บทที่132
ความรู้สึกบางอย่างในจิตใจ
หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่ลู่หยางพูดออกมาภายในใจของนางบังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นยังไม่สามารถบรรยายและอธิบายเกี่ยวกับความรู้สึกที่มันบังเกิดขึ้นในตอนนี้ได้ภายในใจของนางรู้สึกราวกับว่ามันกำลังดิ่งลงเหวลึก
ความรู้สึกที่มันจุกอยู่ภายในอกตอนนี้ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นความรู้สึกอะไรกันแน่ บริเวณฝ่ามือทั้งสองข้างที่อยู่ภายใต้โต๊ะกำแน่นนางไม่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงๆได้บนใบหน้าของนางเลยแสดงไปด้วยความเรียบเฉย
มันอาจจะเป็นเพราะว่านางเป็นคนที่แสดงความรู้สึกไม่เก่งก็ได้ในตอนนี้เลยไม่สามารถบรรยายความรู้สึกที่มันจุกอยู่ภายในอกตอนนี้ได้
แต่ว่านางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนไม่เคยได้ยินคําจากลาที่นั่งฟังแล้วมันรู้สึกเศร้าขนาดนี้เพียงแค่พริบตาเดียวหลังจากที่ได้ยินนั้นราวกับว่ามีม่านหมอกแห่งความเศร้าหมองมาปกคลุมอยู่บริเวณภายในจิตใจ
ไป๋เฟิ่งใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปยังผู้ที่อยู่ด้านหน้าก่อนที่นางจะเอ่ยถามออกมา“ เจ้ากำลังจะเดินทางไปแล้วอย่างนั้นหรือ? ”
ลู่หยางแสดงรอยยิ้มเล็กๆที่บริเวณมุมปากก่อนที่เขาจะตอบกลับไปด้วยการพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ ใช่!!! ในตอนนี้การรักษาของคุณชายตระกูลสวีก็ดูจะเป็นไปได้อย่างราบรื่นมองดูแล้วเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันข้าคงจะต้องเดินทางไปจากเมืองแห่งนี้แล้ว”
“ ถึงอย่างไรสถานที่แห่งนี้มันเองก็ไม่ใช่เรื่องของข้าแล้วอีกอย่างตอนนี้หนิงหนิงก็ยังคงอยู่ที่เมืองนั้นข้าจากบุตรสาวของตนเองมานานมากพอสมควรแล้วในช่วงระยะเวลานับเดือนที่ผ่านมาถ้าไม่รู้เลยว่าตอนนี้นางจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรบ้าง”
“ เพราะแบบนั้นหลังจากที่การรักษานี้เสร็จสิ้นข้าเองก็คงจะรีบเดินทางกลับไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปพบงานให้รวดเร็วที่สุด” ลู่หยางพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความเศร้าหมอง
ตอนนี้เขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันการแยกจากในครั้งนี้แม้ว่าจะยังเดินทางมาไม่ถึงแต่เมื่อพูดถึงมันภายในใจนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
“ ถ้าข้าเดินทางกลับไปเจ้าเองก็คงจะต้องระวังตัวดีๆด้วย ”ลู่หยางกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่นดวงตามองตรงไปที่สตรีผู้ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างห่วงใย
ในขณะที่เขากำลังใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของตนเองต้องมองตรงไปที่นางที่กำลังอยู่เบื้องหน้าในขณะนั้นเองสตรีผู้ที่อยู่เบื้องหน้าก็ใช้ดวงตามองตรงกับมาที่เขา
นางตอบรับแววตาที่อบอุ่นของเขาในชั่วพริบตานั้นดวงตาทั้งสองข้างของไป๋เฟิ่งมันเองก็แววตาที่บ่งบอกถึงความอบอุ่นออกมาเช่นเดียวกันการใช้ดวงตานั้นมองตรงมาที่เขาอย่างน่าประหลาด
ลู่หยางมองเห็นดวงตาของนางที่มองตรงมาที่เขาม่านตาทั้งสองข้างของเขามันเบิกกว้างขึ้นอย่างทันควันภายในใจนางนั้นรู้สึกได้ว่านางกำลังคิดเช่นไรอยู่
โดยทั่วไปแล้วนางมักจะแสดงแววตาและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาเลยทำให้สามารถคาดเดาความคิดของนางได้ยากเย็น
แต่ในครั้งนี้นางแสดงแววตาที่สามารถบ่งบอกถึงความรู้สึกออกมาได้อย่างชัดเจนเมื่อได้เห็นแววตาที่อบอุ่นของนางจ้องมองมาที่เขาเขาก็แอบยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวต่อไป“ เจ้าไม่จำเป็นจะต้องกังวลหรอกอย่างไรเสียข้าก็ต้องเดินทางกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน ”
“ แล้วอีกอย่างในครั้งหน้าที่ข้าเดินทางมาข้าสัญญากับหนิงหนิงเอาไว้ว่าจะพานางมาที่สถานที่แห่งนี้ด้วย”
ลู่หยางกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มถึงแม้ว่านางจะไม่พูดออกมาและเขาไม่พูดออกไปว่าพวกเขาทั้งสองนั้นรู้สึกอย่างไรแต่อันที่จริงแล้วเพียงแค่แววตาที่จ้องมองกันและกันทั้งสองนั้นก็รู้ดีที่สุดว่าพวกเขานั้นรู้สึกอย่างไร
“ ข้าให้สัญญาอย่างไรข้าก็ต้องกลับมาอย่างแน่นอนเพราะว่าท่านแม่ของบุตรสาวของข้าอยู่ที่เมืองแห่งนี้ข้าจะไปที่ไหนได้” ลู่หยางยื่นใบหน้าของตัวเองไปด้านหน้าเล็กน้อยพูดออกมาพลางกับหยอกนางด้วยคำพูด
ลู่หยางก้มใบหน้าของตนเองต่ำลงเล็กน้อยในขณะนั้นเองมุมปากทั้งสองข้างของนางก็ยิ้มกับตนเองโดยที่ไม่ให้ผู้ที่อยู่ด้านหน้ารู้
…
เกี่ยวกับเรื่องคดีที่มันเกิดขึ้นกลายเป็นข่าวที่ใหญ่โตไปทั่วทั้งเมืองรวมไปถึงเมืองที่อยู่บริเวณรอบๆเองก็ล่วงรู้เกี่ยวกับข่าวที่ตระกูลโม่โดนสังหารไปทั้งตระกูล
หลังจากที่เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนั้นจบลงแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าผู้ใดนั้นเป็นคนลงมือสังหารคนตระกูลโม่แต่ว่ามองดูจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้อาการที่ช่วยเราเด็กๆที่โดนจับตัวไปออกมาได้มันก็ทำให้ผู้คนภายในเมืองนั้นรู้สึกสบายใจแล้ว
ความดีความชอบในครั้งนี้ยิ่งส่งเสริมให้ชื่อเสียงของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงยิ่งมีอำนาจมากขึ้น
และดูเหมือนว่าหลังจากที่ชื่อเสียงของนางนั้นมีมากขึ้นมันจะกลายเป็นที่ไม่พึงพอใจกับใครอีกหลายๆคนที่อยากจะให้อำนาจของนางตกต่ำลง
แต่พวกมันจะทำอันใดได้เล่าในสถานการณ์และเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยชื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่ที่ตอนนี้กำลังรุ่งเรืองเป็นอย่างมากทำให้พวกคนเหล่านั้นไม่สามารถทำอันใดได้กับนาง
เพียงแค่คิดร้ายกับนางก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่พวกมันคิดผิดมหันต์แล้วด้วยอำนาจของนางที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตอนนี้บวกกับอำนาจของบิดาของนางที่เป็นขุนนางอันดับ1 ของราชสำนักไม่มีผู้ใดที่ต่อกรกับตระกูลไป๋ได้
อีกอย่างมันเองก็เป็นอย่างที่ไป๋เฟิ่งให้คาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ในตอนแรกว่าคนที่ลงมือทำเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรเสียก็ไม่มีทางที่จะลงมือทำอีกครั้งอย่างแน่นอน
พวกมันพึ่งก่อเหตุการณ์ครั้งใหญ่ไปเพราะแบบนั้นพวกมันไม่เสี่ยงทำการลงมืออีกครั้งอย่างแน่นอน
ช่วงเวลานี้เลยกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสงบสุขสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง
ภายในกองทัพเองก็กำลังกลับมาเป็นเหมือนเดิมเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในตอนนี้มันทำให้ภายในกองทัพดูมีความมั่นคงมากขึ้นอีกระดับ
ซึ่งในครั้งนี้ถือว่าเป็นผลพลอยได้ของทางตระกูลไป๋เมื่ออีกฝ่ายลงมือพาดมันเองก็ถึงคราวที่ตัวของพวกนางนั้นจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
ไป๋เฟิ่งจัดการเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบแม้ว่าจะยังไม่ได้ลงมือกับคนที่สังหารคนตระกูลโม่แต่ว่าตัวของนางนั้นก็จัดการเกี่ยวกับเรื่องคดีทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในเมืองอย่างหมดจด
และแล้วมันเองก็ได้ผ่านไปหลายต่อหลายวันช่วงเวลานั้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก
ช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมาทั้งไป๋เฟิ่งและลู่หยางทั้งสองนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าเวลาที่พวกเขาทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันนั้นเหลือน้อยเต็มทน
อีกไม่นานก็เขาจำเป็นจะต้องแยกจากกันและเพราะแบบนั้นในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมามันเองก็ทำให้พวกเขานั้นออกมานัดเจอแล้วก็นัดพบอยู่อย่างบ่อยครั้ง
มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ลู่หยางพาไป๋เฟิ่งไปทำอะไรหลายอย่างที่นางไม่เคยทำภายในเมืองหลวงแห่งนี้ทั้งสองใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
และแล้วเวลานั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงในวันที่การรักษาของคุณชายตระกูลสวีสามารถรักษาได้เสร็จสิ้น
ตอนนี้คุณชายสวีหายดีเรียบร้อยแล้วร่างกายนั้นกลับมาเป็นปรกติโดยร่างกายของคุณชายสวีตอนนี้ไม่มีความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
การรักษาในครั้งนี้มันช่างวิเศษเป็นอย่างมากคุณชายสวีร่างกายหายเป็นปกติมันทำให้เถ้าแก่สวีที่มองเห็นหลานชายของตนเองหายดีนั้นเต็มไปด้วยความปิติยินดี
หลังจากที่กระบวนการรักษานั้นผ่านไปเรียบร้อยแล้วคุณเถ้าแก่สวีทำการก้มคารวะเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าขอบคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างใจจริง
ในขณะที่ต้มใบหน้าขอบคุณเขาด้วยตานั้นหลั่งน้ำตาแห่งความปิติยินดีออกมาที่มองเห็นหลานชายของตนเองนั้นหายดี
คุณชายน้อยสวีถือว่าเป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ของเถ้าแก่สวีถ้าเด็กผู้นี้ตายไปเถ้าแก่สวีผู้นี้คงจะไม่เหลืออันใดที่ยึดติดภายในชีวิตนี้
ลู่หยางหลังจากที่รักษาชีวิตของคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวีได้เขาเองก็เต็มไปด้วยความยินดีแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ต้องการสิ่งของตอบแทนแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหายดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเขาเองก็เปี่ยมล้นความสุขภายในจิตใจ
ลู่หยางหลังจากที่รักษาอาการของคุณชายน้อยผู้นี้สำเร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เตรียมการการเดินทางกลับเมือง
ขบวนการเดินทางได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างรวดเร็วใช้เวลาการจัดเตรียมเดินทางเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นก็สามารถจัดเตรียมกระบวนการเดินทางได้สำเร็จ
เช้าวันถัดมาขบวนการเดินทางนี้กำลังจะเดินทางออกจากจวนตระกูลเว่ยที่ตั้งอยู่ภายในเมืองหลวง
ในช่วงยามเช้าลู่หยางก้าวเท้าขึ้นไปบริเวณด้านบนรถม้าพร้อมกับให้ขบวนการเดินทางนั้น
จวนการเดินทางได้เดินทางออกจากโจรแห่งนั้นมุ่งตรงไปยังบริเวณนอกเมือง
ขบวนการเดินทางหลุดออกมาจากบริเวณด้านนอกประตูเมืองเรียบร้อยแล้วลู่หยางยกม่านภายในรถม้าของตนเองขึ้นแล้วก็ใช้ดวงตามองตรงไปบริเวณด้านหลังการเดินทางไปในครั้งนี้เขายังไม่ได้บอกลานางเลยแต่การเดินทางนะออกช่วงยามเช้าเกรงว่าจะไปรบกวนในเวลาทำงานของนาง
เพราะแบบนั้นเขาเลยเลือกที่จะเดินทางออกมาอย่างเงียบๆเท่านั้นดวงตาของเขามองตรงกับไปยังบริเวณประตูเมืองที่อยู่บริเวณด้านหลังแล้วก็ยกยิ้มที่มุมปาก
ก่อนที่อยู่ๆในขณะที่เขานั้นกำลังจะรถม้าของรถม้าลงรถมาที่กำลังเคลื่อนที่ไปด้านหน้ามันได้หยุดลงพร้อมกับมีเสียงของผู้ที่อยู่ด้านนอกตะโกนดังเข้ามา“ หยุด!!! ”
จบบท