บทที่ 19
หรือว่าท่านเป็ผู้บำเพ็ญกัน
“อืม.. หรือว่าท่านจะเป็ผู้บำเพ็ญกัน” สวีหยางเอ่ยออกมาพลางพยายามสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย
การที่สวีหยางคาดเดาออกมาเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล หนึ่งเพราะความลึกลับของสตรีผู้นี้ และอีกฝ่ายก็คือท่าทางการแสดงออกของหัวหน้ามือปราบเกาเมื่อครู่
ก่อนหน้านี้ด้วยประสาทััที่รวดเร็วของเขา สามารถมองเห็นความหวาดกลัวที่แสดงออกมาจากแววตาของหัวหน้ามือปราบเกาผู้นั้น และสิ่งใดกันที่จะทำให้หัวหน้ามือปราบผู้นึงแสดงความหวาดกลัวออกมาได้เช่นนี้ เป็ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปรมาจารย์อย่างนั้นหรือ?
นั่นก็ไม่น่าจะเป็ไปได้ถึงแม้ว่าหัวหน้ามือปราบส่วนใหญ่จะเป็ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในขอบเขตปราณโลหิต แต่ว่าหัวหน้าของกองมือปราบของเมืองไป๋สือก็เป็ถึงผู้ฝึกยุทธขอบเขตปรมาจารย์
รวมไปถึงยอดฝีมือหลายคนภายในเมืองเองก็ยังเป็ขอบเขตปรมาจารย์ กองมือปราบที่เป็หน่วยงานของทางการประจำการอยู่ภายในเมืองต้องมียอดฝีมือใต้บัญชาไม่น้อย
อีกอย่างนึงภายในเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่กองมือปราบสักหน่อย กองกำลังของทางการยังมีอีกถึงสามแห่ง อย่างเช่นกองทัพและกองเนตร์
แม้ว่าจะพบเจอและเผชิญกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ ผู้ที่มีตำแหน่งทางการเป็ถึงหัวหน้ามือปราบก็ไม่น่าจะแสดงความหวาดกลัวออกมาเช่นนั้น
ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมาขบคิดแล้วว่า ในเมื่อระดับปรมาจารย์ไม่น่าจะข่มขวัญ หัวหน้ามือปราบอันดับหนึ่งของกองมือปราบที่เป็ตัวตนระดับปราณโลหิตขั้นปลายได้ ตัวตนแบบไหนกันที่จะทำให้อีกฝ่ายแสดงท่าทางวัดกูออกมาเช่นนั้น
สุดท้ายแล้วความเป็ไปได้มันก็เหลือเพียงแค่อย่างเดียว นั่นก็ย่อมต้องเป็ตัวตนที่อยู่เหนือกว่าระดับปรมาจารย์ ตัวตนที่ผู้คนมากมายเรียกขานว่าเป็เหล่าเซียนพวกนั้นหรือก็คือ ผู้บำเพ็ญ
ภายในเมืองไป๋สือกล่าวขานกันว่าภายในเมืองแห่งนี้ สถานที่ที่น่าจะมีท่านเซียนเก็บตัวฝึกฝนอยู่ก็น่าจะมีเพียงแค่กองเนตร์เท่านั้น
แต่สำหรับสวีหยางที่ตอนนี้เดินทางมาถึงโลกใบนี้ได้ห้าเดือน และยังทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้สำเร็จเขากับไม่ได้คิดแบบนั้น
เพราะว่าหลังจากที่เขาทะลวงเข้าสู่ปรมาจารย์ หลังจากที่ไปเดินเล่นภายในเมืองมาหลายครั้ง สวีหยางกลับพบเื่ที่น่าใหนึ่งอย่างก็คือ
ภายในตระกูลใหญ่หลายตระกูลตัวตนระดับปรมาจารย์ไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งถึงสองคนเท่านั้น แต่กลับมีอยู่ไม่น้อย
ตามข่าวที่ผู้คนชนชั้นล่างภายในเมืองล่วงรู้ ต่างพูดกันว่าภายในเมืองแห่งนี้มีตัวตนระดับปรมาจารย์เพียงไม่เกินสิบนิ้วมือ
แต่หลังจากที่ทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์แล้วลองใช้ประสาทััตรวจดูจริงๆแล้ว สวีหยางกลับรู้ว่าตัวตนระดับปรมาจารย์ภายในเมืองกับมีไม่น้อยอย่างน้อยก็มากกว่าสิบคน
นี่จึงทำให้เขารู้ว่าข่าวสารหรือว่าข้อมูลของคนธรรมดาทั่วไป นั้นย่อมเชื่อถือไม่ได้อย่างแน่นอน
เช่นนั้นตัวตนของผู้บำเพ็ญที่ผู้คนกล่าวขานว่า น่าจะมีเพียงแค่เ้ากองเนตร์เพียงคนเดียวละ นี่ก็คงจะไม่ใช่เื่จริงเช่นกัน
หลังจากที่เอ่ยถามออกมาสวีหยางก็พยายามจ้องมองความผิดปกติของเถ้าแก่เนี้ยมู่ แต่ว่าการแสดงออกของนางกับเหนือความคาดหมายของเขาไปไกล
เห็นเพียงสตรีผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นแล้วตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเย้าหยอก “โอ้ว! คุณชายสวีรู้ได้อย่างไรกัน”
นี่ถือว่าเป็การยอมรับแล้วใช่หรือไม่?
สวีหยางมุมปากกระตุกเขามั่นใจแล้วว่านางเป็ผู้บำเพ็ญจริงๆ แต่เขาก็ตอบกลับคำถามของนางไป “ตัวตนที่ทำให้พวกคนของกองมือปราบหวาดกลัวได้ เกรงว่าจะไม่ใช่ระดับปรมาจารย์เพราะถึงอย่างไรภายในเมืองไป๋สือก็มีปรมาจารย์อยู่ไม่น้อย”
“หัวหน้ากองมือปราบเองก็เป็ตัวตนระดับปรมาจารย์ไม่ใช่หรือ? เพราะแบบนั้นตัวตนที่ทำให้หัวหน้าของกองมือปราบหวาดกลัวจริงๆก็คงจะมีแค่ผู้บำเพ็ญแล้ว”
แม้ว่าภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่จริงๆแล้วภายในใจของสวีหยางก็กำลังตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็ครั้งแรกที่เขาพบเจอผู้บำเพ็ญ ไม่สิควรจะพูดว่าเป็ครั้งแรกที่เขายืนยันได้อย่างชัดเจนว่าสตรีที่อยู่ด้านหน้านั้นเป็ผู้บำเพ็ญ
สวีหยางก็อดที่จะจ้องมองนางด้วยสายตาใคร่รู้ไม่ได้ ถึงอย่างไรสำหรับผู้คนมากมายที่กล่าวขานกันเกี่ยวกับเื่ผู้บำเพ็ญ ก็มักจะบอกว่าผู้บำเพ็ญนั้นเป็สิ่งมีชีวิตที่สูงส่งมากเป็ท่านเซียนที่อยู่เหนือโลกมนุษย์
ในยามนี้เมื่อจ้องมองสตรีที่อยู่ด้านหน้าอย่างจริงๆจังๆ เพื่อพิจารณาความแตกต่างผ่านไปสักพักนึง สวีหยางกับพอจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างเขาและนางได้
อืม… เื่นี้จะพูดอย่างไรดี ถ้าเกิดว่าจะให้อธิบายออกมาเป็คำพูด ก็คงจะเป็สตรีผู้นี้กับไม่มีกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์เลยแม้แต่น้อย เืลมภายในร่างกายสงบนิ่งแต่ภายในร่างกายนั้นกับััได้ถึงพลังอีกสายนึงที่แตกต่างจากผู้ฝึกยุทธ์
ในครั้งนี้บางทีอาจจะเป็เพราะว่าตัวของนางตั้งใจจะเปิดเผยตัว กลิ่นอายที่นางเคยปกปิดเอาไว้ตลอดกลับไม่ได้ปกปิดเอาไว้ในตอนนี้
ทำให้สวีหยางพอจะััได้ถึงพลังภายในร่างกายของนางที่แตกต่างจากเขาที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์
ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัด เถ้าแก่เนี้ยมู่ผู้นั้นยกชาขึ้นมาดื่มอย่างผ่อนคลายก่อนจะเอ่ยชวนคุยขึ้นมา “ในสายตาของท่านคิดว่าผู้บำเพ็ญเป็ตัวตนอย่างไร?”
สวีหยางเอียงคอแล้วถามกลับไป “คำถามนี้นี่เกี่ยวกับเหตุผลที่แท้จริงที่ท่านมาพบข้าหรือไม่?”
นางฉีกยิ้มแล้วส่ายหน้า “นี่ถือว่าเป็เพียงแค่การพูดคุยธรรมดาเท่านั้น”
สวีหยางแสดงท่าทางครุ่นคิดจะก่อนตอบกลับ “อืม…ไม่รู้สิข้ายังไม่เคยเห็นผู้บำเพ็ญลงมือมาก่อน เลยไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญเป็ตัวตนเช่นไร”
เถ้าแก่เนี้ยมู่วางถ้วยชาในมือลงแล้วเอ่ยขึ้น “คุณชายสวีก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว คงััได้ถึงการมีอยู่ของปราณิญญาแล้วใช่หรือไม่”
“อืม” สวีหยางขานรับในลำคอ
เกี่ยวกับที่สตรีผู้นี้มองออกว่าเขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์สวีหยางไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก
สำหรับผู้บำเพ็ญยังเป็ตัวตนที่อยู่เหนือความเข้าใจของเขา เขาไม่รู้ด้วยว่าสตรีผู้นี้จะมีความสามารถพิเศษอะไรที่ใช้ในการสังเกตุเขาหรือไม่
อีกอย่างนึงสวีหยางในตอนนี้ไม่มีเคล็ดวิชาที่ช่วยปิดบังขอบเขตของตนเองเลย เคล็ดวิชาที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คือเคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลา
เพียงแต่ว่าเคล็ดวิชานี้สามารถช่วยหลอกตาได้เพียงแค่พวกผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น ส่วนเกี่ยวกับเื่ของผู้บำเพ็ญเขาคิดว่าเคล็ดวิชาระดับนี้น่าจะไม่พอที่จะปิดบังสายตาของอีกฝ่าย
เพราะแบบนั้นการที่อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตปรมาจารย์จึงไม่ใช่เื่แปลก ผนวกกับก่อนหน้านี้หลังจากที่ไปซื้อเหล้าหลายต่อหลายครั้งเขาััได้ว่าสตรีผู้นี้มักจะใช้ดวงตาแปลกๆจ้องมองเขาอยู่ตลอด จึงไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะรู้ขอบเขตของเขา
ส่วนเกี่ยวกับความหวาดกลัวต่อผู้บำเพ็ญแน่นอนว่าย่อมมีอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรวิถีแห่งการบำเพ็ญก็อยู่สูงกว่าวิถีแห่งการฝึกยุทธ์ สวีหยางที่ตอนนี้เป็ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในขอบเขตสูงสุดอย่างปรมาจารย์แล้วก็ยังมีความหวาดกลัวต่อผู้บำเพ็ญไม่น้อย ส่วนท่าทางที่สงบนิ่งภายนอกของเขาก็แค่เสแสร้งแสดงท่าทางสงบนิ่งไปเท่านั้น
อีกอย่างนึงก็เพราะว่าสตรีที่อยู่ข้างกายของเขาไม่ได้แสดงความมุ่งร้ายออกมา แล้วถ้าเกิดลองคิดดูดีๆผู้บำเพ็ญที่ถือว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับที่
สูงกว่าปรมาจารย์ ถ้าเกิดว่าอยากจะสังหารเขาที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ก็เกรงว่าคงจะเป็เื่ที่ง่ายดายเป็อย่างยิ่งขัดขืนไปก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายสวีหยางก็เลยสามารถทำใจให้สงบแล้วก็นั่งเผชิญหน้ากับนางได้เช่นนี้