เมื่อฉินเหม่ยหลานก้าวเข้าสู่โถงอาหาร บรรยากาศในห้องนั้นก็เปลี่ยนไปทันที หลิวซูหนิง ฮูหยินรองผู้มีหน้าตาสวยงามแต่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและชั่วร้าย มองดูเธอด้วยสายตาเ็า ความเย่อหยิ่งในดวงตาของนางชัดเจนราวกับ้าบีบคั้นเหม่ยหลานให้รู้สึกต่ำต้อย นางไม่เคยลังเลที่จะใช้คำพูดถากถางและกดขี่เด็กสาวที่เป็ลูกของภรรยาเอก แม้จะอยู่ต่อหน้าแม่ทัพฉินเจิ้งหรงก็ตาม
หลิวซูหนิง:"เ้ามาช้านะ ฉินเหม่ยหลาน เ้าไม่รู้เหรอว่าคนอื่นๆ เขากำลังรอเ้าอยู่?"เสียงของหลิวซูหนิงเ็าและแฝงไปด้วยความดูถูก แม้ว่าจะพูดต่อหน้าแม่ทัพ ผู้ซึ่งตามใจนางไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ความสวยงามบนใบหน้าของฮูหยินรองนั้นกลับขัดแย้งอย่างชัดเจนกับนิสัยที่ชั่วร้ายและความถือดีที่นางแสดงออกมา ฉินเหม่ยหลานรู้ดีว่านี่คือการทดสอบอำนาจและความอดทนของนาง
ในขณะที่ฉินเหม่ยหลานนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ความตึงเครียดในห้องยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อหลิวเหม่ยหลิง บุตรสาวของฮูหยินรอง หยิบยกประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความเยาะเย้ยที่ไม่แพ้แม่ของนาง
"คิกคิก ท่านแม่ ท่านอย่าได้ไปถือสานางเลย การที่ตัวของนางไม่รู้จักกาละเทศะเช่นนี้เพราะนางไม่มีท่านแม่ของนางสั่งสอน"
หลิวเหม่ยหลิง ที่มีอายุน้อยกว่าเพียงหนึ่งปี กลับใช้คำพูดที่ไม่แสดงถึงความเคารพแก่พี่สาวต่างมารดาของตน แม้จะยังเด็ก แต่ความทระนงในตัวของนางกลับไม่แพ้ผู้ใหญ่ นางมักจะร่วมมือกับสาวใช้ของฮูหยินรองในการกลั่นแกล้งฉินเหม่ยหลานเสมอ ด้วยความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าฉินเหม่ยหลาน ยิ้มเ็า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูก"ขนาดเ้ามีแม่สั่งสอนอยู่แท้ๆ ยังไม่รู้จักกาละเทศะ ว่าพูดจาเสียดสีท่านแม่ของข้าที่เสียชีวิตไปนานแล้ว ดูเหมือนว่าตัวเ้านั้นจะไม่ได้รับการสั่งสอนที่ดีพอ จนกลายเป็คนก้าวร้าวเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังจริงๆ"
คำพูดของฉินเหม่ยหลานเต็มไปด้วยความเจ็บแสบและน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหยามเหยียด แม้ว่าจะดูอ่อนเยาว์ แต่เธอกลับมีความมั่นใจและคมคายที่ทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกถึงความแตกต่างที่ชัดเจนจากฉินเหม่ยหลานคนเก่า ใบหน้าของหลิวเหม่ยหลิงขาวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
คำพูดของฉินเหม่ยหลานทำให้หลิวซูหนิงรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางใจ ร่างกายของนางสั่นสะท้านจากความโกรธเกรี้ยว มือที่ถือแก้วน้ำชาจับแน่นจนปลายเล็บขาวซีด ดวงตาของนางเบิกกว้างและแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังสะท้อนความโกรธจัดที่ถูกกดเอาไว้
หลิวซูหนิงรู้สึกเหมือนว่าคำพูดของฉินเหม่ยหลานเป็การโจมตีที่ร้ายแรง ทำให้นางคิดว่าตนถูกดูถูกและเหยียดหยาม นางรู้สึกว่าการถูกเหยียดหยามเช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ในใจของนางพลันเกิดความคิดที่แสลงใจขึ้นมาว่า "รู้แบบนี้น้ำชาที่ใส่ยาพิษน่าจะเข้มข้นกว่านี้" ความแค้นนี้มาพร้อมกับความตั้งใจที่จะทำให้ฉินเหม่ยหลานรู้สึกถึงความเ็ปในทางใดทางหนึ่ง
หลิวซูหนิง:(พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นะเื)"นางเด็กไม่รักดีนี่ แกกำลังหลอกด่าฉันอย่างงั้นเหรอ?"
สีหน้าและแววตาของหลิวซูหนิงในขณะนี้เต็มไปด้วยความสะพรึงกลัวและความโกรธที่ไม่อาจซ่อนเร้น ริมฝีปากของนางบิดเบี้ยวออกจากกันในท่าทางที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจและความพยายามที่จะควบคุมอารมณ์
หลิวซูหนิงหันไปมองแม่ทัพฉินเจิ้งหรงด้วยสายตาที่แสดงถึงความผิดหวังและความคับข้องใจที่กำลังเดือดพล่าน
ความสงบของห้องอาหารกลายเป็ความตึงเครียดอย่างฉับพลัน หลังจากคำพูดของฉินเหม่ยหลานได้ปล่อยออกไป น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและการดูิ่ที่แฝงไปด้วยความฉลาดลึกซึ้ง ทุกคำที่นางกล่าวล้วนแทงใจดำของผู้ที่อยู่ในห้องนั้น
ฉินเหม่ยหลาน:(พูดด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นและเรียบเฉย)"ข้าไม่ได้ว่าท่าน ข้าเพียงแค่บอกว่านางทำตัวไม่ดีเหมือนคนไม่ได้รับการสั่งสอน หากลูกเป็เช่นไรแม่ก็เป็เช่นนั้น ข้าเพียงแค่เป็ห่วงท่านแม่รอง กลัวว่าผู้คนจะมองท่านไม่ดีหากน้องหลิวเหม่ยหลิงไม่รู้จักปรับปรุงตัวเอง ไม่เพียงแค่นั้น ผู้คนอาจจะมองไปที่แม่ทัพฉินเจิ้งหรงอีกด้วยเสียทีที่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ เพียงแค่ลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเอกก็ปกป้องไม่ได้ให้ลูกที่เกิดจากภรรยารองดูถูกถากถางทุกวี่วัน เห้อ ช่างน่าเศร้าจริงๆ"
คำพูดของฉินเหม่ยหลานทำให้หลิวซูหนิงถึงกับหน้าซีด หน้าอกของนางกระเพื่อมด้วยความโกรธอย่างรุนแรงและความหวาดกลัวในใจของนางเอง ขณะที่สีหน้าของแม่ทัพฉินเจิ้งหรงเริ่มเปลี่ยนไป เขาเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันจากการตำหนิที่ลูกสาวของเขากำลังเผชิญ
หลิวเหม่ยหลิงซึ่งอยู่ใน่วัยที่ยังไม่เข้าใจถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ ได้แต่ยืนอยู่เงียบๆ ด้วยความใ ส่วนแม่ทัพฉินเจิ้งหรงพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองและหันไปมองหลิวซูหนิงด้วยสายตาที่แสดงถึงความกังวล
ในขณะเดียวกัน สายตาของฉินเหม่ยหลานยังคงมั่นคงและเต็มไปด้วยความแน่วแน่ เธอรู้ดีว่าคำพูดของเธอจะเป็การเปิดเผยความอ่อนแอและความล้มเหลวของทั้งแม่ทัพและฮูหยินรองในด้านการจัดการครอบครัว สถานการณ์ในห้องอาหารจึงกลายเป็สนามรบของคำพูดที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการคาดหวังของผู้ที่อยู่รอบข้าง
แม่ทัพฉินเจิ้งหรงรู้สึกถึงความกดดันที่มาพร้อมกับคำพูดของบุตรสาว ฉินเหม่ยหลานที่เปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งความรักและความเศร้าของเขาหลังจากการจากไปของภรรยา เขาลงความเห็นว่านางเป็ตัวแทนของความรักที่เขาไม่สามารถแสดงออกมาได้ในฐานะพ่อ ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าตัวเขาเองไม่สามารถควบคุมความวุ่นวายภายในบ้านได้ดีเท่าที่ควร
แม่ทัพฉินเจิ้งหรง:(ถอนหายใจอย่างหนัก และหลับตาลงเพื่อรวบรวมสติ)"ฉินเหม่ยหลาน ลูกขอโทษแม่รองซะ พ่อรู้ถึงความขุ่นเคืองภายในใจเ้าต่อไปพ่อจะไม่ให้ใครว่าร้ายแม่ของเ้าอีก แต่ในตอนนี้ตัวเ้าเป็แค่เด็กไม่ควรที่จะพูดจาโต้เถียงกับนาง"
เสียงของแม่ทัพนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความรู้สึกผิด เขา้าที่จะยุติความขุ่นเคืองและปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้อย่างรวดเร็วที่สุด แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าการสั่งสอนลูกสาวของเขาให้ขอโทษจะไม่ง่าย เขาก็ยังคงพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้ดีที่สุด
ฉินเหม่ยหลานหายใจออกอย่างแรงและมองไปที่พ่อของเธอด้วยความเย้ยหยัน ใบหน้าของเธอยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเป็ท่าทางของความตั้งใจที่มั่นคง ในตอนนี้เธอรู้ว่าการขอโทษจะไม่เกิดขึ้น และเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ใครมาบังคับให้เธอแสดงออกตามที่พวกเขา้า
ฉินเหม่ยหลาน: "หึ ข้าไม่ขอโทษ ต่อให้ทุบตีให้ตายข้าก็ไม่ขอโทษ"