้เลย ว่าจะมีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเธอแต่มันต้องมีวิธีสิ...เธอหันรีหันขวาง และทันใดสายตาก็เหลือบไปเห็นตะเกียงเข้า พอคว้ามันได้ก็ใช้มันโบกอยู่ไปมาหวังแต่เพียงว่าความเคลื่อนไหวของแสงไฟจะช่วยเรียกความสนใจของคนที่กำลังจะผ่านมาได้บ้างดูเหมือนความคิดที่เกิดขึ้นจะถูกต้อง เพราะเพียงครู่เดียวเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ ทันใดไอเรนี่ก็เกิดตกใจขึ้นมาอีกว่า หรือเขาจะเป็นคนร้าย? แต่แล้วก็เกือบจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆ เมื่อคิดถึงว่าถ้าเขาเป็นคนร้ายจริงแล้ว ค่ำคืนวันนี้เขาจะต้องเป็นโจรเคราะห์ร้ายที่สุดเพราะแทบจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือไปเลยก็ได้และแล้วเธอก็ได้เห็นม้าตัวนั้น มันเป็นม้าสีดำสนิทเมื่อมองในอากาศยามพลบค่ำ ผู้ที่อยู่บนหลังมันห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อผ้าหนาหนัก เพื่อป้องกันความหนาวเย็นและสายฝนไอเรนี่จับตามองดูอยู่ จนเมื่อม้าเข้ามาใกล้จึงได้เห็นว่าเขาเป็นผู้ชาย และไม่ได้มีปืนถือติดมือมาด้วยผู้ชายคนนั้นบังคับม้าให้วิ่งเข้ามาใกล้แสงไฟ ไอเรนี่มองเห็นภาพของเขาไม่ชัดเจนนัก... รู้แต่ว่าทั้งรองเท้าและเสื้อผ้าดูจะมีโคลนกระเซ็นติดอยู่ทั่ว หมวกที่เขาสวมใส่รูปทรงสามเหลี่ยมที่กระบังหน้าถูกดึงลงปิดบังดวงตาไว้ และตรงส่วนล่างของใบหน้าก็ยังมีผ้าพันไว้รอบเพื่อป้องกันเศษโคลนที่กระเซ็นขึ้นมาจากกีบเท้าม้า“ขอบคุณเหลือเกินค่ะที่คุณอุตส่าห์มา” ไอเรนี่เอ่ยขึ้นรู้สึกคลายใจลงมากที่ได้พบมนุษย์อีกคนหนึ่ง ไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพเดียวดายเช่นนี้มาก่อน “คือ...รถม้าของฉันน่ะค่ะ มันเกิดพลิกคว่ำลง คนขับก็ได้รับบาดเจ็บด้วย” เธอชี้มือไปทางร่างของจอห์น “และน้องสาวของฉันก็เป็นลมสลบอยู่ในรถด้วยค่ะ” คำพูดนั้นพรั่งพรูออกมาผู้ชายคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าพิจารณาเธออยู่เงียบๆ เป็นครู่จนไอเรนี่ออกจะสงสัยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หรือเขาอาจจะตัดสินใจขี่ม้าผ่านเลยไปเสียด้วยไม่ใช่เรื่องของตน? อีกประการหนึ่ง เนื้อตัวของเธอก็สกปรกมอมแมมไม่ได้เหลือความเป็นสุภาพสตรีไว้เลยด้วยซ้ำ เสื้อกระโปรงที่สวมใส่อยู่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผ้าไหมสีเทาขลิบขอบด้วยลูกไม้สีครีมสวยงามแต่บัดนี้มันฉีกขาดห้อยระอยู่กับพื้นดิน ผมเผ้าก็เปียกฝนจนลู่ติดหนังศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบโคลนจนแทบจำไม่ได้กระนั้น เขาอาจจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ปรากฏอยู่ในตัวเธอ เพราะเขาเหวี่ยงร่างลงจากหลังม้า“ได้โปรดเถอะค่ะ ขอความกรุณาช่วยคนขับรถของฉันก่อน แล้วค่อยดูน้องสาวก็ได้”“นี่คุณยืนตากฝนอยู่นานแล้วหรือ? ” เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวล น้ำเสียงนั้นทำให้ไอเรนี่ถึงกับขนลุก แต่เธอก็บอกตัวเองว่ามันน่าจะเป็นเพราะความหนาวมากกว่าเธอได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบด้วยพูดไม่ออก กระชับเสื้อคลุมให้แนบตัวขึ้นกว่าเดิม แต่มันก็ไม่ช่วยให้เกิดอะไรขึ้นเพราะความหนาวได้แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกแล้ว“ไม่ไกลจากที่นี่มีโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง เราคงขอความช่วยเหลือจากที่นั่นได้” เขาเดินไปหยุดตรงหน้าต่างรถมองเข้าไปภายใน “ผมว่าคุณควรจะไปที่นั่นก่อนดีกว่า”“ไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันเห็นจะต้องขอความกรุณาให้คุณช่วยเหลือน้องกับคนขับรถก่อนดีกว่า ดิฉันไม่ได้เป็นอะไรคงจะรอต่อไปได้อีกสักพัก แต่ตอนนี้เป็นห่วงสองคนนั้นมาก”“งั้นก็ได้ เดี๋ยวผมจะไปหาเกวียนมาช่วยคนที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะถ้าผมเอาเขาขึ้นหลังม้าไปด้วยแล้ว เกรงว่าจะทำให้เขาได้รับอันตรายมากกว่านี้” พูดจบเขาก็หายตัวเข้าไปในรถ เพียงชั่วครู่ก็กลับออกมาพร้อมด้วยร่างไร้สติของเอ็มม่าในอ้อมแขน เมื่อเขากระโดดลงยืนบนพื้นดินนั้นถึงกับซวนเซไปด้วยน้ำหนักที่แบกไว้ ไอเรนี่พิจารณาใบหน้าของน้องสาวอยู่ศีรษะของเอ็มม่ากลิ้งอยู่กับช่วงไหล่ของคนแปลกหน้าคนนั้น หน้าตาอ่อนเยาว์บริสุทธิ์ไร้เดียงสายิ่งนัก “ผมจะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้นะครับ” เขาให้คำรับรองกับไอเรนี่