ตอนที่ 29 พิธีงานจับคู่ (3)
ผู้คนต่างเคลื่อนสายตามองหาบุคคลที่ชื่อไป๋เติ่ง นายน้อยคนโตแห่งตระกูลไป๋ บุตรแห่งราชันยุทธ… เขาคือหนึ่งในคนที่เหล่าผู้าุโคาดหวังว่าจะทำผลงานได้ดีในงานประลองระดับทวีป ไป๋เติ่งลุกยืนขึ้นจากเก้าอี้หันมองไปทางเจียวอ้าวเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ข้าขอตัวก่อน”
ขนตางอนงามสีเงินกระเพื่อมไหว ั์ตาคู่งามเ็าดุจน้ำแข็ง “อืม…” นางกล่าวตอบไม่แม้เพียงจะชำเลืองตามอง
มันเป็ท่าทีปกติที่เจียวอ้าวแสดงต่อไป๋เติ่ง นางไม่ได้ชมชอบเขา ถึงนางจะอ่อนแอและไร้ความสามารถที่สุดในตระกูลเจียว แต่ความงดงามของนางนั้นล้วนกลบข่าวว่าร้ายได้เสียมิด… ไม่ว่าจะแห่งหนใดในเมืองหลวง น้อยนักที่จะได้ยินการพูดถึงเจียวอ้าวว่าเป็เด็กไร้พร์ ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนางในวงสนทนาต่างเกี่ยวกับความงดงามของนางทั้งสิ้น
เจียวอ้าวถูกเลี้ยงดูมาแบบไข่ในหิน ด้วยความเย่อหยิ่งถือดีของนางทำให้นางเป็คนที่เถรตรงอย่างมาก นางคิดปฏิเสธการแต่งงานกับไป๋เติ่งในคราวแรก แต่คุณปู่บอกว่าเขาเป็คนดี… ทุกอย่างจะต้องไม่เป็อะไร…
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องนับพันคู่ ไป๋เติ่งย่างก้าวขึ้นไปบนแท่นประลอง ท่าทางของเขาองอาจหนักแน่น ชายหนุ่มยื่นฝ่ามือแตะััวัตถุวิเศษด้วยสีหน้าที่คาดหวัง เขาไม่มีทางเป็แบบโม่กุ่ยเสินได้ ว่าที่ราชันจักรพรรดิอยู่สูงเกินจะจินตนาการ… เขาคาดหวังว่าตนเองจะได้สีเขียว อย่างน้อยก็ไม่ให้น้อยหน้าบิดาของตน… เมื่อไป๋เติ่งโคจรพลังยุทธ สีของวัตถุทรงกลมพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างเชื่องช้า
…ดำ …ม่วง …น้ำเงิน …เขียว …เหลือง และไร้การเปลี่ยนแปลงอีก
“สีเหลือง ว่าที่ราชันยุทธ สมกับที่เป็บุตรแห่งราชันยุทธ ในภายภาคหน้า เ้าต้องก้าวข้ามบิดาของเ้าเป็แน่” ลู่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็มิตร นี่ไม่นับว่าน่าประหลาดใจอันใด บิดาของเขาเป็ราชันยุทธ ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น
ไป๋เติ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอก มันเกินความคาดหมายของเขาไปหนึ่งก้าว บิดาของเขาเคยทดสอบได้สีเขียว นี่หมายความว่าพร์ของเขานั้นดียิ่งกว่าบิดาของตนเสียอีก! อย่างไรก็ตาม คำพูดของลู่หลินมิได้หมายความว่าจะเป็เช่นนั้นจริงๆ อทิเช่น
สีแดง----ว่าที่ราชันจักรพรรดิหรือเหนือกว่า
สีส้ม----ว่าที่จักรพรรดิหรือเหนือกว่า
สีเหลือง----ว่าที่ราชันยุทธหรือเหนือกว่า
สีเขียว----ว่าที่จอมยุทธหรือเหนือกว่า
สีน้ำเงิน----ว่าที่ปรมาจารย์หรือเหนือกว่า
สีม่วง----ว่าที่เชี่ยวชาญหรือเหนือกว่า
สีดำ----ว่าที่เริ่มต้นหรือเหนือกว่า
สีขาว----ว่าที่รากฐานหรือเหนือกว่า
จากข้อมูลข้างต้นนี้ ว่าที่คือการรับประกันว่าท่านจะเป็ได้แน่ๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าท่านจะหยุดลงอยู่แค่นั้น หากท่านคือว่าที่ราชันยุทธ ในภายภาคหน้า ท่านอาจจะกลายเป็จักรพรรดิก็ได้ ดังเช่นบิดาของไป๋เติ่งที่ได้สีเขียว เขาคือว่าที่จอมยุทธ แต่ในปัจจุบันเขากลายเป็ราชันยุทธไปแล้ว
ฝูงชนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอันใดมากนัก เจอโม่กุ่ยเสินที่เป็ว่าที่ราชันจักรพรรดิเข้าไป เกรงว่าต่อให้เจอราชันยุทธอีกคนก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ไป๋เติ่งเดินลงจากแท่นประลอง ชายหนุ่มกลับที่นั่งของตนพลางส่งยิ้มให้เจียวอ้าว หญิงสาวไม่แม้ชำลืองมองมา ถึงกระนั้น นางยังกล่าวชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่เ็า “ยินดีกับเ้าด้วย”
ไป๋เติ่งเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจลึกล้ำ เจียวอ้าวคนนั้นแสดงความยินดีกับเขา!!
“ขอบคุณ” ชายหนุ่มกล่าวพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาโดยไม่รู้สึกตัว โดยปกตินั้น ไป๋เติ่งจะพูดกับเจียวอ้าวอย่างสุภาพนอบน้อมสุดขั้ว ประหนึ่งคุยกับคนของราชวงศ์เลยทีเดียว แต่ทว่า น้ำเสียงและวิธีการพูดคุยของเขากำลังแปรเปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย
ลู่หลินไม่รอช้าพลันขานนามคนถัดไป “…เหลียงเซิน”
เหลียงเซินและเฟยอวี่ประสานสายตากันโดยบังเอิญ เหลียงเซินน้อมศีรษะเล็กน้อย “ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
“ท่านเป็คนที่สุดยอด” เฟยอวี่กล่าวชมอย่างอดไม่ได้ เหลียงเซินส่งรอยยิ้มให้พลางกล่าวต่อว่า “ข้าหวังเช่นนั้น”
ชายหนุ่มสาวเท้าตรงไปที่แท่นประลอง ผู้คนโดยรอบคล้ายไม่มีท่าทีสนใจเหลียงเซินเท่าไหร่นัก พวกเขาไม่ทราบว่าชายผู้นี้เป็ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศิษย์ของสำนักกระบี่ดารา์ พวกนางที่ควรได้รู้ข้อมูลของศิษย์ฝ่ายสำนักกระบี่คู่์ทุกคน แต่กลับได้คำตอบข้อมูลเกี่ยวกับของเหลียงเซินว่า “สืบสาวหาข้อมูลไม่พบแม้เพียงนิด…”
เหลียงเซินก้าวขึ้นแท่นประลองด้วยท่าทางสบายๆ กระทั่ง เ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่ดารา์ยังขมวดคิ้วมุ่น นางจำหน้าตาของเด็กผู้นี้ได้ มันเป็คนเดียวกันกับที่ทางสำนักกระบี่คู่์บอกว่าไม่มีข้อมูลอันใดเลย นี่รวมถึงผู้าุโของสำนักนางเช่นกัน ไม่มีผู้ใดหาข้อมูลของเขาได้เลย…
ทันใดนั้นเองที่หนึ่งฝ่ามือแตะััวัตถุวิเศษเบื้องหน้า ก้อนกลมหนึ่งเมตรปรากฏความเปลี่ยนแปลงในทันใด เหตุการณ์ตกตะลึงโลกบังเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น วัตถุวิเศษตรงหน้ากลับเริ่มจากสีแดง… ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของผู้คนหยุดเต้นชั่วขณะหนึ่ง แทบจะในทันทีที่ความผันผวนอุบัติขึ้นอีกครั้ง สีแดงกลับกลายเป็สีส้ม… สีส้มกลายเป็เหลือง… แล้วหยุดนิ่งสนิท…
นี่เป็อีกครั้งที่สรรพเสียงภายในพิธีงานจับคู่เงียบงันสนิท ประหนึ่งโลกใบนี้ถูกผนึกปิดโดยสมบูรณ์ สมองของพวกเขามิอาจประมวลผลได้ทันกาล มันรวมไปถึงเ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่คู่์ผู้สุขุมเยือกเย็นอีกด้วย ผู้เฒ่าเป็คนเดียวภายในงานพิธีนี้ที่ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ …เ้าหนูนั่นควบคุมวัตถุวิเศษได้! มันไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีใครทำให้สีที่เริ่มต้นจากสูงสุดแล้วลดระดับลงมา การที่จะทำแบบนั้นได้ เขาต้องเป็ผู้ใช้อักขระเก่งกาจผู้หนึ่ง!
ลู่หลินพลันนิ่งค้าง นางเป็ผู้ดำเนินพิธี เมื่อได้เห็นสีแดงลดลงมาเป็สีส้มและลดลงมากลับกลายเป็สีเหลือง ใจของนางแทบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลู่หลินสับสนงุนงันว่าควรประกาศเช่นไรดี นางจึงตัดสินใจประกาศตามสิ่งที่เป็อยู่
“สะ…สีเหลือง ว่าที่ราชันยุทธ” เสียงของเ้าสำนักสั่นเครือเล็กน้อย นางคือผู้บรรลุชนชั้นจักรพรรดิ แต่จักรพรรดิผู้นี้มิอาจทำความเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าได้!
เหลียงเซินเดินลงมาจากแท่นประลองด้วยสีหน้าเรียบสงบ ท่ามกลางสายตามากมายที่จับจ้องมาที่เขาแข็งค้างดุจรูปปั้น อาการตกตะลึงนี้ มันแตกต่างจากกรณีของโม่กุ่ยเสิน เมื่อพวกเขาเห็นก้อนกลมเป็สีแดงฉานแวววับ ั์ตาทั้งคู่ล้วนเบิกกว้างปานถลน เพียงสามลมหายใจ สีจากพร์มากสุดกลับถดถอยลงมา… พวกเขาเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งไม่ชอบมาพากล… คำถามบางอย่างมันค้างคาในใจซึ่งมิอาจหาคำตอบได้
ชายหนุ่มเดินกลับมาที่โต๊ะกลม เขานั่งลงที่เดิมของตนเองพลางชำเลืองมองเฟยอวี่เล็กน้อย ซึ่งเฟยอวี่นั้นไร้การตอบสนองอย่างสิ้นเชิง เหลียงเซินถึงกับหางคิ้วกระตุก คนที่เจอสถานการณ์เมื่อครู่เข้าไปคงเอ่ยปากถามกับเขาแล้ว เฟยอวี่กลับเงียบงันไร้วาจาอันใด
“นี่ข้ามิอาจทำให้ท่านใได้?” เหลียงเซินอดที่จะเอ่ยกล่าวมิได้ เขามั่นใจอย่างมากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าสามารถทำให้พระมหาจักรพรรดิตื่นตระหนกได้ด้วยซ้ำ ท่าทางของเฟยอวี่ทำให้ความมั่นใจของเหลียงเซินเกิดอาการสั่นคลอน
สีหน้าของเฟยอวี่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง เขากล่าวตอบเสียงราบเรียบ “ไม่มีสิ่งใดน่าใไปกว่าความตาย”
เหลียงเซินเก็บกลืนน้ำลายคำโต ยิ่งเป็คนฉลาดมากเท่าไหร่ความคิดความอ่านยิ่งละเอียดรอบคอบมากขึ้นเท่านั้น คำกล่าวของเฟยอวี่ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย ต่อให้ท่านเป็เทพเซียนไร้ต้าน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความตายล้วนไม่ต่างอันใดไปจากลูกไก่ในกำมือ คำพูดของเฟยอวี่ประหนึ่งแหวกม่านหมอกที่ปกคลุมจิตใจของเหลียงเซิน ชายหนุ่มจับจ้องเฟยอวี่ด้วยท่าทีที่เลื่อมใสขึ้นอย่างมาก
“ท่านช่างเป็ผู้ช่างคิดช่างประดิษฐ์คำ ความตายคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ข้าจะจดจำไว้”
ลู่หลินขานเรียกศิษย์ใหม่ของสำนักกระบี่คู่์คนถัดไป ตลอดเกือบยี่สิบกว่าคน ไม่มีผู้ใดที่ย่างกรายเข้าใกล้ราชันยุทธได้อีก นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสีส้มหรือสีแดง อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแล้วศิษย์ใหม่เกือบทั้งหมดจะได้สีราวสีม่วงกับสีน้ำเงินเป็ส่วนใหญ่ สีเขียวมีปรากฏอยู่บ้าง สีเหลืองสองคนและสีแดงหนึ่งคน จวบจนกระทั่ง การดำเนินงานก็ได้มาถึงคนสุดท้าย
“…เฟยอวี่” ลู่หลินกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นมาก การที่พวกอัจฉริยะบังเอิญไปอยู่ลำดับแรกๆ ทำให้นางรู้สึกลุ้นระทึกไม่น้อย นางคิดไปว่าสำนักกระบี่คู่์ปีนี้จะได้พวกปีศาจน้อยเข้ามาร่วมสำนักกันหลายคน แน่นอนว่าไม่ใช่… พวกปีศาจน้อยที่สะดุดตามีอยู่สามคน โม่กุ่ยเสิน,ไป๋เติ่ง,เหลียงเซิน หากไม่รวมวังัที่รวบรวมเด็กที่เก่งกาจประดุจสัตว์ประหลาดเอาไว้ สำนักกระบี่คู่์ในปัจจุบันคงเป็สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปั
“ท่านเป็คนอัจฉริยะไร้คู่เปรียบ” เหลียงเซินกล่าวคำอวยพร ความคาดหวังที่เขาตั้งไว้กับเฟยอวี่นั้นสูงติดเพดาน “สีแดง” หากอดีตของเขาเป็จริง มันยากจะสรรหาคำใดมาบรรยายพร์ของชายหนุ่มที่ชื่อเฟยอวี่ ในข่าวลือนั้นบ่งบอกว่าเขาติดอยู่รากฐานขั้นสามมานานนม ซึ่งเหลียงเซินทราบมาว่าหนึ่งเดือนที่แล้วเขายังอยู่รากฐานขั้นสามอยู่เลย จากรากฐานขั้นสามสู่เริ่มต้นขั้นหนึ่งภายในหนึ่งเดือน เขาคืออัจฉริยะไร้ต้านอย่างแท้จริง!!
หากเหลียงเซินรู้ความจริงที่ว่า เฟยอวี่ใช้เวลาทะลวงจากรากฐานขั้นสามสู่รากฐานขั้นสิบในวันเดียว ไม่สิ… ไม่กี่ชั่วโมง… เขาคงกระอักเืตัวเองตาย…
เฟยอวี่ส่งรอยยิ้มตอบ “ข้าก็หวังเช่นนั้น”
ชายหนุ่มสาวเท้าเดินตรงไปทางแท่นประลอง เขาเป็คนแรกที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนรอบข้างมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงของเหล่าสตรีแห่งสำนักกระบี่ดารา์ มีคนที่พูดถึงเฟยอวี่มากกว่าไป๋เติ่งเสียอีก! มันหาได้ใช่ในด้านดีไม่ พวกนางล้วนกำลังตำหนิติเตียนถึงพร์ที่ไร้ความสามารถของเขา เฟยอวี่ตระหนักในเื่นี้ดี ต่อให้เขาบอกไปว่าตนแข็งแกร่งมาก พวกนางที่มีอคติฝังใจไปแล้วย่อมยากจะทำใจเชื่อได้ อย่างไรก็ตาม พิธีล้างบาปได้เกิดขึ้นมาแล้ว!!
เฟยอวี่ย่างก้าวขึ้นแท่นประลองด้วยอารมณ์นิ่งสงบ ลู่หลินหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าพลางขมวดคิ้วมุ่น พลังยุทธระดับเริ่มต้นขั้นสี่… หากไม่นับโม่กุ่ยเสินที่ทะลวงสู่ระดับเชี่ยวชาญขั้นห้าั้แ่สิบห้าปี เด็กหนุ่มผู้นี้เก่งฉกาจมากทีเดียว!
หนึ่งฝ่ามือของชายหนุ่มแตะััวัตถุวิเศษก้อนกลมพลันโคจรพลังยุทธ ทันใดนั้นเองที่แววตาของผู้คนขยายกว้างต่างจับจ้องตรงแท่นประลองเป็ภาพเดียว …เกิดอะไรขึ้น? …เหตุใดยังไม่โคจรพลังยุทธ? แม้สามลมหายใจผ่านไป มันไม่มีปฏิกิริยาความเปลี่ยนแปลงอันใดบนสีของวัตถุวิเศษ นอกเสียจากความขาวบริสุทธิ์ที่ไร้มลทิน
โม่กุ่ยเสินกัดฟันดังกรอดๆ เขาบ่นพึมพำแ่เบายิ่ง “เ้าพวกโง่เขลา… นี่พวกมันคิดว่าก้อนอึนั่นจะวัดพร์ของสัตว์ประหลาดนั่นได้รึไง?”
น้ำเสียงอันแ่เบาดังแว่วเข้ามาข้างในหูของหญิงสาวข้างกาย คิ้วโก่งดุจพระจันทร์เสี้ยวดำขลับเลิกสูงขึ้น “คุณโม่ยกยอคนผู้นั้นเป็สัตว์ประหลาดเลยหรือเ้าคะ?” ด้วยความขี้สงสัยของหญิงสาว นางโคจรพลังเนตรมารทั้งสองข้างหวังสอดส่องมองความสามารถของเฟยอวี่ โม่กุ่ยเสินอุทานลั่น “อย่าเชียว!!”
โม่กุ่ยเสินนำสองมือปิดตาทั้งสองข้างของนางได้อย่างทันท่วงที ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างยิ่งยวด เขาจำความรู้สึกครั้งแรกที่มองสัตว์ประหลาดนั่นได้ ประหนึ่งโลกใบนี้ถูกอาบชโลมด้วยสีขาวบริสุทธิ์อันไร้ขอบเขต ฝืนทนที่จะพยายามรับรู้พลังที่ร่างกายมิอาจทานรับไหว จนดวงตาทั้งสองข้างของเขาหลั่งโลหิตแดงฉานอย่างเ็ป
โม่กุ่ยเสินกระซิบข้างใบหูของนางแ่เบา “เลิกใช้มันซะ…”
ด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ของหญิงสาว นางโคจรพลังยุทธยับยั้งเนตรมารทั้งสองข้างตามคำสั่งทันที ท่าทางของนางฉงนอยู่บ้าง ขนาดโม่กุ่ยเสินที่มีพลังเนตรเทพและเนตรมารแกร่งกล้ายังหลั่งเื นางอาจกลายเป็บ้าหรือตาบอดได้เลย… ตราบใดที่คนที่อยู่ข้างกายเ้าสัตว์ประหลาดนั่นยังไม่หายไป เขามิอาจให้นางมองมันด้วยเนตรมารเป็แน่…
“อย่าใช้มันกับเ้านั่นเด็ดขาดเชียว… เ้าอาจกลายเป็บ้าหรือตาบอดได้… เ้าเข้าใจใช่หรือไม่?” โม่กุ่ยเสินกำชับหนักแน่น โดยทั้งสองมือของชายหนุ่มยังคงปิดตาทั้งสองข้างของนางแน่นสนิท
“ขะ…ข้าเจ็บนะเ้าคะ”
สิ้นคำกล่าวของหญิงสาว โม่กุ่ยเสินคลายฝ่ามือด้วยสีหน้าตื่นตระหนก อาจเพราะความใจึงทำให้เขาพลั้งมือออกแรงเล็กน้อย มันปรากฏรอยฝ่ามือแดงเถือกบนใบหน้านวลงามของหญิงสาว โม่กุ่ยเสินกล่าวพูดด้วยน้ำเสียงที่สำนึกผิดอย่างมาก “ขะ…ข้าขอโทษ” นางนั้นไม่มีอากัปกิริยาตอบสนองใดนอกจากน้ำตาที่เริ่มไหลริน…
ในขณะนี้เองบริเวณแท่นประลอง เฟยอวี่แตะััวัตถุวิเศษชิ้นนั้นมานานกว่าห้านาทีแล้ว เสียงกระซิบกระซาบของผู้คนภายในงานเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ หัวข้อการสนทนาพลันแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วประดุจโรคระบาด ลู่หลินยากจะควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ นางได้แต่เอ่ยถามคำถามหนึ่งประการออกไป ประหนึ่งเป็ตัวแทนคนทั้งตำหนักหลัก
“เหตุใดเ้ายังไม่โคจรพลังยุทธอีก?”
เฟยอวี่ขมวดคิ้วชิดเป็ปมแน่น ตลอดระยะเวลาห้านาที ชายหนุ่มล้วนโคจรพลังยุทธออกไปตลอด มันกลับไร้การตอบสนองอันใด ชายหนุ่มกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ข้าโคจรพลังยุทธอยู่ตลอด…”
“……”