วาจาของซูอี้หว่านทำให้ฉินหลิงหลิงรู้สึกร้อนรนในอกนางเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น
หากยาที่ใช้มีปัญหาจริงจนเป็นเหตุให้พี่สาวของตนป่วยเรื้อรังมานานนั่นก็หมายความว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขากำลังป้อนยาพิษให้นางกินอยู่อย่างนั้นหรือ?
"คุณหนูซู นี่มันอาจจะมีการเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า?"
"คุณหนูรองไม่ต้องกังวลใจไป ไม่ว่าจะเข้าใจผิดหรือไม่หากได้ลองตรวจสอบดูแล้วก็ย่อมรู้เอง"
ซูอี้หว่านรู้ถึงความกังวลในใจของฉินหลิงหลิงนางจึงส่งยิ้มละไมให้อีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า"เพียงแค่ข้าได้ดูตัวยา ก็จะรู้เองว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน"
"ดี! ข้าจะให้คนไปนำยามาให้เดี๋ยวนี้!"
ฉินหลิงหลิงไม่รอให้ซูอี้หว่านกล่าวสิ่งใดอีกรีบหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
"พี่รอง ข้าไปด้วย!"
ฉินเจ๋อซวนก็ไม่ยอมน้อยหน้าอยากจะแสดงความสามารถออกมาบ้าง จึงรีบก้าวตามพี่สาวคนรองออกไปทันที
เมื่อเห็นบุตรทั้งสองมีท่าทีรีบร้อนเช่นนั้นเจ้าเมืองฉินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
"เด็กสองคนนี้ถูกข้าตามใจจนเสียคน ทำให้ประพฤติตัวไม่เหมาะสมหวังว่าทั้งสองท่านคงจะไม่ถือสา"
"คุณหนูรองและคุณชายสามช่างใสซื่อบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ล้ำค่าเกินใครเจ้าค่ะ"
คำชมของซูอี้หว่านนั้นมาจากใจจริงนางรู้ดีว่าสำหรับครอบครัวใหญ่เช่นตระกูลฉินแล้วการที่ฉินหลิงหลิงและฉินเจ๋อซวนมีนิสัยเช่นนี้ ถือว่าหายากยิ่งนัก
"ว่าแต่คุณหนูซู ท่านบอกว่ายาที่ใช้มีปัญหาจนทำให้ข้าป่วยเรื้อรังไม่หายเสียที เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ?"
เมื่อเปรียบเทียบกับน้องสาวและน้องชายแล้วฉินหยวนหยวนกลับมีความสุขุมรอบคอบมากกว่าเมื่อรู้ว่าอาการป่วยของตนอาจเกี่ยวข้องกับยาที่ใช้อยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถาม
เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างจากน้องสาวคนรองอย่างฉินหลิงหลิงก็คือนางกลับเป็นห่วงว่ายาที่ใช้จะส่งผลเสียต่อผู้อื่นหรือไม่
"หรือว่ายาในร้านโอสถเก็บไว้นานเกินไป จนสรรพคุณของยาเปลี่ยน?"
"เรื่องนี้ข้ายังไม่สามารถยืนยันได้ ต้องเห็นด้วยตาตนเองเสียก่อน"
ซูอี้หว่านไม่ได้รีบร้อนตอบคำถามของฉินหยวนหยวนกลับหันไปมองเจ้าเมืองฉินแทน
"ท่านเจ้าเมือง ข้ามีคำขอที่ไม่สมควรอยู่ประการหนึ่งข้าอยากจะขอรบกวนให้ท่านส่งคนไปตามหาผู้เจนจบในเรื่องยาสมุนไพรจากร้านโอสถอื่นๆสักสองสามคน ยิ่งไปกว่านั้น ข้าขอรบกวนอีกสักเรื่อง หากทำได้ข้าหวังว่าท่านจะเชิญท่านหมอเฉียนผู้เคยรักษาอาการป่วยของคุณหนูใหญ่มาด้วยเจ้าค่ะหากท่านหมอเฉียนสามารถมาได้ด้วยตัวเอง ก็คงจะดีที่สุด"
"คุณหนูซู นี่ท่าน..."
เจ้าเมืองฉินไม่ได้รู้สึกว่าการทำเช่นนี้จะเป็นเรื่องยุ่งยากเขาปรารถนาให้บุตรีของตนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจึงเต็มใจที่จะลองทำทุกวิถีทางอยู่แล้ว
เพียงแต่การที่อยู่ๆเขากลับต้องเชิญผู้คนมากมายมานั้น เจ้าเมืองฉินกลับไม่เข้าใจ
ก่อนหน้านี้เจ้าเมืองฉินก็เคยทำเช่นนี้คือเชิญหมอที่มีชื่อเสียงหลายท่านมารักษาอาการป่วยให้ฉินหยวนหยวนแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
ทว่าการเชิญหมอมามากเกินไปกลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง ใครๆต่างก็คิดว่าตนเองมีฝีมือทางการแพทย์ที่ไม่เป็นรองใครสุดท้ายกลับทำให้สถานการณ์การรักษามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นท่านหมอเฉียนก่อนหน้านี้เคยอยู่ในวังหลวงเพื่อถวายการรักษาแด่องค์ฮ่องเต้การที่จะเชิญเขามาเพื่อรักษาอาการป่วยให้บุตรีของตนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายหากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาเชิญสตรีที่ไม่ประสีประสามาด้วย เรื่องนี้อาจจะไม่ค่อยดีนัก
"วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าท่านหมอเฉียนจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีฝีมือทางการแพทย์ที่สูงส่ง จะไม่มีทางโกรธเคืองเรื่องนี้อย่างแน่นอน"
ซูอี้หว่านกลับรู้สึกว่าคุณธรรมของท่านหมอเฉียนผู้นี้คงจะไม่เลวร้ายนักการที่สามารถรับใช้ผู้คนในราชวงศ์ในได้นั้นเดิมทีก็ต้องเป็นคนที่เฉลียวฉลาดอยู่แล้ว
หากอีกฝ่ายเกิดความโกรธเคืองไม่พอใจเพียงเพราะนางเป็นสตรีสาวที่ยังเยาว์วัย นั่นคงเป็นเรื่องน่าผิดหวังยิ่งนัก
"เอาล่ะ ในเมื่อคุณหนูซูกล่าวเช่นนี้ ข้าก็จะไปเชิญเขามา!"
ท้ายที่สุดแล้วเจ้าเมืองฉินก็ตัดสินใจที่จะลงมือด้วยตนเองไปที่จวนของท่านหมอเฉียนเพื่อเชิญเขามาด้วยตนเอง อีกทั้งยังบอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้อีกฝ่ายได้ทราบเสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนใจในภายหลัง
เมื่อเห็นดังนั้นซูอี้หว่านก็ไม่ได้ปฏิเสธ กลับเห็นด้วยกับแนวทางปฏิบัติของเจ้าเมืองฉิน
ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็เริ่มวุ่นวายกันขึ้นมาครู่หนึ่งภายในห้องเหลือเพียงฉินหยวนหยวนกับพี่น้องตระกูลซูที่ต่างคนต่างมองหน้ากัน
"คุณหนูซู อาการป่วยของข้าสามารถรักษาให้หายได้จริงหรือ? ตอนนี้ก็ไม่มีคนนอกที่ไหนแล้ว ได้โปรดบอกความจริงแก่ข้าด้วย"
ฉินหยวนหยวนเห็นว่าในที่สุดตนเองก็มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับซูอี้หว่านจึงตัดสินใจถามคำถามของตนเองออกมา
นางย่อมหวังว่าอาการป่วยของตนจะสามารถรักษาให้หายได้จริงเช่นกันหากเป็นจริง ความเจ็บปวดที่แบกรับมาเนิ่นนานก็คงไม่สูญเปล่า
แต่กระนั้นนางก็อดกังวลไม่ได้ว่าทุกสิ่งของตน จะเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆสุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยจุดจบที่แสนเศร้า
"คุณหนูใหญ่ไม่ต้องกังวลใจในเมื่อข้าได้กล่าวไปแล้วว่าจะรักษาอาการป่วยของท่านให้หายดีเรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องโกหก ขอแค่คุณหนูใหญ่ให้ความร่วมมือก็สามารถรักษาให้หายได้แน่นอน วางใจได้เลยเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉินหยวนหยวนก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองซูอี้หว่านด้วยความงุนงงไม่เข้าใจเลยว่าซูอี้หว่านเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้พูดจาหนักแน่นเช่นนี้
"ข้าขอบอกตามตรง แม้แต่ท่านหมอเฉียนที่เคยทำการรักษาข้ายังมิอาจรับปากว่าจะรักษาข้าให้หายได้"
ฉินหยวนหยวนคิดว่าซูอี้หว่านอาจจะเป็น‘ลูกวัวที่ไม่กลัวเสือ’ พอได้เรียนรู้ทักษะบางอย่างมาก็คิดว่าตนเองสามารถรักษาอาการป่วยที่ยากเกินกว่าจะเยียวยาได้แล้ว
นี่ไม่ใช่ว่านางตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกแต่เป็นเพราะผ่านประสบการณ์มามาก จนกระทั่งตนเอง ‘ป่วยจนกลายเป็นหมอ’เข้าใจสถานการณ์ร่างกายของตนเองเป็นอย่างดีจึงเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา
เมื่อเห็นดังนั้นซูอี้หว่านก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก สำนวนโบราณว่า ‘การปฏิบัติจริงทำให้เกิดความรู้’มีเพียงแต่นางจะต้องแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาทำให้ฉินหยวนหยวนทึ่งในความสามารถของตนเองเท่านั้น มิฉะนั้นแล้วตอนนี้ต่อให้นางกล่าวอะไรออกไปมากมาย อีกฝ่ายก็คงไม่เชื่อทั้งยังคิดว่านางกำลังหลอกลวงนางอีกด้วย
บางครั้งคนเราก็เกิดความสงสัยขึ้นมาได้สถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองของอีกฝ่ายด้วยคำพูด
โชคดีที่ทั้งสองรออยู่ได้ไม่นานนักก็ได้เห็นฉินหลิงหลิงและฉินเจ๋อซวนกลับมา ทำให้บรรยากาศที่น่าอึดอัดนั้นคลี่คลายลง
"คุณหนูซู นี่คือยาที่พี่หญิงใหญ่ใช้ ท่านลองดูซิว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ยาทุกขนานที่เหลือจากการใช้แต่ละครั้ง พวกเรานำมามอบให้ท่านแล้ว"
แม้ว่าฉินหลิงหลิงจะมีอายุน้อยแต่กลับมีความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรู้ว่ายาที่ใช้อาจจะมีปัญหาก็ไม่กล้าที่จะละเลย รีบนำยาทุกชนิดที่ฉินหยวนหยวนเคยใช้มาทั้งหมด
เมื่อมองดูยาแต่ละห่อที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันซูอี้หว่านก็รู้ทันทีว่ายาเหล่านี้คือยาที่หมอแต่ละท่านเคยสั่งไว้เพียงแต่ตามสถานการณ์การป่วยของฉินหยวนหยวน หมอหลายท่านสั่งยาที่ปรุงเสร็จแล้วแต่ยังใช้ไม่หมด เจ้าเมืองฉินก็เปลี่ยนหมอคนใหม่เสียแล้ว
ตระกูลฉินถือว่าเป็นตระกูลที่ดีที่สุดในเมืองอวิ๋นเฉิงมีฐานะร่ำรวยมั่งคั่ง ยาที่เหลือเหล่านี้ยังใช้ไม่หมดจึงถูกกองทิ้งไว้ในห้องเก็บของ โดยที่ไม่ได้แกะออกมาด้วยซ้ำด้วยเหตุนี้พี่น้องตระกูลฉินจึงสามารถหายาเหล่านี้กลับมาได้ทั้งหมด
มิฉะนั้นแล้วหากเปลี่ยนเป็นตระกูลอื่น ยาที่เหลือเหล่านี้ก็คงจะถูกคัดแยกออกเป็นหมวดหมู่แล้วนำไปขายต่อให้กับร้านโอสถที่ต้องการแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้นในใจของซูอี้หว่านก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโชคดี
"ข้าขอดูหน่อย"
นางก็ไม่ได้มีท่าทีเกรงใจรีบรับยาที่พี่น้องทั้งสองถืออยู่มาวางลงบนโต๊ะ แล้วแกะออกทีละห่อ
ซูอี้หว่านนั่งลงข้างโต๊ะตั้งใจตรวจสอบยาแต่ละห่ออย่างถี่ถ้วน เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วก็ห่อกระดาษกลับเข้าไปใหม่ ราวกับว่าไม่เคยแกะออกมาเลย
เมื่อเห็นเช่นนั้นสามพี่น้องตระกูลฉินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยใครต่อใครต่างก็มองไม่ออกว่าซูอี้หว่านกำลังคิดอะไรอยู่
ท้ายที่สุดแล้วฉินเจ๋อซวน ผู้เป็นเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง ถามความสงสัยในใจของพี่สาวทั้งสองออกมา
"คุณหนูซู ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ? ท่านเห็นว่ายาเหล่านี้มีปัญหาอันใดกันแน่?"