ยามนี้ลู่เฮ่อเหนียนอุ้มบุตรชายทารกทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มชื่นบานอยู่ที่เรือนกวนจวี ดวงตาทั้งสองของลู่จิ่นผินในวัยสามขวบเปล่งประกายตื่นเต้นแกมสงสัย นางยืนเขย่งปลายเท้าพลางดึงแขนลู่เฮ่อเหนียนไม่ยอมหยุด ด้วยอยากจะดูว่าน้องชายทั้งสองคนหน้าตาเป็เยี่ยงไร
โต้วสือสยานอนอยู่บนเตียงไม้เนื้อแข็งแกะสลัก ใต้คิ้วเรียวยาว ดวงตาทรงเสน่ห์เปี่ยมด้วยความสุขหวานชื่น เสื้อคลุมลายดอกสีชมพูเข้มยิ่งขับให้ผิวพรรณขาวนวลเปล่งปลั่ง
“โต้วสือสยา ขอบใจมากที่มอบลูกชายอ้วนท้วนสมบูรณ์ให้ข้า ลำบากเ้าแล้ว” ลู่เฮ่อเหนียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ อุ้มลูกชายฝาแฝดที่อยู่ในผ้าอ้อมด้วยท่วงท่างามสง่า ทอดสายตารักใคร่ให้โต้วสือสยา
“ข้าเป็ผู้หญิงของท่านโหว การให้กำเนิดทายาทสืบสกุลเป็หน้าที่ของข้า” แก้มแดงๆ ของโต้วสือสยา กอปรกับท่าทางยินยอมมิเสียใจของนางทำให้ลู่เฮ่อเหนียนยิ่งผูกใจรัก
เพียงเพราะท่าทางเช่นนี้ทำให้เขานึกถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ชั่วพริบตาพลันบังเกิดภาพลวงตา เขาเขยิบเข้าใกล้นางแล้วประทับจูบลงบนแก้มขาวนวลอย่างมิรู้ตัว “ไว้อยู่เดือนเสร็จ ข้าจะตอบแทนเ้าอย่างงาม”
“ท่านโหว...” โต้วสือสยามองค้อนเขินขวย เหลือบมองลู่จิ่นผินที่หยอกน้องชายเล่นอยู่ “ลูกยังอยู่นะเ้าคะ...”
“ท่านโหว บ่าวมีเื่ด่วนจะรายงานเ้าค่ะ” อิ๋นชุนเดินเข้ามาอย่างร้อนอกร้อนใจ เเละบังเอิญขัดจังหวะพลอดรักของท่านโหวกับโต้วสือสยาพอดี
ครั้นโต้วสือสยาเห็นว่าเป็บ่าวรับใช้ของอวิ๋นจือ สีหน้าก็บูดบึ้งทันที
พลันกล่าวด้วยความไม่พอใจ “ท่านโหว นางอิ๋นชุนผู้นี้ช่างไร้มารยาทเสียจริง พรวดพราดเข้ามาไม่บอกไม่กล่าว ถ้าลูกๆ ใจะทำอย่างไรเล่า” หากมิใช่เพราะนางสามหาวนี่ ลู่อวิ๋นจือคงตกน้ำตายไปตั้งนานแล้ว!
ครั้นลู่เฮ่อเหนียนได้ยินโต้วสือสยาว่าเช่นนั้น ก็ตวาดเสียงฉุนเฉียว “ยิ่งนานวันยิ่งต่ำตมเข้าไปทุกที! ไสหัวออกไปตบปากตัวเองยี่สิบครั้งบัดเดี๋ยวนี้!”
อิ๋นชุนคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตึง “ท่านโหว บ่าวขอรายงานต้นสายปลายเหตุแล้วจะออกไปรับโทษข้างนอกแต่โดยดี”
“เื่อะไรรึถึงได้ใเป็กระต่ายตื่นตูมเยี่ยงนี้” ลู่เฮ่อเหนียนเห็นบ่าวรับใช้ดื้อดึงถึงเพียงนี้ ก็เอ่ยถามสีหน้าเ็า
โต้วสือสยาจ้องอิ๋นชุนอย่างชิงชังพลางแอบกัดฟันกรอด
“คุณหนูอวิ๋นจือร้องไห้โวยวายจะไปเรือนส่วนในให้ได้...บ่าวรั้งไว้ไม่อยู่ ก็เลยมารายงานท่านโหว...”
ดวงตาลู่เฮ่อเหนียนถมึงทึง “ไม่ได้เื่! แค่เด็กคนเดียวก็เอาไม่อยู่ ลงกลอนประตูไว้ไม่ได้หรือไง!”
โต้วสือสยาได้ยินดังนั้น ดวงตาเปล่งประกายเ้าเล่ห์ อดนึกวางแผนในใจมิได้ นางแสร้งกล่าวด้วยเมตตาจิตว่า “จือเอ๋อร์พลัดตกสระบัวคงเสียขวัญไม่น้อย การคิดถึงมารดาของตนย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ท่านมิลองปล่อยให้นางไปเยี่ยมท่านพี่ดูล่ะเ้าคะ”
ลู่เฮ่อเหนียนกังวลว่าเจียงซั่นชูจะเอาเสนียดจัญไรมาติดตัวบุตรสาว จึงลังเลตัดสินใจมิได้ คำพูดของจังชิวเสวียนยังฝังใจ
“ท่านโหว คนเป็แม่เป็ลูกย่อมรักใคร่กัน อย่างไรท่านพี่ก็ไม่มีทางทำร้ายลูกในไส้ของตัวเอง ให้พวกนางได้พบหน้ากันสักครั้งเถิดเ้าค่ะ”
ที่ลู่เฮ่อเหนียนครุ่นคิดอยู่ก็คือเหตุผลข้อนี้นี่แล จังชิวเสวียนผู้นั้นบอกแค่ว่านางกับท่านแม่ดวงมิสมพงศ์กัน เมื่อคิดได้เช่นนี้เลยอนุญาตให้อวิ๋นจือไปเยี่ยมซั่นชูเพียงลำพัง
ครั้นเดินถึงประตูโค้งเรือนส่วนใน กลิ่นหอมสดชื่นของดอกกุ้ย[1]ก็พัดโชยมา อิ๋นชุนคลายอุ้งมือน้อยๆ ขาวนวลดุจหมั่นโถวของอวิ๋นจือ พูดกำชับเบาๆ ว่า “คุณหนู จำไว้นะเ้าคะ ดูแค่แป๊บเดียวแล้วรีบออกมา ห้ามอยู่เป็เพื่อนแม่นางเจียงในนั้นเด็ดขาด”
“พี่อิ๋นชุน ข้าขอคุยกับท่านแม่สักหน่อยไม่ได้หรือ” กล่าวจบก็บุ้ยปากน้อยๆ ชวนให้ผู้คนเอ็นดู อิ๋นชุนโอบไหล่ของนาง กล่าวด้วยความห่วงใย “เ้าค่ะ อิ๋นชุนจะรอคุณหนูอยู่ตรงนี้ คุณหนูรีบออกมาเร็วๆ นะ ท่านโหวกับฮูหยินคนใหม่ปิดฮูหยินผู้เฒ่าไว้ คุณหนูถึงเข้าไปได้”
โต้วสือสยางั้นหรือ
นางมีเจตนาอันใดกันแน่
อวิ๋นจือตีหน้าตาย แสร้งทำเป็เชื่อฟังโดยการพยักหน้ารับ
ร่างเล็กกระจิริดเดินไปตามทางเดินที่ทั้งยาวและลึกโดยไร้ความเขินอาย ครั้นเดินพ้นโถงทางเดินก็เป็สวนรกร้าง สายลมยามสารทฤดูพัดโชยซ่าๆ พัดเอาใบไม้ร่วงหล่นเกลื่อนเต็มพื้น เรือนรกร้างหญ้าขึ้นรกรุงรังตั้งอยู่ในสวนช่วยเสริมบรรยากาศเศร้าหมองวิเวกอย่างหาที่เปรียบมิได้
บนบานประตูกระดำกระด่างและหน้าต่างที่ปิดสนิทล้วนมียันต์ไล่ภูตผีปีศาจแปะอยู่เต็มไปหมด ซึ่งก็ยิ่งเสริมเติมแต่งสีสันอันน่าสะพรึงกลัวให้แก่เรือนหลังนี้
เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น อวิ๋นจือถือกล่องอาหารที่บรรจุขนมของว่างและต้มจืดไก่ เงาน้อยๆ เข้าไปโดยปราศจากความหวาดหวั่นแม้เพียงนิด
สตรีร่างผอมบางนอนอยู่บนเตียงเตาผิง แม้นสีหน้าซีดเผือดแต่กลับแลดูงดงาม เส้นผมดำขลับดกหนาแผ่สยาย งดงามแต่ก็เศร้าหมอง
นี่คือมารดาผู้น่าสงสารของนาง! มารดาที่หัวอกเดียวกัน!
นางแอบลั่นวาจาสาบานอย่างร้ายกาจ ว่าจะต้องทำให้คนที่ทำร้ายท่านแม่เ่าั้จ่ายราคาค่าของความเ็ปทรมานอย่างแสนสาหัสนี้ให้จงได้!
อวิ๋นจือเองก็สะกดกั้นอารมณ์ไว้ไม่ไหว รีบวิ่งรี่ไปหน้าเตียงเตาผิง โผกอดเจียงซั่นชูที่หายใจโรยรินใกล้ตาย “ท่านแม่! ท่านแม่! ข้าคือจือจือ! ท่านแม่ลืมตาดูข้าสิ!” นางคร่ำครวญทุกข์ระทมจนสูญเสียสตินึกคิด
ข้างๆ คืออาภรณ์ที่มารดาปักให้นางด้วยเข็มทีละเล่มด้ายทีละเส้น อวิ๋นจือเห็นดังนั้นก็ร้องไห้โฮ
“จือจือ ลูกแม่...เ้าใช่ไหม” ดวงตาว่างเปล่าอย่างสิ้นหวังของเจียงซั่นชูทอประกายเล็กน้อยในชั่วพริบตา
“เ้าค่ะ ลูกคือจือจือเอง ลูกคิดถึงท่านแม่ ท่านแม่...ท่านแม่ต้องเข้มแข็งไว้นะ ลูกจะหาวิธีช่วยท่านแม่ออกไปให้ได้!” น้ำเสียงอ้อแอ้เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งมั่น
เจียงซั่นชูซาบซึ้งจนหยาดน้ำตารินไหล ลูบใบหน้าอันงดงามของบุตรสาวพลางกล่าวปลอบใจว่า “แค่จือจือพูดเยี่ยงนี้ แม่ก็ตายตาหลับแล้ว”
“ไม่ๆๆ! ข้าไม่ให้ท่านแม่ตาย! ใครก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายท่านแม่ทั้งนั้น!” อวิ๋นจือพูดจบก็ผุดลุกด้วยความเดือดดาล พุ่งไปที่ยันต์ไล่ผีแล้วกระชากออกในคราเดียว!
เจียงซั่นชูฝืนลุกอย่างอ่อนแรง “จือจือเอ๋ย แม่ไม่อยากลากเ้าเข้ามาเกี่ยวด้วย ลูกรีบออกไปเสียตอนที่ยังไม่มีใครมาพบเถิด อย่าก่อเื่ที่จะยั่วโทสะท่านพ่อของเ้าเยี่ยงนี้เลย...”
“ลู่เฮ่อเหนียนไม่เหมาะสมเป็พ่อข้า!” อวิ๋นจือยืนอยู่บนม้านั่งปลายเตียง กระชากยันต์ไล่ภูตผีปีศาจออกอย่างเกรี้ยวกราด
“บังอาจนัก!” จู่ๆ น้ำเสียงหนักแน่นน่าเกรงขามก็ดังขึ้นที่ข้างหู
เจียงซั่นชูหน้าซีดเผือดด้วยความใ
[1] ดอกกุ้ยฮวา หรือ ดอกหอมหมื่นลี้
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/bda8e0532a28be00bbebbbebb7b3e4f6