ตอนที่ 10
แสดงความสามารถ
“ อ อายุ สิบห้าปีสิบเดือน ขอบเขตุปราณพื้นฐานขั้นที่สาม”
เสียงกล่าวจากอาจารย์ผู้ตรวจสอบดังขึ้นด้วยความใ ที่ใมิใช่เพราะความสูงส่งของระดับพลัง หากเป็ความต้อยต่ำจนน่าสมเพชเวทนา
กระนั้น เสียงของอาจารย์ประกาศผลท่านนี้ก็ดังยิ่ง ดังจนคนทั้งหมดต่างก็เหลียวหน้ามองมายังหานเฟิงที่ยังคงประทับฝ่ามือไว้กับหลักศิลา ฉับพลันนั้นก็คล้ายจะบังเกิดเป็เสียงหัวร่อกังวานไปทั่ว กระทั่งยังได้ยินเสียงกล่าวเย้ยหยันตามมาให้ได้ยิน
“ บัดซบ ปราณพื้นฐานขั้นที่สามหากยังกล้ามาปรากฏตัวที่นี่ ข้าละอยากรู้นักเป็ลูกหลานบ้านใด จึงได้มีใบหน้าที่หนายิ่ง”
“ เื่ระดับพลังนั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่อายุมันนี่สิ อีกแค่สองเดือนก็จะสิบหกแล้ว จะสิบหก แต่ระดับพลังยังกะเด็กวัยสิบสาม นี่มันบ้าไปแล้ว”
“ โอ้ย...ขำวะ ไอ้หมอนี่อยู่ดีไม่ว่าดี ก็แบกหน้ามาให้คนเขาแสดงความสมเพช”
“ แบบนี้ไม่ต้องทดสอบต่อแล้ว กลับบ้านไปดูดนมแม่ให้แข็งแรงก่อนไป”
เสียงกล่าวเย้ยหยันที่หานเฟิงพอจะได้ยินก็ประดานี้ หากมีหรือที่มันจะใส่ใจ มันเองก็คาดการณ์ไว้บ้างแล้วว่าจะพบเจอกับภาพเหตุการณ์ประมาณนี้...แต่ก็ออกจะมากกว่าที่คาดไปนิดหน่อยเหมือนกัน
“ มันช่างงามหน้านัก พวกข้ารึอุตส่าห์สร้างชื่อเสียงอันดีงามให้กับเมืองเมฆาคล้อย แต่มันเพียงผู้เดียวกลับทำเสียป่นปี้หมด” ผู้กล่าวเป็เฉินฟ่าน คำกล่าวของมันย่อมไม่ได้ยินไปถึงหานเฟิง หากหวังซูเหยากับลู่เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆย่อมได้ยินติมสองหู หากติดที่ว่าคนทั้งสองเพียงแค่ยืนชมดูอยู่นิ่งๆ มิได้ออกความเห็นอันใด
หานเฟิงยืนเด่นราวกับตัวตลกให้ฝูงชนหัวเราะเยาะ อย่างไม่สะทกสะท้าน กระทั่งที่เสียงกล่าวจากคนผู้หนึ่งดังขึ้น จึงพลันให้ทั่วทั้งลานหินเงียบลงในทันใด
“ เ้าก้าวหน้าขึ้นมาอีกขั้นแล้ว” ผู้กล่าวเป็อู๋เจี๋ย
หานเฟิงได้ยินก็ผินตัวไป ก่อนยกมือขึ้นป้องคารวะ “ ขอรับผู้าุโ” หานเฟิงเปลี่ยนคำเรียกหาจากลุงอู๋ เป็ผู้าุโ ก็เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์
“ ถึงตอนนี้แล้ว คงไม่นึกเสียใจหรอกกระมัง?” อู๋เจี๋ยกล่าวขึ้นต่อ
หานเฟิงย่อมเข้าใจถึงความในของคำถาม ว่าหนังสือรับรองฉบับนั้นที่ไม่เลือกใช้ให้กับตัวเอง ใช่มานั่งเสียใจเอาตอนนี้หรือไม่ หากหานเฟิงเพียงยิ้มอย่างสงบแล้วตอบคำกลับไป “ ไม่ขอรับผู้าุโ”
อู๋เจี๋ยเห็นชายหนุ่มยังคงตอบกลับมาได้อย่างสงบนิ่ง ก็ผงกศีรษะอย่างชื่นชม ทั้งไม่กล่าวสิ่งใดต่อ ทว่า ฝูงชนรอบข้างต่างก็พูดคุยซุบซิบกันไปแล้วว่า เ้าเด็กหนุ่มที่หน้าหนา ทั้งระดับพลังน่าสมเพชผู้นี้ แท้จริงกลับเป็เด็กเส้นคนหนึ่ง
หลังการตรวจสอบ หานเฟิงก็ถูกแยกตัวให้ไปยืนอย่างโดดเดี่ยว เพาะในกลุ่มของปราณพื้นฐาน แยกออกเพียงกลุ่มของแปดขั้นย่อยถึงสิบขั้นย่อยเท่านั้น มันที่เป็สามขั้นย่อยจึงดูโดดเด่นเป็พิเศษ
หลังจากหานเฟิงตรวจสอบเสร็จไม่นาน กลุ่มคนทางฝั่งของปราณพื้นฐาน ก็ได้รับการตรวจสอบจนครบทุกคน หากกลุ่มคนทางฝั่งของปราณิญญา ยังคงเหลืออยู่อีกกว่าพันคน อู๋เจี๋ยจึงย้ายหลักศิลาทางฝั่งใต้ ไปช่วยเร่งการตรวจสอบ กระทั่งผ่านไปอีกสักพักใหญ่ ก็จบลง หากยามนี้ก็เป็เวลาบ่ายมากแล้ว
“ ขั้นตอนการตรวจสอบเบื้องต้น เสร็จสิ้น ข้าได้คัดเลือก ผู้มีพร์ไว้ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งตัวเลขก็คือ สี่สิบสองคน จึงยังขาดอยู่อีก ห้าสิบเจ็ดคน ที่จะได้เข้าเป็ศิษย์ของวังยุทธ์เมฆครามเขตสิบสองแห่งนี้” ผู้กล่าวย่อมเป็อู๋เจี๋ย กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดคำ ก่อนกวาดสองตามองกลุ่มคนที่นั่งแยกไว้เป็กลุ่มๆ ลานหินทางเหนือยืนไว้ด้วยคนจำนวนสิบกลุ่มย่อย กลุ่มละมากน้อยต่างกันไป ส่วนทางใต้มีเพียงสามกลุ่มย่อย กับอีกหนึ่งคน
“ อย่างที่ข้าได้กล่าวไว้ก่อนหน้า การทดสอบของพวกเ้า คือต้องทนต่อแรงกดดันทางพลัง ที่มากกว่าระดับพลังของตัวเองหนึ่งขอบเขต ให้ได้นานสิบลมหายใจ” อู๋เจี๋ยกล่าวสืบต่อ “ เริ่มจากทางฝั่งเหนือ กลุ่มสิบขั้นย่อยออกมากลางลานหิน”
สิ้นคำของอู๋เจี๋ย ผู้คนในกลุ่มสิบขั้นย่อยที่ดูอายุราวสิบเก้ายี่สิบทั้งกว่าห้าร้อย ก็พากันออกมายืนที่ใจกลางลานหิน อู๋เจี๋ยผินหน้าไปทางกลุ่มศิษย์วังยุทธ์ทางด้านหลัง ก่อนผงกศีรษะเล็กน้อยเป็การให้สัญญาณ จากนั้นจึงมีศิษย์วังยุทธ์ผู้หนึ่งก้าวเท้าเดินออกมา ดูไปอายุวัยคล้ายประมาณสามสิบต้นๆ ซึ่งอายุที่แท้จริงเป็เท่าไรนั้น ไม่อาจทราบ
ชายผู้นี้เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนกว่าห้าร้อยที่กลางลานหิน แล้วจึงกล่าว
“ พวกเ้าที่อยู่ขอบเขตปราณิญญาขั้นสิบ เตรียมรับการทดสอบ ข้าจะปลดปล่อยแรงกดดันในขอบเขตปราณบาดาลขั้นสิบ ผู้ที่สามารถยืนอยู่ได้ภายในสิบลมหายใจ จะถือว่าผ่านการทดสอบ”
สิ้นคำก็คล้ายจะบังเกิดมีกระแสลม หอบกระพือชุดยาวสีขาวลายริ้วเมฆและเส้นผมดำยาวให้พริ้วไสว ไร้แสง ไร้เสียง ไร้ระลอกคลื่นของพลัง หากผู้คนโดยรอบ ต่างััได้ถึงแรงกดดันอันน่าอึดดัดขุมหนึ่ง หากมิได้มุ่งหมายมาทางตน ทว่ากับกลุ่มคนกว่าห้าร้อยที่ใจกลางลานหิน นั่นจึงเป็คนละเื่ พวกมันััได้ถึงแรงกดดังของระดับพลังที่มากกว่าอย่างยิ่งยวด ถาโถมกดทับลงมาจนพวกมันแทบจะหายใจไม่ออก ซึ่งพวกมันก็ได้กัดฟันอนทนจนเส้นเืปูดโปนขึ้นมาบนหน้าผาก กระทั่งผ่านไปห้าลมหายใจ ก็ปรากฏคนที่ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ทรุดกายลง หากมิใช่เพียงแค่หนึง เพราะเพียงชั่วพริบตาเดียว คนกว่าครึ่งก็ล้มลงไปแล้ว กระทั่งชั่วเวลาต่อมาก็มีคนทยอยกันทรุดลงไปทุกๆหนึ่งลมหายใจ ส่วนจะมากจะน้อยก็เป็อีกเื่ กระทั่งสิบลมหายใจสิ้นสุด สุดท้ายคนของกลุ่มสิบขั้นย่อยที่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ก็มีอยู่ด้วยกันถึงสิบสามคน ทว่า ทั้งสิบสามคนนี้ต่างก็แข้งขาอ่อนระทวย จนแทบจะยืนไม่อยู่
ยังคงใช้เวลาอีกเล็กน้อย ในการพาตัวผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบออกไปนอกลานหิน คนบางส่วนที่ตกรอบ ตัดใจเดินทางกลับ ไม่ขออยู่ชมต่อให้ช้ำใจ แต่ก็ยังมีบางส่วน ที่เลือกจะรอดูผลลัพธ์สุดท้ายของวัน
กลุ่มต่อไป ที่ถูกเรียกเข้ามาทดสอบ คือกลุ่มเก้าขั้นย่อย จากนั้นจึงตามด้วยแปด เจ็ด หก ห้าตามลำดับ กระทั่งมาถึงกลุ่มสามขั้นย่อย ที่บังเอิญมีคนรู้จักของหานเฟิง เฉินเยว่ซิน ชายหนุ่มมองเห็นนางในกลุ่มคน นางยืนหยัดต่อสู้กับแรงกดดันจนกระทั่ง เห็นนางล้มลงไปตอนลมหายใจที่แปด ซึ่งชายหนุ่มก็มิได้รู้สึกดีใจหรือเสียใจอันใด เพียงแค่มองส่งเงาหลังของนาง เดินออกนอกลานหินไปรวมกับกลุ่มคนที่ตกรอบแล้วแต่ยังคง้าชมดู
กระทั่งกลุ่มหนึ่งขั้นย่อยขอบเขตปราณิญญาจบลง รวมแล้วก็มีมีผู้ผ่านการทดสอบจากกลุ่มปราณิญญา มากถึงสี่สิบสี่คน จึงยังขาดอยู่อีกเพียงสิบสามคน แต่จะอย่างไรก็ต้องได้รับการทดสอบจนครบทุกคน อู๋เจี๋ยได้กล่าวไว้แล้ว คนไม่ถึงแล้วจะเป็ไร หากคนเกินมันก็มีวิธีการจัดการ กลุ่มปราณพื้นฐานมีทั้งสิ้นสามกลุ่มกับอีกหนึ่งคน เริ่มจากระดับพลังสูงสุด กลุ่มสิบขั้นย่อย จบการทดสอบมีผู้ผ่านการทดสอบถึงสิบเอ็ดคน กลุ่มต่อมาเป็เก้าขั้นย่อย กลุ่มนี้ก็มิได้ธรรมดาสามัญ เพราะมีผู้ผ่านการทดสอบถึงสิบเจ็ดคน นับว่าเป็ตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบการทดสอบทั้งหมด ทว่ามาถึงกลุ่มแปดขั้นย่อย กลับมีผู้ผ่านการทดสอบเพียงแค่สามคน จนถึงตอนนี้ จึงมีผู้ผ่านการทดสอบไปแล้วทั้งสิ้น เจ็ดสิบห้าคน ซึ่งมีคนเกินอยู่สิบแปดคน ทั้งยังไม่นับอีกหนึ่งคน ที่ยังไม่ได้รับการทดสอบ
เมื่อใจกลางลานหินว่างเปล่าไร้ผู้คน ก็เป็รอบการทดสอบของหานเฟิง ซึ่งนับเป็รอบสุดท้าย และคนสุดท้าย จึงทำให้มันดูโดดเด่นเป็พิเศษ มันเดินออกไปกลางลานหินอย่างสงบ ทุกสายตาที่จับจ้องมองมาคล้ายกำลังรอดูเื่ราวอันขบขัน หากไม่มีใครกล้าหัวร่อหรือกล่าวอันใด เพราะยังคงจดจำบทสนทนาของมันกับอู๋เจี๋ยได้ชัดเจน “ มันเป็เด็กเส้น” กระทั่ง ตัวแทนศิษย์วังยุทธ์ที่จะมาทดสอบ ก้าวเดินออกมา ร่างสูงใหญ่กำยำ เส้นผมดำยาว รับกับใบหน้าอันสัตย์ซื่อถือมั่น เป็หวังมู่
“ เ้าคงจะเป็หลี่หานเฟิงกระมัง” หวังมู่กล่าวขึ้น ในยามที่มันเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของหานเฟิง ทั้งยังกล่าวเสียงไม่ดังนัก คล้ายเพียง้าสนทนากันตามลำพัง
“ ถูกแล้ว” หานเฟิงพยักหน้ารับ
หวังมู่ยิ้มขึ้น “ ข้าเรียกหวังมู่ เป็พี่ชายของเจิ้งหู่ จะอย่างไรก็ต้องขอบคุณเ้า เื่น้องชายข้า นับว่าข้าติดค้างน้ำใจของเ้าในครั้งนี้แล้ว”
“ ล้วนเป็ความ้าของข้าเช่นกัน มิต้องรบกวนพี่มู่ติดค้างอันใด”
หวังมู่ยิ้มอีกครั้ง “ ถึงข้าจะติดค้างน้ำใจต่อเ้า แต่จะอย่างไร การทดสอบก็คือการทดสอบ ข้าเพียงแต่ต้องทำตามกฏ ไม่สามารถอ่อนข้อให้กับเ้า”
“ ข้าเองก็ย่อม้าเช่นนั้น”
“ เตรียมตัว รับแรงกดดังทางพลังขอบเขติญญาขั้นสาม” หวังมู่ะโกร้าวให้ทุกคนได้ยิน สิ้นคำเสื้อผ้าและเส้นผมของมันก็สะบัดพัดพริ้ว กลุ่มคนที่ชมดูต่างก็ััได้ถึงแรงกดดันขุมหนึ่ง ที่ไม่ได้มุ่งหมายมาายังตน หากยังััได้ว่า แรงกดดันในครานี้ ยังอ่อนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ย่อมแน่นอนว่า แรงกดดันทั้งหมดมุ่งตรงไปที่หานเฟิง หนึ่งเดียวที่กำลังรับการทดสอบ หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ... กระทั่งผ่านไปแล้วเจ็ดลมหายใจ หากทุกคนกลับต้องแปลกใจ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวผู้นั้น ยังคงยืนอยู่ได้อย่างสงบ เพียงเห็นมันยืนนิ่ง หลับตาพริ้ม ใบหน้าสงบนิ่ง ไม่ปรากฏร่องรอยของความกดดันอันใด ผ่านไปเก้าลมหายใจก็เป็เช่นนี้ กระทั่งสิบลมหายใจสิ้นสุด เมื่อแรกกดดันสลาย มันจึงค่อยลืมตาขึ้นมา เห็นมันไอออกมาสามคำ นั่นจึงคล้ายว่าจะเป็ผลกระทบสูงสุด ที่มันได้รับจากแรงกดดันแล้ว
“ เยี่ยมมาก เ้ากลับมิได้ดูย่ำแย่เหมือนกลุ่มคนเ่าั้” หวังมู่เดินมาตบไหล่หานเฟิงเป็การชมเชย ซึ่งหานเฟิงก็เพียงแค่ยิ้มรับโดยไม่กล่าวคำ
เห็นสภาพการณ์ของหานเฟิง หลายๆคนต่างก็พากันสงสัย ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดสอบที่อยู่ในระดับปราณพื้นฐาน พวกมันไม่อาจทราบชัด ว่าแท้จริงแล้ว หวังมู่ได้ใช้แรงกดดันทางพลัง ในขอบเขตปราณิญญาขั้นสามจริงหรือไม่ จึงบังเกิดเป็เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบเป็ทำนองว่า “ ไอ้หมอนั่นมันเด็กเส้น” “ ผู้ทดสอบไม่ได้เอาจริง” หากความคิดเช่นนั้น กลับไม่บังเกิดต่อกลุ่มคนที่อยู่ในขอบเขตปราณิญญาขึ้นไป เพราะพวกมันต่างก็ััได้อย่างชัดเจน ว่าผู้ทดสอบ ปลดปล่อยแรงกดดันทางพลังในขอบเขตปราณิญญาขั้นสาม อย่างไม่คิดออมรั้ง ซึ่งพวกมันเองเห็นแล้ว ก็ได้แต่อดฉงนสงสัย ว่าไฉนชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวผู้นี้ จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดัน
ส่วนที่ว่าชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวที่ว่า ใช้วิธีการเช่นไร กระทั่งเ้าตัวยังไม่ทราบ มันก็เพียงแค่ยืนนิ่งรอรับแรงกดดัน ซึ่งเดิมมันเองก็มันใจในขีดความสามารถของตัวเอง ว่าจะต้องทานทนได้ หากผลลัพธ์ที่ปรากฏ กลับทำให้มันคาดไม่ถึงเช่นกัน กระแสพลังที่ถาโถมลงมา แม้จะหนักหน่วง หากมิได้กินแรงอย่างที่มันคาดคิด
‘ ข้าคิดว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับเคล็ดบ่มเพาะของข้า’ หานเฟิงคิดเช่นนั้น เพราะเคล็ดที่มันใช้ในการบ่มเพาะระดับพลังคือ เคล็ดหยางเทวะพิสุทธิ์ มิใช่เคล็ดวิชาธรรมดาสามัญ ที่จะสามารถมองหาได้บนดาวดวงนี้ กระทั่งในแดนเทพ ยังจัดให้เป็เคล็ดวิชาบ่มเพาะที่อยู่ในระนาบสูงสุด อันมากไปด้วยเงื่อนไขการปฏิบัติ และยากจะฝึกปรือ
ในขณะที่หานเฟิงกำลังครุ่นคิด กลับเห็นว่าอู๋เจี๋ยเดินตรงมาทางตนแล้ว อู๋เจี๋ยมิได้กล่าวสิ่งใด หากเพียงคว้าแขนมันขึ้นมา ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงกระแสปราณที่อู๋เจี๋ยถ่ายทอดเข้ามาในร่าง หากเพียงชั่วครู่ ก็ถูกถอนกลับคืนไป
“ พลังปราณในร่างเ้า หนาแน่นยิ่ง ที่เ้าใช้บ่มเพาะเป็เคล็ดวิชาใด?” อู๋เจี๋ยกล่าวถามอย่างสงสัย น้ำเสียงที่กล่าวมิได้ดังมากนัก จึงมีเพียงชายหนุ่ม และหวังมู่ที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นได้ยิน
“ ที่ผู้เยาว์บ่มเพาะ เป็เคล็ดปราณอัคคีบทหนึ่ง” หานเฟิงโกหก หากสีหน้ามันกลับเป็ปกติยิ่ง
“ ปราณอัคคี?” อู๋เจี๋ยเลิกคิ้วอย่างสงสัย “ ไฉนจึงฝึกปราณอัคคี หรือเ้า้าบ่มเพาะเป็สายการผลิต”
หานเฟิงส่ายศีรษะ “ ในตระกูลผู้เยาว์ มีเคล็ดวิชาธาตุอัคคีตกทอดสืบมา ข้าจึงเพียงคิดทดลองดู” หานเฟิงยังคงโกหกคำโต ซึ่งในตระกูลมีวิชาเช่นนี้จริงหรือไม่ มันเองก็ไม่ทราบ หากเพียงคิดว่า อู๋เจี๋ยที่ต่อใหห้เป็สหายสนิทกับบิดา ก็ไม่น่าจะทราบระเอียดถึงขั้นที่ว่า ในตระกูลเก็บรวบรวมเคล็ดวิชาใด
“ เพียงคิด? ยามนี้ระดับการบ่มเพาะของเ้ายังนับว่าไม่สูง คิดเปลี่ยนแนวทางการฝึกฝน ยังคงได้อยู่ แต่จะคิดทำเช่นไร ก็แล้วแต่ตัวเ้าเองเถอะ ขอเพียงคิดให้ถ้วนถี่ไว้เป็พอ เพราะจะอย่างไร ภายภาคหน้า ล้วนส่งผลกระทบต่อเส้นทางการฝึกตนของเ้าอย่างใหญ่หลวง”
“ ขอบคุณผู้าุโที่น้อมเตือน” กล่าวจบก็มองส่งเงาหลังของอู๋เจี๋ยที่เดินจากไป หวังมู่ตบไหล่มันทีหนึ่งเป็การให้กับลังใจ ก่อนเดินย้อนกลับไปรวมกับกลุ่มศิษย์วังยุทธ์ ครู่ต่อมาจึงได้ยินเสียงกล่าวของอู๋เจี๋ยดังขึ้น
“ ผลการทดสอบเสร็จสิ้น ปรากฏผู้ผ่านการทดสอบทั้งสิ้นเจ็ดสิบหกคน ซึ่งยังคงเกินจากจำนวนที่ข้า้า ดังนั้น ข้าจึงให้พวกเ้าทั้งหมดได้เข้ารับการทดสอบขั้นต่อไป ซึ่งนับเป็การทดสอบขั้นสุดท้าย และผู้ที่ผ่านการทดสอบ จะมีเพียงห้าสิบเจ็ดคนเท่านั้น ส่วนวิธีการทดสอบ ก็คือ…”
“ แสดงความสามารถ”
“ ไม่กำหนดว่าพวกเ้าจะนำเสนออันใด เพียงแค่แสดงออกให้ข้าได้ประจัก ส่วนที่ว่าจะผ่านหรือไม่? มีเพียงแค่ข้าพอใจก็เป็อันว่าผ่าน”
สิ้นคำก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันออกไป ยืนอยู่รอบๆข้าง เว้นพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับผู้ที่จะออกมาแสดงความสามารถ แบบรายบุคคล ซึ่งคนแรกที่ออกมาเป็ชายหนุ่มผิวเข้ม รูปร่างสูงใหญ่ มีมัดกล้ามสมส่วน อายุวัยประมาณยี่สิบ และที่สำคัญ ศีรษะของมันโล้นเลี่ยนเป็มันวาว
“ คารวะผู้าุโ” ชายหนุ่มป้องมือคำนับ “ ผู้เยาว์ถังฮ่าว จากเมืองเมฆอรุณ ความสามารถที่จะออกมาแสดง คือเคล็ดวิชาหมัดเท้าของสกุลถัง” สิ้นคำก็เรียกเร้าลมปราณจนชุดผ้าโบกกระพือ ก่อนที่มันจะร่ายรำเพลงหมัดชกใส่อากาศธาตุ เพลงเท้าวาดเข้าใส่ความว่างเปล่า กระบวนท่าแล้ว กระบวนท่าเล่า จนในที่สุดก็จบลง จากนั้นจึงเห็นมันหันไปประสานมือ คารวะต่ออู๋เจี๋ยอีกครั้ง
“ กลับไปเข้าที่” ในน้ำเสียงของอู๋เจี๋ยมิได้บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกใด “ เมื่อทุกคนออกมาแสดงความสามารถจนแล้วเสร็จ ข้าจึงค่อยประกาศผลทีเดียว”
หลังจากชายศีรษะโล้นกลับเข้าที่ คนต่อมาก็เป็ชายหนุ่มวัยสิบแปดที่หน้าตาหล่อเหลาเ็า มันอยู่ในชุดยาวสีขาว หว่างเอวห้อยแขวนไว้ด้วยกระบี่เล่มหนึ่ง
“ ผู้เยาว์หลิวหยาง จากเมืองเมฆวารี คารวะผู้าุโ” มันกล่าวพร้อมยกมือขึ้นป้องคำนับ “ ความสามารถที่ผู้เยาว์แสดง คือประลองเพลงกระบี่”
“ ประลองเพลงกระบี่?” อู๋เจี๋ยกล่าวทวนคำ “ แล้วเ้า้าประลองกับผู้ใด”
แววตาของหลิวหยางสาดประกายด้วยความเชื่อมั่น ก่อนกล่าวตอบกลับไปว่า “ เป็ศิษย์วังยุทธ์ทางด้านหลังผู้าุโ” เพียงระบุแค่ศิษย์ทางด้านหลัง หากไม่เจาะจงตัวบุคคล
อู๋เจี๋ยครุ่นคิด ก่อนจะผินศีรษะไปทางด้านหลัง แล้วจึงผงกศีรษะเป็เชิงเรียกหาใครสักคน ให้ออกมาเป็คู่ประลอง ซึ่งผู้ที่ออกมาเป็ชายที่ดูอายุวัยคล้ายเพียงสามสิบ หว่างเอวของมันก็ห้อยแขวนไว้ด้วยกระบี่ ยามเมื่อศิษย์วังยุทธ์ผู้นั้นสืบเท้าเดินมาถึงเบื้องหน้าของหลิวหยาง ก็กล่าวถามขึ้น
“ จะประลองเช่นไร?”
“ เพียงประลองด้วยทักษะกระบี่”
“ เช่นนั้น ข้าจะลดระดับพลังของข้าลงให้เท่ากับเ้า” มันลดระดับพลังลงมาเป็ ขอบเขตปราณิญญาขั้นหก
จากนั้นการประลองก็เริ่มขึ้น หลิวหยางรุกจู่โจมด้วยเคล็ดกระบี่ตัดเมฆา ผนวกกับเท้าก้าวเมฆาอันเคลื่อนคล้อย จึงปรากฏเป็ภาพที่น่าดูชมยิ่ง หากคู่ประลองมิได้งอมืองอเท้ารอรับกระบี่ มันเองก็แทงสวนกลับไปด้วย เคล็ดกระบี่ทะลวงเวหา
กระบี่ทะลวงเวหา พกพาสภาวะทะลุทะลวงอันดุดัน เพียงหนึ่งกระบี่ก็กดดันหลิวหยางจนถอยร่นไม่เป็กระบวน เคล็ดกระบี่ตัดเมฆาที่หลิวหยางใช้นั้น กล่าวได้ว่าเป็เคล็ดกระบี่ที่นิยมฝึกกันโดยทั่วของอาณาจักรเมฆคราม หากกระบี่ทะลวงเวหานั้นกลับสามารถร่ำเรียนได้จากเพียงวังยุทธ์เมฆครามเท่านั้น เพราะความจำเพาะเจาะจง สองเคล็ดวิชาจึงมีระดับต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความต่างของเคล็ดวิชาย่อมเป็ผล ทั้งยังไม่นับรวมเื่ความช่ำชองในทักษะวิชา คนแก่กว่าผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน คนหนุ่มเล่า เคยลงสนามเป็ตายกี่ครั้งครา ปะทะกันได้อีกเพียงสิบกระบวนท่า สุดท้ายคนหนุ่มกว่าก็ไม่อาจได้ชัย ทั้งยังพ่ายไปอย่างหมดรูป ที่ไม่แม้แต่จะโต้ตอบกลับไปได้สักหนึ่งกระบวน
“ ข ข้าขอแก้มือ” แววตาของหลิวหยางสาดประกายด้วยความไม่ยินยอม มันเชื่อมั่นในวิถีกระบี่ของมันยิ่ง หากสุดท้ายยังพ่ายแพ้ ทั้งพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
“ พอแล้ว กลับไปเข้าที่” อู๋เจี๋ยกล่าวเสียงเรียบ หลิวหยางจึงได้แต่ก้มหน้าเดินกลับเข้าที่ไปด้วยความไม่ยินยอม
หลังจากหลิวหยาง ก็ไม่มีใครเลือกการประลองเพื่อแสดงความสามารถอีก หนึ่งพวกมันทราบแล้วว่า เหล่าศิษย์วังยุทธ์ทางด้านหลังผู้าุโท่านนี้ หาได้มีความคิดจะออมมือต่อพวกมันไม่ การท้าประลอง จึงมิต่างไปจากการตบหน้าตัวเอง ดังนั้น คนต่อๆมา หากไม่เลือกออกมาแสดงเคล็ดวิชาความสำเร็จ ก็เป็ร่ายรำกระบวนท่าเพลงยุทธ์ตามสมควร หากจะมีแปลกพิเศษอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็สตรีผู้นี้
“ คารวะผู้าุโ ผู้เยาว์สุ่ยหลิงเยว่ จากเมืองเมฆอรุณ ความสามารถที่จะแสดง คือกลั่นโอสถ”
หานเฟิงได้ยินนางแนะนำตัวก็รู้สึกสนใจเป็พิเศษ ‘ แซ่สุ่ย เมืองเมฆอรุณ ตระกูลของท่านแม่’
“ เ้าจะกลั่นโอสถ? นานหรือไม่?” อู๋เจี๋ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“ ประมาณสองก้านธูป”
“ เช่นนั้นเ้าไปนั่งกลั่นอยู่ทางด้านนั้น คนอื่นออกมาแสดงความสามารถต่อ”
แล้วเวลาก็ล่วงผ่านไป พร้อมกับจำนวนคนที่ออกมาแสดงความสามารถจนแล้วเสร็จ ทีละคนทีละคน กระทั่งที่ดวงตะวันคล้อยต่ำลง จนบังเกิดเป็แสงสนธยาสีเหลืองส้มจากฟากฟ้าตะวันตก ในที่สุดก็ถึงคราที่หานเฟิงจะได้ออกโรง ทั้งต้องกล่าวว่า มันได้ออกมาเป็คนสุดท้ายอีกครา
“ คารวะผู้าุโ ผู้เยาว์หลี่หานเฟิง จากเมืองเมฆาคล้อย” แม้วันนี้จะคารวะไปแล้วหลายรอบ หากยังคงต้องคารวะทักทายตามทำเนียม
“ ความสามารถที่ผู้เยาว์จะแสดงคือ ประลองยุทธ์”
ได้ยินคำของหานเฟิง ก็บังเกิดเป็เสียงฮือฮาจากกลุ่มคน ที่ต่างก็พากันมองชายหนุ่มอย่างนึกแปลกใจขบขัน ไหนเลยจะไม่มีตัวอย่างของการท้าประลอง แล้วสุดท้ายเป็เช่นไร? นั่นใยมิใช่การตบหน้าตัวเอง จึงอดมิได้ที่พวกมันจะคาดหวัง คาดหวังที่จะได้ชมดูเื่ราวอันสนุกสนานถัดจากนี้
“ ประลองยุทธ์?” อู๋เจี๋ยทวนคำ หากแววตากลับสาดประกายด้วยความพอใจ “ แล้วเ้าจักสู้กับผู้ใด?”
“ รบกวนผู้าุโ เลือกคู่ประลองให้กับผู้เยาว์สักคน”
อู๋เจี๋ยครุ่นคิด ก่อนผินหน้าไปด้านหลัง ผงกศีรษะให้แก่เหล่าศิษย์วังยุทธ์ ก่อนจะเห็นว่าที่สืบเท้าออกมาจะเป็หวังมู่อีกครา ทว่า มันก้าวออกมาได้เพียงแค่ครึ่งก้าว ก็ถูกคว้าไหล่ไว้จนไม่อาจก้าวเท้าสืบต่อ
หวังมู่ผินหน้ามอง ก็เห็นว่าผู้รั้งตนไว้ เป็ศิษย์ที่เข้าเรียนรุ่นเดียวกับตน หากคนผู้นี้อายุมากกว่าตนสามปี มันผู้นี้เรียกว่า ฟางจงเต้า รูปร่างผ่ายผอม ผิวกายซีดขาว แก้มซูบตอบ เบ้าตาลึก ดูบอบบางไร้เรียวแรง
“ เมื่อครู่ เห็นเ้าคุยกับมันอย่างสนิทสนม คงมีไมตรีต่อกันอยู่บ้างกระมัง” ฟางจงเต้ากล่าวต่อหวังมู่ที่ผินหน้ามองมา
หวังมู่ได้ยินก็ขมวดคิ้วมุ่น ขบคิดไปว่า มันกับฟางจงเต้าผู้นี้เดิมก็มิใคร่จะญาติดีกันสักเท่าไหร่นัก ครั้งนี้คงเห็นว่าตนกล่าวสนทนากับชายหนุ่มผู้นั้น แล้วคิดไปว่าเป็คนรู้จัก จึงคิดจะสร้างความลำบากให้กับชายหนุ่มเป็แน่ จึงกล่าวกลับไปว่า “ ใช่หรือไม่แล้วเกี่ยวอันใดกับเ้า?”
“ ย่อมต้องเกี่ยว” ฟางจงเต้าคลี่ยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะกล่าวกลับไปว่า “ หากเ้าชนะก็แล้วกันไปเถอะ แต่ถ้าเ้าพ่ายขึ้นมา นั่นจะเป็การเสื่อมเสียต่อพวกเราศิษย์รุ่นพี่แล้ว” กล่าวถึงตรงนี้ก็ยิ้มกว้างเพราะเห็นคิ้วที่ยิ่งขมวดมุ่นของฟางมู่ “ เช่นนั้นจึงให้ข้าเป็คู่ประลอง จะนับว่าประเสริฐสุด” กล่าวจบก็มิรอให้หวังมู่ได้กล่าวคัดค้าน รีบชิงก้าวเท้าเดินนำไปก่อนหลาย่ตัว
ส่วนหวังมู่ก็มิได้ติดตามออกไป มันเองก็น้ำท่วมปาก ทั้งไม่อาจกล่าวคำโต้แย้งอันใด เพราะในใจของมันคิดเช่นนั้นจริง เดิมมันตั้งใจว่าจะอ่อนข้อให้กับหานเฟิงได้แสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็การใช้คืนน้ำใจส่วนหนึ่งที่ตัวมันได้ติดค้างต่อชายหนุ่ม ทว่า น้ำใจส่วนนี้ ถ้าคิดใช้คืนกลับจะเป็การสร้างรอยด่างพร้อยให้กับส่วนใหญ่ ขบคิดเท่าไรก็คิดไม่ตก เช่นนั้นก็เลยตามเลย ปล่อยฟางจงเต้าออกไป ส่วนน้ำใจ ก็เอาไว้ชดใช้ให้คราวหลังเถอะ
ยามเมื่อฟางจงเต้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของหานเฟิงก็กล่าวขึ้น “ แล้วจักประลองกันด้วยอะไร?”
หานเฟิงตบไปตามตัว ก่อนคว้าออกมาเป็มีดสองเล่ม “ ที่ข้าพกมามีเพียงแค่มีดสองเล่ม”