สไปร์และวุ้นเส้นราวกับปลดปล่อย ขย่มไม่ได้หยุดพัก
นี่มันก็หนึ่งปีแล้วที่รู้จักเจมส์
กล่าวด้วยความสัตย์จริงทั้งคู่ชอบเขาครั้งแรกตั้งแต่เห็นหน้าบนเรือนของอาคม วันนี้ได้ดั่งสมใจหมาย มีเหรอที่จะไม่ตักตวงหาความสุขจนชื่นใจ
เช้าวันถัดมาที่ร้านอาหาร สองคนพยายามเอาอกเอาใจเขาใหญ่เลยเชียว
“คุณเจมส์ เรื่องเรือที่คุณพูดถึง เราสามารถเอาคลินิกไปไว้ที่นั่นได้ แล้วก็อย่างอื่นเองก็ได้ใช่ไหมคะ" วุ้นเส้นถาม เพราะว่าเธอเองก็มีธุรกิจอย่างอื่นที่ต้องดูแล มองเห็นโอกาสทองที่ชาวต่างชาติจะขึ้นเรือสำราญ ดังนั้นจึงอยากคว้าโอกาสนั้นไว้ในการขยายแบรนด์ให้กลายเป็นที่รู้จัก
“นั่นสิคะคุณเจมส์ คงไม่ใช่จะมีแต่แบรนด์ใหญ่ๆ หรอกใช่ไหมคะ ฉันเองก็อยากเอาสินค้าไปลงที่นั่น แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจคุณหรือเปล่า” สไปร์ส่งสายตาหวานหยาด ตักอาหารให้เขาไม่ขาด เอาอกเอาใจ ชนิดที่ว่าเจมส์ไม่ต้องตักด้วยตัวเอง กระทั่งแค่นั่งรอเคี้ยวอาหาร
“โดยส่วนตัวผมจะให้มีแต่แบรนด์ชั้นนำ แต่พวกคุณคือคนพิเศษ แน่นอนว่าผมจะให้ล็อคดีๆ กับพวกคุณ”
ได้ฟังคำนี้สองสาวพากันปลื้มปลิ่ม ดีใจกันยกใหญ่
“คุณเจมส์ ขอบคุณมากนะคะ”
“รักที่สุดเลย”
เจมส์ที่นั่งอยู่ในร้านอาหารกลายเป็นเป้าสายตาได้ไม่ยาก
ใครหลายคนคงคิดว่าเขาเป็นป๋าเลี้ยงผู้หญิงสวยตั้งสองคน กระเป๋าคงหนักมากแน่ ดังนั้นสาวๆ ในร้านที่ยังโสดจึงจ้องตาเป็นมัน หวังเป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขา
ช่วงบ่ายมีประชุมผู้ถือหุ้นรายปีที่ห้างเซ็นตร้า
เจมส์แยกกับสองสาวก็มาที่นี่ทันที
“คุณหญิง วันนี้คุณสวยยิ่งกว่าเมื่อวานอีกนะครับเนี่ย” เจมส์กล่าวคำทักทายตามมารยาท
ผู้หญิงตรงหน้าเพิ่งเจอหน้ากันหลัดๆ วันนี้อยู่ในชุดเดรสแบบเปิดไหล่สีขาว ใบหน้าพริ้มพราย หางคิ้วโค้งโก่งดังคันศร
“คุณเองก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ” หญิงเอามือปิดปากหัวร่อ “ว่าแต่...วันนี้ไม่เห็นเพื่อนของคุณเลยนะคะ ไม่ได้พามาด้วยเหรอ”
“อ้อ พวกเธอเองก็มีงานต้องทำน่ะครับ”
“นั่นสินะคะ งั้นเราเข้าไปกันเถอะค่ะ ทุกคนน่าจะมากันครบหมดแล้ว”
“เชิญครับ”
เจมส์เดินเคียงข้างเจ้าหล่อนเปิดประตูเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ มันตั้งอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นตร้า เป็นตึกที่แยกออกจากส่วนที่ขายสินค้า โดยเป็นตึกสูงที่มองเห็นวิวสวยๆ
เมื่อเข้ามาข้างในเขาพบกับผู้ถือหุ้นหลายคน โดยส่วนใหญ่มีแต่พวกตาแก่ผมขาว อายุน้อยที่สุดคงเป็นเขาและคุณหญิง
เจมส์นั่งลงข้างหญิง
เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ชายวัยกลางคนข้างๆ ทักทายเชิงถามคำถาม “ไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อน คุณคือ...”
“ผมก็เป็นผู้ถือหุ้นเหมือนคุณนั่นแหละ ไม่ต้องใส่ใจหรอก” เจมส์โบกมือ ไม่ให้ความสนใจชายวัยกลางคนเท่าไหร่นัก
ปฏิกิริยาของเขาทำให้ชายวัยกลางคนไม่พอใจ ส่วนคุณหญิงลอบหัวเราะในใจคิกคัก
“ให้ผมแนะนำตัว ผมชื่อจุฑาเทพ เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นห้างสรรพสินค้า...”
“เท่าไหร่...”
“อะไรนะ”
“หุ้น คุณถือหุ้นอยู่เท่าไหร่”
จุฑาเทพเลิกคิ้วด้วยความหยามเหยียด มองเจมส์ราวกับตัวตลก “0.1 เปอร์เซ็นต์...มันอาจจะฟังดูน้อยแต่เมื่อคิดตามมูลค่าทางตลาดของห้างสรรพสินค้าเซ็นตร้า...”
เจมส์ตัดบทเขาทันที “น้อยเกินไป คุณไม่ควรมานั่งอยู่ที่นี่ มันเกะกะผมรู้ไหม”
“อะไรนะ...น้อยงั้นเหรอ คุณรู้หรือเปล่าว่าห้างของเราราคาโดยรวมในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่เท่าไหร่ ถึงแม้หุ้นที่ผมถือจะมีไม่กี่ตัว แต่ว่ามันก็เป็นเงินจำนวนมหาศาล” จุฑาเทพค่อนข้างไม่พอใจ สีหน้าถมึงความตึงเครียด มองว่าเจมส์กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง
“หึหึ คุณเทพใจเย็นๆ นะคะ คุณเจมส์ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น เขาแค่อยากจะพูดว่า เหลือบไลอย่างคุณน่ะ รีบๆ ออกไปจากที่นี่เถอะค่ะ ขัดหูขัดตาชะมัด” หญิงไม่ใช่คนที่พูดมาก แต่พอได้พูดถึงกับแสบทรวงอก ทำให้จุฑาาเทพหน้าร้อนผ่าว อับอายจนแทบไม่มีหน้า
“พูดแบบนี้แสดงว่าคุณถือหุ้นมากกว่าเขาละสิ”
ใครอีกคนหนึ่งเข้าร่วมบทสนทนา
หญิงมองคนที่เข้ามาสอด หัวเราะมุมปากเล็กๆ
“คุณธนภพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณ อยู่เงียบๆ อย่างเจียมตัวดีกว่าคะ”
“นี่คุณ...พวกเด็ก!...” ธนภพอยากสบถคำหยาบแต่ต้องจนด้วยเกล้า ที่นี่คือห้องประชุมใหญ่ มีแต่คนมีอำนาจถึงจะเข้ามาที่นี่ได้ เขาไม่สามารถทำตัวเองให้ตกต่ำด้วยคำพูดถ่อยๆ ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนคำหยาบคายที่หญิงแสดงออกมา
“ท่านประธานมาแล้ว”
ไม่รู้ว่าใครพูดขึ้นแต่ประตูห้องได้เปิดแล้ว
มีชายวัยใกล้ฝั่งเดินหลังค่อมมาที่เก้าอี้ตัวใหญ่ เขานั่งอยู่ตรงมุมสุดของโต๊ะตัวยาว ด้านข้างมีผู้หญิงคนหนึ่งคอยประคอง นอกจากนั้นเขายังมาพร้อมกับชายในชุดสูทวัยกลางคน หน้าตาคล้ายกันหมด น่าจะเป็นญาติในเครือ
“คุณเจมส์ ที่เห็นยืนอยู่ข้างกันทั้งหมดนั่น พวกเขานามสกุลพิศาลเจริญโรจน์ โดยคนที่นั่งอยู่ตรงกลางชื่อว่า...เมธากร เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ห้างสรรพสินค้าเซ็นตร้า....”
เจมส์นั่งฟังเงียบๆ แค่อมยิ้มบางๆ
ข้อมูลที่หญิงเอ่ยมันก็แค่ข้อมูลทั่วไป ซึ่งหาได้ในโลกโซเชียลได้ไม่ยาก โดยส่วนหนึ่งลูกหลานบ้านพิศาลเจริญโรจน์เป็นดารา บ้างก็เป็นนักแสดง ไม่ก็ทำธุรกิจของตัวเอง และหรือเข้ามาบริหารธุรกิจในเครือบริษัท
“เริ่มประชุม” เมธากรกล่าว เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางเหนื่อยล้า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อสถานการณ์ตอนนี้ของห้างเซ็นตร้ากำลังถึงวิกฤติตกต่ำลงในรอบหลายสิบปี
หลายฝ่ายเริ่มหยิบยกข้อเสนอขี้นมา โดยหวังว่าจะถูกใจผู้ถือหุ้นรายใหญ่
เมธากรเพียงนั่งฟังตรงนั้นเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่มีคนคอยจดทุกคำลงบนกระดาษให้เขาดูรายละเอียดภายหลัง
การประชุมดำเนินผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เมธากรหันไปมองเจมส์ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “คุณรวีนนท์ วิวัฒน์ธาราโชติ เป็นยังไงบ้าง สำหรับการประชุมครั้งแรกในฐานะผู้ถือหุ้นห้างเซ็นตร้า”
มีใครหลายคนในที่นี้ที่สงสัยตัวตนของเจมส์ ดังนั้นพอเห็นว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่เปิดปากถามกลางที่ประชุม ก็หันไปมองเขาเป็นสายตาเดียวกัน
“ก็สนุกดีครับ แต่ผมไม่ชอบเลย ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้ามาร่วมประชุมด้วย” เจมส์ตอบเถรตรง พร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก
คำพูดของเขาทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย
พวกเขาเองก็อยากมีสิทธิ์มีเสียงในการชี้นำบริษัท แต่ถ้าหากสิทธิถูกริบรอน จะกล้าคุยโม้ได้ยังไงว่าได้เข้าประชุมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อประเทศ
“โอ้...ทำไมคุณถึงไม่อยากให้พวกเขาเข้าร่วมประชุมล่ะ บอกผมได้หรือเปล่า” เมธากรไม่ได้ยิ้ม หากแต่มองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“ไม่มีอะไรมาก ผมแค่รู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ในที่แคบๆ โดยเฉพาะกับคนสูงวัย นอกจากนั้น...ด้วยสถานการณ์ของห้างสรรพสินค้าเราในตอนนี้ หุ้นเล็กๆ จะทำกำไรต่อปีได้เท่าไหร่กันเชียว ไม่สู้เทหุ้นไปทำธุรกิจอื่น ผมว่าน่าจะเข้าท่ากว่า ว่างั้นไหมครับผู้ถือหุ้นรายใหญ่”
เจมส์ที่นั่งอยู่ตรงนั้นยังคงมองเมธากร ไม่เหมือนกับผู้ถือหุ้นคนอื่นที่คอยหลุบตาลงเพราะกลัว แต่ในสายตาของเขา ห้างสรรพสินค้าเซ็นตร้ากำลังจะถูกเปลี่ยนมือเท่านั้นเอง
“ฮ่าฮ่า คุณ...ล้อเล่นแล้ว สถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ไม่มีเหตุผลต้องเทหุ้น พวกคุณตกใจกันเกินไป ปีที่แล้วรายได้เราติดลบก็จริงแต่ปีนี้เชื่อเถอะว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้น” เมธากรยิ้มกล่าว เพื่อให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยกับการถือหุ้นในกลุ่มของตน
เจมส์ยักคิ้วข้างหนึ่ง ไม่ได้ร่วมสนทนาอีก แค่นั่งข้างคุณหญิงเงียบๆ ปล่อยให้พวกตาแก่โม้ไป กระทั่งประชุมเสร็จ ชายคนหนึ่งได้เดินเข้ามาข้างๆ กระซิบเสียงแผ่วว่า
“ผมไม่รู้ว่าเบื้องหลังคุณมีใครบ้าง แต่ระวังตัวไว้ บ้านพิศาลเจริญโรจน์ของผม ไม่ใช่ใครก็รังแกได้”
พูดจบเขาจงใจใช้ไหล่กระแทกไหล่เจมส์ แต่เป็นเขาเสียเองที่ต้องเจ็บตัว กระดูกไหปลาร้าแทบหัก แต่ต้องกลั้นสีหน้าไว้ รีบวิ่งออกไประบายความเจ็บที่อื่นเพราะกลัวคนจะรู้
“นั่นคือคุณมีน ลูกชายของคุณเมธากร” คุณหญิงที่อยู่ข้างๆ บอก
“ดูพวกเขาคงโกรธคุณมาก คุณไม่น่าพูดแบบนั้นในที่ประชุมเลย”
เจมส์ยักไหล่หน่อยนึง
“มันเรื่องจริงนี่นา ถึงยังไงซะที่นี่ก็ได้แต่รอวันล่มสลาย คุณเองก็เถอะ รีบๆ ขายหุ้นนั่นซะ จะได้ไม่เจ็บตัวภายหลัง”
“หึหึ ฉันพอจะรู้เบื้องหลังคุณมาบ้าง จากที่คุณพูดแบบนั้นแสดงว่าในอนาคตมันอาจเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับห้างของเรา ฉันละอยากจะรู้จริงๆ ว่าคุณจะล้มพวกเขาได้ยังไง”
หญิงไม่เพียงเป็นนักธุรกิจที่ฉลาด แต่ยังกล้าบ้าบิ่นเลือกข้างเจมส์ ถึงได้เดินเข้ามาควงแขน ทำให้คนบ้านพิศาลเจริญโรจน์ที่เห็นเธอไม่ค่อยพอใจ
เจมส์มองร่องอกขาวที่อยู่ใต้วงแขน ขนาดไม่เล็กหรือใหญ่เกินพอดี เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่งที่ผู้ชายต้องเหลียวมอง
“ไปกินข้าวกันเถอะค่ะ คุณจำได้หรือเปล่าคุณบอกว่าจะเลี้ยงฉัน”
“แน่นอนผมจะเลี้ยง อยากกินอะไรวันนี้บอกมาได้เลย”
เจมส์ตอบสนองด้วยการโอบเอวเธอเข้ามา หญิงอมยิ้มน้อยๆ ให้กับการกระทำของเขา
“งั้นไม่เกรงใจแล้วนะคะ”