บทที่ 13 อ่อนแอ (รีไรท์)
“หนิงจินหายไปไหนกัน” เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยเต็มที
“เมื่อครู่ มีเด็กในหมู่บ้านมาชวนออกไปเที่ยวเล่นกัน เพราะอีกไม่กี่วันจะถึงงานชิวอิกแล้ว คงจะไปเดินดูสถานที่จัดงาน หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะไปช่วยผู้ใหญ่เขาเตรียมงานกันนั่นแหละ”
“หวังว่าคงจะไม่ได้ไปก่อเื่อะไรอีก”
“แม่ก็หวังให้เป็เช่นนั้นเหมือนกัน ไปเถอะเหวินโหร่วอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
“หากเงินไม่พอใช้ ขาดเหลือเช่นไรแม่ก็บอกเหวินโหร่วได้เลย ไม่จำเป็ต้องเกรงใจอะไรกันหรอก” เอ่ยจบก็เดินออกไปในทันทีโดยที่มีสายตาของหลี่เยี่ยนหลานมองตามหลังกันไป
“ลูกคนนี้นี่ ช่างดื้อเสียจริง”
…
เสียงนกร้องในยามเช้าเมื่อถึงเวลาออกหากิน รวมทั้งเสียงลมพัดที่หอบเอาไอเย็น ใบไม้แห้ง และกลีบดอกของต้นให้ร่วงโรยหล่นลงเต็มพื้น แม้จะดูรกไปเสียบ้างแต่ก็ให้ความสวยงามอย่างหน้าประหลาด สีเขียว น้ำตาลจากใบไม้ตัดกับสีขาวแต้มชมพูของกลีบดอก อากาศวันนี้ช่างสดชื่นยิ่งนัก ไอหมอกปกคลุมพื้นที่ให้รับรู้ได้ถึงไอความเย็น ขณะที่ชาวบ้านหลายคนต่างเปิดประตูกันออกมาเพื่อรับลมในยามเช้าถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะยังไม่สว่างดีก็ตาม
หลายคนเริ่มออกไปทำไร่ทำสวน ในขณะที่เด็ก ๆ เริ่มตื่นขึ้นมาวิ่งเล่นกันั้แ่เช้าตรู่ หลายคนต่างตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ทว่าหลิวไป๋ฮวาผู้นี้นั้นกลับตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าที่บอกบุญไม่รับ ก่อนจะส่งเสียงร้องโอดโอยลั่นบ้าน ให้เด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่หน้าบ้านนั้นตื่นใเล่นจนหนีกันไปคนละทิศละทาง
“โอ๊ย น่าเบื่อ!” มือเรียวเล็กเลื่อนขึ้นมาขยี้กลุ่มผมของตนเองด้วยความอัดแน่น เมื่อรู้ว่าวันพรุ่งต้องตื่นมาเจอจ้าวหนิงเซี่ยอีกก็อยากจะนอนหลับยาวไปเสีย ท่านเทพก็ไม่น่าสงเธอกลับมาเกิดใหม่ถ้าต้องมาพบพานคนที่น่ารำคาญอย่างเ้าหนิงเซี่ยแบบนี้น่ะ ใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่เธอจะผละออกจากเตียงนอนของตน
“ทำไมถึงได้โชคร้ายแบบนี้กันนะ ไป๋ฮวาผู้น่าสงสาร” เอ่ยบ่นเสียงเบากับตัวเอง อยากนึกเห็นใจตนเองที่ต้องใช้ชีวิตที่มันวนลูปเช่นนี้ ก่อนที่เธอจะพยายามสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ตน…
หลิวไป๋ฮวาคนนี้มีพร์ด้านความอดทนดีเลิศ เื่ขี้ประติ๋วแค่นี้ไม่คณามือเธอหรอก!!
หญิงสาวก้มลงมองลอดหน้าต่างออกไปก็เห็นว่าด้านนอกนั้นเริ่มคึกคักเพราะคงจะใกล้ถึงวันชิวอิกเข้าไปทุกทีแล้ว จนตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าร่วมเทศกาลนั้นเต็มที แต่ทว่าอีกความรู้สึกนั้นกลับหดหู่อยู่ไม่น้อย
ชาติก่อนเธอไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับคนในหมู่บ้านเลย เพราะทุกคนต่างก็เกลียดชังเธอจนไม่มีใครสักคนที่อยากจะใช้ชีวิต หรือทำกิจกรรมใดอยู่ข้างเธอแม้สักคนเดียว ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่หน้าบ้านก็ไม่มีใครที่อยากจะเฉียดตัวเข้าใกล้
หลิวไป๋ฮวาส่ายหน้าไปมาอย่างไม่้าจะนึกถึงเื่ราวเ่าั้ เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยด้วยซ้ำ มีแต่จะทำให้สภาวะจิตใจย่ำแย่
ทว่าในตอนที่กำลังจะเดินออกไปเปิดประตูบ้านเพื่อเป็การต้อนรับเื่ราวดี ๆ ในวันนี้ กลับทำให้เธอชะงักเมื่อคล้ายจะมีเสียงบางอย่างดังขึ้น จนทำให้หญิงสาวต้องเดินหาต้นตอของเสียง พยายามเงี่ยหูฟังและเดินตามหาทั้งที่ร่างกายไม่ได้เอื้ออำนวย
จนในที่สุดก็พบว่าสิ่งนั้น คือ โทรศัพท์บ้านที่เธอหอบหิ้วมาจากเมืองหลวงเพื่อใช้ในการสื่อสารกับบุคคลที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเธอ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนั้นล่วงรู้ว่าหลิวไป๋ฮวากำลังออกนอกกรอบ และใช้ชีวิตนอกเหนือคำสั่ง
เธอถอนหายใจพรืดยาว เมื่อบุคคลที่รู้หมายเลขโทรศัพท์บ้านนี้ และคงจะเป็เพียงบุคคลเดียวที่สามารถสื่อสารระยะไกลเช่นนี้ได้ คือบุคคลที่ทอดทิ้งเธอให้เผชิญกับเื่ราวเลวร้าย และใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตามลำพังด้วยความโดดเดี่ยวจนเธอตายจากไป ก่อนจะย้อนเวลากลับมายังยุค 80 นี้
เธอเผลอลืมไปได้อย่างไรกัน ว่าก่อนหน้าเคยมีพ่อแม่ส่งเสียเลี้ยงดู ก่อนจะเกิดเื่ราวที่ทำให้ชีวิตของเธอผกผันจนยากที่จะแก้ไข และตกสู่สถานการณ์เลวร้าย
ความรู้สึกเสียใจ น้อยใจ ต่างประดังประเดเข้าใส่ ทว่ามากกว่านั้นคือความกรุ่นโกรธที่มีต่อพ่อบังเกิดเกล้าของตนที่กล้าทิ้งได้แม้กระทั่งเืเนื้อเชื้อไขของตนเองเพื่อที่จะได้ไปอยู่กับภรรยาคนใหม่อย่างมีความสุข ไม่ได้สนใจว่าลูกสาวคนนี้นั้นจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังได้เช่นไร
หลิวไป๋ฮวาสูดลมหายใจเข้าปอดหนัก ๆ ให้กำลังใจอยู่นานเพื่อกักเก็บความโมโหที่มีต่อต่อของตนไม่ให้เผลอะเิอารมณ์ใส่ เนื่องจากตอนนี้อีกฝ่ายคงยังส่งเสียเลี้ยงดูเธอ และเธอก็มองเห็นว่าเงินที่คนเป็พ่อจ่ายให้ในตอนนี้ยังสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเธอเป็อย่างมาก ไว้เธอสะสมเงินได้มากพอเมื่อไหร่ เธอจะตัดขาดความเป็พ่อลูกกับคนที่กล้ากะเกณฑ์ชีวิตเธอแน่นอน
กระทั่งปลายสายตัดไป ก่อนที่ไม่นานโทรศัพท์บ้านที่ค่อนข้างผ่านการใช้งานมานานจะดังขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้หลิวไป๋ฮวาตัดสินใจยกโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกรอกเสียงที่สั่นเครืออย่างหนักเพราะต้องเก็บความกรุ่นโกรธเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายได้รับรู้
“...สวัสดีค่ะ” เธอกรอกเสียงลงไปในทันทีที่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา
“ทำไมถึงรับสายช้า” น้ำเสียงปนดุที่สะท้อนดังมาจากโทรศัพท์บ้าน ทำให้คนที่พยายามระงับอารมณ์กำหมัดแน่น ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่จะดพูดจากับลูกสาวดี ๆ เหมือนที่พ่อคนอื่นเขาทำกัน
“หนูแค่กำลังทำอย่างอื่นค่ะ เลยไม่ได้ยินเสียง” เธอเอ่ยตอบ หลิวซุนเหว่ย พ่อของเธอที่เป็ถึงผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ทำให้อีกฝ่ายนั้นพยายามเข้มงวดต่อเธอเป็อย่างมาก จนเธอกลายเป็คนเก็บกดเช่นนี้
“อย่างอื่นที่ว่าคืออะไร ใช่เื่ไร้สาระเหมือนแกคิดจะทำหรือเปล่า” ประโยคจากปลายสายเมื่อครู่ทำให้หลิวไป๋ฮวาเงียบไปในทันควัน
“แล้วยังไงเหรอคะ พ่อสนด้วยหรือไง ในเมื่อพ่อมองว่ามันเป็เื่ไร้สาระก็ไม่ควรถามั้แ่แรกแล้วไม่ใช่เหรอคะ นอกจากว่าพ่ออยากรู้เื่ของหนูจริง ๆ” หลิวไป๋ฮวาเผลอแสดงความกรุ่นโกรธต่อน้ำเสียงออกไป กระทั่งอีกฝ่ายตะคอกกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เดี๋ยวนี้แกกล้าพูดกับคนเป็พ่อแบบนี้แล้วงั้นเหรอ?”
หลิวไป๋ฮวาที่ถูกครอบครัวอบรมสั่งสอนให้มีหน้าที่เพียงเชื่อฟัง และทำตามคำสั่งโดยห้ามออกความคิดเห็น หากในเวลาที่เธอเริ่มแสดงท่าทีต่อต้าน หรือแม้กระทั่งจะเอ่ยปฎิเสธออกไปตามตรง ก็มักจะโดนดุด่า หรือแม้แต่การตัดค่าส่งเสียเลี้ยงดูทุกอย่าง หากจะเลวร้ายกว่านี้หน่อย ก็คงจะเป็การใช้กำลังลงโทษให้เธอหลาบจำ จนไม่กล้าต่อต้านคนเป็พ่ออีกเลย ด้วยคติที่ว่าความคิดชายต้องเป็ใหญ่เสมอ
“...ขอโทษค่ะ” แม้จะอยากต่อว่าอีกฝ่ายว่าช่างเป็พ่อที่ไม่ได้เื่มากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็กลัวว่าทางนั้นจะไม่ยอมส่งเสียค่าเลี้ยงดูให้กับเธอจนต้องยอมอ่อนข้อให้
“ตอนนี้แกทำอะไรอยู่”
“หนูกำลังจะเข้าเรียนค่ะ” หลิวไป๋ฮวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะปั้นคำโกหกคำโตออกมา เพราะตอนนี้เธอนั่งกระดิกเท้าด้วยความสบายใจอยู่ที่บ้านต่างหากล่ะ
“ก็ดี ตั้งใจเรียนให้สมกับที่ฉันจ่ายค่าเทอมและค่าเลี้ยงดูแกหน่อย”
“ค่ะ” หลิวไป๋ฮวตอบรับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เธอรอเพียงแค่ให้อีกฝ่ายส่งเสียค่าเลี้ยงดูมาให้เพียงเท่านั้น
“แล้วเื่เรียนเป็อย่างไรบ้าง ่ที่ผ่านมาฉันยุ่ง ๆ ไม่มีโอกาสแวะเข้าไปหาอาจารย์หงเลย”
“หนู…ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีค่ะ พ่อไม่ต้องเป็ห่วงเื่นั้น” เธอตอบออกไปด้วยคำพูดมั่นคง อีกความสามารถหนึ่งของหลิวไป๋ฮวาคือเะอสามารถปั้นคำโกหกออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย
“ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีอย่างนั้นเหรอ? คิดว่าคำพูดของแกน่าเชื่อถือได้หรืออย่างไรกัน ไป๋ฮวา”
“พ่อเชื่อในคำพูดของหนูได้เลยค่ะ เคยมีสักครั้งที่หนูทำให้พ่อผิดหวังงั้นเหรอ” เธอแย้งกลับไปด้วยคำพูดมั่นใจ เพราะถ้าครั้งไหนที่เธอขัดคำสั่งคนเป็พ่อ เธอจะไม่ปล่อยให้ความลับนั้นไหลรั่วให้อีกฝ่ายได้รับรู้อย่างแน่นอน
“ก็ดี แกเชื่อฟังฉันแบบนี้ฉันจะได้ส่งค่าเลี้ยงดูให้แก ส่วนเื่ที่แกอยากจะเป็ครูอาสาในชนบทอย่างที่แกเคยเสนอมาก็หยุดคิดไปได้เลย ช่างไร้สาระสิ้นดี”
ก็เพราะเป็เช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับเธอถึงได้ย่ำแย่ และดูจะคล้ายกับเป็ความบาดหมางเล็ก ๆ ที่สะสมมานาน