บทที่ 29 อาจารย์ผู้อกตัญญู
"ข้าไม่มีเงินหรอก"
ลู่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเวทนา "เบี้ยหวัดรายเดือนของข้ามีเพียงห้าร้อยอีแปะ ต้องเก็บหอมรอมริบถึงสองปีกว่าจะได้สักสิบตำลึงเงิน หากซื้อยาสักเม็ด เงินก้นถุงที่อุตส่าห์เตรียมไว้แต่งภรรยาคงได้ละลายหายไปจนหมดสิ้นเป็แน่!"
หรานหร่านไหวไหล่น้อย ๆ ก่อนจะแบมือทั้งสองข้างออก พลางหัวเราะคิกคัก "เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้วเ้าค่ะ"
ฝ่ายท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ก็ลูบคลำสาบเสื้อของตนเองอย่างเบิกบานใจจนหนวดเครากระดิกไปมา
"ข้าเปลี่ยนเป็เตรียมไก่ย่างให้เ้าแทนได้หรือไม่เล่า?" ลู่ชิงจ้องมองเ้าก้อนแป้งน้อยพลางเอ่ยอ้อนวอน
เ้าก้อนแป้งน้อยหัวเราะคิกคัก "ท่านลุงลู่ชิง หรานหร่านอายุสี่ขวบแล้วนะเ้าคะ ไม่ใช่เด็กน้อยวัยสามขวบเสียหน่อย! ไก่ย่างจะมามีราคาแพงสู้โอสถของข้าได้อย่างไรกัน?"
ลู่ชิง "..."
เอาเถิด แม้อายุจะยังน้อย แต่นิสัยกลับเ้าเล่ห์แสนกลเสียจริง
"แต่ว่า..."
จู่ ๆ ั์ตากลมโตของเ้าก้อนแป้งน้อยก็กลอกกลิ้งไปมา นางมองลู่ชิงพร้อมกับแย้มยิ้มราวกับลูกจิ้งจอกน้อยที่เพิ่งขโมยของกินมาได้
"หากท่านลุงลู่ชิงยอมช่วยพูดจาดี ๆ ต่อหน้าท่านพ่อ ไม่ให้ท่านพ่อขับไล่หรานหร่านไปล่ะก็ หรานหร่านอาจจะลองพิจารณามอบโอสถให้ท่านลุงสักเม็ดก็ได้เ้าค่ะ"
"จริงหรือ?"
"แน่นอนเ้าค่ะ!" เ้าก้อนแป้งน้อยพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับชูฝ่ามือเล็ก ๆ ขึ้นมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มน่าเอ็นดู "หรานหร่านพูดคำไหนคำนั้น ม้าสี่ตัวก็ควบตามไม่ทันหรอกนะเ้าคะ"
"ตกลง!" ลู่ชิงบีบพวงแก้มยุ้ย ๆ ของนางด้วยความตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะช้อนตัวอุ้มนางขึ้นมา "ไป วันนี้พวกเรากลับกันก่อน!"
"ตกลงเ้าค่ะ" หรานหร่านพยักหน้ารับ พลางโบกมือน้อย ๆ ให้ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ "ลาก่อนนะเ้าคะท่านปู่"
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่หัวเราะร่าพลางเดินไปส่งทั้งสองที่หน้าประตู จากนั้นจึงค่อยหมุนตัวเดินกลับเข้าไป
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ชายวัยกลางคนสองคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เมื่อเห็นลู่ชิงอุ้มเ้าก้อนแป้งน้อยเดินจากไป แววตาของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็อาฆาตมาดร้ายราวกับเคลือบไปด้วยยาพิษ จ้องมองตามแผ่นหลังนั้นไปเขม็ง
"นังเด็กเหลือขอนั่นใช่หรือไม่ ที่เข้ามาทำลายแผนการของพวกเรา?" หนึ่งในชายวัยกลางคนแค่นเสียงลอดไรฟัน
"ถูกต้อง" ชายอีกคนพยักหน้ารับ "ไม่ผิดแน่! หากไม่ได้นังเด็กคนนี้ป่านนี้พี่ใหญ่คงตายตกไปพร้อมกับลูกในท้อง กลายเป็หนึ่งศพสามชีวิตไปแล้ว"
"เหอะ! เซียวจิ้งเสวียนช่างร้ายกาจนัก นึกไม่ถึงเลยว่าซุ่มเงียบเช่นนี้ ภายในมือกลับถือไพ่ตายเอาไว้!" ใบหน้าของนายท่านรองตระกูลสวีบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนจะแค่นหัวเราะเสียงเย็น "เขาคงคิดกระมังว่าแค่ช่วยชีวิตพี่ใหญ่กับลูกเอาไว้ได้ ก็จะสามารถก้าวเท้าเข้ามาในสมาคมการค้าได้อย่างราบรื่น? ช่างน่าขันสิ้นดี"
"พี่รอง แล้วยามนี้พวกเราควรทำเช่นไรดีขอรับ?" นายท่านสามตระกูลสวีมิได้มีท่าทีสุขุมเยือกเย็นดั่งเช่นนายท่านรองตระกูลสวี บนใบหน้าที่ดูมันเยิ้มของเขาฉายแววหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด "ยามนี้ปี้เหอถูกเ้าเด็กเยี่ยนซูจับตัวไปแล้ว หากพี่ใหญ่กลับมาถึงจวน คงไม่ยอมปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ เป็แน่"
"ชิ!" นายท่านรองตระกูลสวีแค่นเสียงขึ้นจมูก พลางเอ่ยเยาะเย้ย "ดูความขี้ขลาดของเ้าสิ"
นายท่านสามตระกูลสวีก้มหน้าลงต่ำ "พี่รอง หรือว่าท่านมีแผนการดี ๆ แล้วหรือขอรับ?"
"หึ..." นายท่านรองตระกูลสวีลูบหนวดทรงแปดตรงมุมปาก ภายในดวงตาพาดผ่านด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "เ้าก็คอยจับตาดูให้ดีก็แล้วกัน"
"ขอรับ!" นายท่านสามตระกูลสวีรับคำ
นายท่านรองตระกูลสวีมองตามทิศทางที่ลู่ชิงอุ้มเ้าก้อนแป้งน้อยหายลับไปตรงหัวมุมถนน เขารี่ตาลงเล็กน้อย "ส่วนนังหนูนั่น มอบให้เ้าไปจัดการก็แล้วกัน! ในเมื่อกล้าแส่ไม่เข้าเื่ ข้าก็จะทำให้มันได้รู้สำนึกเสียบ้าง!"
"รับทราบขอรับพี่รอง!" นายท่านสามตระกูลสวีตบหน้าอกรับประกัน "น้องชายคนนี้จะทำให้เด็กนั่นไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย"
"ฮัดชิ้ว!"
ทันใดนั้น หรานหร่านที่อยู่ห่างออกไปก็พลันจามออกมาเสียงดังลั่น
"เป็อันใดไป? หรือว่าเมื่อคืนที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้นจะทำให้เ้าต้องลมเย็นจนเป็หวัดเสียแล้ว?" ลู่ชิงเอ่ยด้วยความเป็ห่วง พลางยื่นมือไปอังหน้าผากของนาง แล้วแตะที่หน้าผากของตนเองเพื่อเทียบอุณหภูมิ
หรานหร่านออกแรงขยี้จมูกเล็ก ๆ ของตนเองจนมันกลายเป็สีแดงระเรื่อ ก่อนจะเอ่ยปากบ่น "ต้องมีคนแอบด่าข้าอยู่ลับหลังเป็แน่!"
ลู่ชิงมองนางด้วยความขบขัน กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำนมจากตัวนางลอยมาแตะจมูก เขาฉีกยิ้มพลางเอ่ยถาม "ผู้ใดกัน? ถึงได้ใจร้ายกล้าด่าทอหรานหร่านที่น่ารักของพวกเราได้ลงคอ!"
หรานหร่านยู่ปากน้อย ๆ "จะเป็ผู้ใดไปได้อีกเล่า ก็ต้องเป็บรรดาอาจารย์ผู้อกตัญญูของข้าน่ะสิเ้าคะ!"
อาจารย์... ผู้อกตัญญูงั้นหรือ?
เมื่อลู่ชิงได้ยินคำกล่าวนี้ เขาก็แทบจะกระอักเืเก่าเก็บออกมาคำโต ภายในใจลอบจุดเทียนไว้อาลัยให้กับบรรดาอาจารย์ของเ้าก้อนแป้งน้อยเงียบ ๆ
การมีลูกศิษย์ที่ 'อกตัญญู' เช่นนี้ สมควรได้รับการยืนไว้อาลัยสักหนึ่งอึดใจจริง ๆ
ระหว่างที่ลู่ชิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเ้าก้อนแป้งน้อยบ่นอุบอิบขึ้นมาอีกระลอก "ตาเฒ่าเหม็นโฉ่ทั้งหลาย หากคิดถึงข้าก็แค่บอกว่าคิดถึงสิ เหตุใดถึงชอบด่าข้าอยู่เรื่อย! คอยดูเถอะ หากข้ากลับไปเมื่อใด จะจัดการพวกท่านให้เข็ดหลาบเลยเชียว!"
แม้เ้าก้อนแป้งน้อยจะปากเก่งปานนั้น ทว่าริมฝีปากที่ยื่นยาวจนแทบจะแขวนถังน้ำได้หลายใบ ก็บ่งบอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แท้จริงแล้วนางกำลังคิดถึงผู้เป็อาจารย์อยู่นั่นเอง ลู่ชิงลอบทอดถอนหายใจ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จะว่าไปแล้ว อุปนิสัยของแม่หนูน้อยผู้นี้ดูคลับคล้ายคลับคลาใต้เท้าของเขาจวนจะถอดแบบกันมาไม่มีผิด ล้วนเป็พวกปากไม่ตรงกับใจด้วยกันทั้งสิ้น
"แม่หนูน้อย เ้าอยากจะประจบเอาใจใต้เท้ามิใช่หรือ? ให้ท่านลุงลู่ชิงสอนเคล็ดลับสักกระบวนท่าดีหรือไม่?" จู่ ๆ ลู่ชิงก็เอ่ยเสนอขึ้นมา
และก็เป็ไปตามคาด ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ เ้าก้อนแป้งน้อยก็พลันหูผึ่งเบิกบานขึ้นมาทันตาเห็น นางตวัดแขนทั้งสองข้างโอบรอบคอลู่ชิง ั์ตาทอประกายวิบวับ พลางเร่งเร้า "รีบบอกมาสิเ้าคะ เร็วเข้า!"
"หากจะให้พูดล่ะก็... ย่อมได้!" ลู่ชิงเลิกคิ้วขึ้น เลียนแบบท่าทางของหรานหร่านก่อนหน้านี้ด้วยการแบมือข้างหนึ่งส่งไปตรงหน้านาง "ในใต้หล้านี้ ไม่มีของฟรีหรอกนะ"
เมื่อหรานหร่านเห็นเช่นนั้น หยาดน้ำใส ๆ ก็พลันเอ่อรื้นขึ้นมารอบดวงตาในชั่วพริบตา จมูกเล็ก ๆ ขยับยุกยิก แก้มยุ้ยพองลม ริมฝีปากน้อย ๆ เบะออก ก่อนที่หยาดน้ำตาจะร่วงเผาะ ๆ ลงมาทีละหยด
"โฮ... หรานหร่านช่างน่าสงสารเหลือเกิน!"
"ข้าว่าแล้วเชียว... ว่าท่านลุงลู่ชิงไม่ได้ดีกับข้าจากใจจริง!"
"ท่านลุงลู่ชิงเป็คนเลว รังแกเด็กน้อยตาดำ ๆ อย่างข้าได้ลงคอ!"
"ฮือ ๆ ..."
"ท่านปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้เลย ข้าไม่ให้ท่านอุ้มแล้ว!"
ยิ่งร้องไห้ เ้าก้อนแป้งน้อยก็ยิ่งดูน่าเวทนา ร้องไปร้องมาจนน้ำมูกโป่งพองเป็ฟองอากาศฟองโต
ลู่ชิงที่ไหนเลยจะเคยรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ เขาถึงกับทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ ชายหนุ่มรีบยื่นมือไปเช็ดน้ำหูน้ำตาและน้ำมูกให้นางเป็พัลวัน พลางเอ่ยขอร้องอย่างยอมจำนน "หนูน้อย คุณหนูของข้า ข้าผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ ยอมแล้วได้หรือไม่?"
หรานหร่านสูดน้ำมูกฟืดฟาด ยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อย ๆ "แล้วท่านผิดตรงที่ใดเล่า?"
ลู่ชิงประจบประแจงด้วยสีหน้าสำนึกผิด ท่าทางโอนอ่อนผ่อนตาม "ข้าผิดที่ไม่ควรฉวยโอกาสขูดรีดเ้านายตัวน้อยของข้าขอรับ!"
เมื่อเ้าก้อนแป้งน้อยเห็นว่าเขากล่าวด้วยความจริงใจ นางก็สะอึกไปสองที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันแกมน่ารักว่า "หากท่านกล้ารังแกข้าอีก ข้าจะกลับไปฟ้องท่านพ่อ ให้ท่านพ่อลงโทษท่านซะ!"
ลู่ชิงหัวเราะแห้ง ๆ เอ่ยขอโทษขอโพยพลางเอาอกเอาใจ "ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้วขอรับ!"
"ถ้าเช่นนั้นท่านก็รีบบอกมาสิ ว่าทำอย่างไรท่านพ่อถึงจะอารมณ์ดี!"
เ้าก้อนแป้งน้อยเปลี่ยนเื่สนทนาอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตเป็ประกายวิบวับจ้องมองลู่ชิงตาแป๋ว ยามนี้ไหนเลยจะมีเค้าโครงของเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ร้องไห้น้ำตาคลอเบ้าเมื่อครู่อยู่ ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้านี้ ช่างน่าตกตะลึงจนทำให้คนพูดไม่ออกจริง ๆ
หากไม่ใช่เพราะบนแขนเสื้อของเขายังมีคราบน้ำมูก น้ำตา และน้ำลายของเ้าก้อนแป้งน้อยหลงเหลืออยู่ เขาคงนึกสงสัยไปแล้วว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็เพียงแค่ภาพลวงตา
"เมื่อก่อนตอนที่คุณชายเจ็ดอยู่ข้างกายใต้เท้า ขอเพียงคุณชายเจ็ดทำผิด ใต้เท้าก็จะลงโทษให้คุณชายเจ็ดคัดลายมือพู่กัน!"
"ทว่าหากคุณชายเจ็ดคัดออกมาได้ดี ใต้เท้าก็จะหายโกรธ ซ้ำบางครั้งยังประทานรางวัลให้อีกด้วยนะ!"
"คัดลายมือพู่กันงั้นหรือ?"
ทันทีที่ได้ยินสามคำนี้ ใบหน้าอวบอิ่มของเ้าก้อนแป้งน้อยก็พลันหดเกร็งจนดูคล้ายกับซาลาเปาทันที คิ้วเล็ก ๆ ขมวดมุ่นเข้าหากันราวกับกำลังแบกรับความแค้นอันใหญ่หลวง
"ท่านลุงลู่ชิง... นี่มันความคิดไม่ได้เื่อันใดของท่านกัน? จะได้ผลแน่หรือ?"