บทที่ 43 รอดพ้นจากองค์รัชทายาท
ใต้แสงอาทิตย์ที่ร้อนแรง ลู่จือฉิงยื่นมือออกไปหาชิวหลินรุ่ย เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วก็ยื่นมือออกมาจับมือนางไว้
นี่เป็นครั้งแรกลู่จือฉิงได้จับมือเขา ถึงแม้ว่าทั้งสองจะเคยจูบกันครั้งหนึ่งแล้วตอนที่อยู่ที่จวนอ๋องรุ่ย จูบก่อนแล้วค่อยจับมือดูเหมือนว่าขั้นตอนจะไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่
แต่ในตอนนั้นลู่จือฉิงไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้ มือของชิวหลินรุ่ยเย็นมาก ทั้งๆ ที่ตอนนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแล้วแท้ๆ แต่ลู่จือฉิงกลับรู้สึกเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว
ช่างเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ไร้ความรู้สึกจริงๆ
มือของลู่จือฉิงอุ่นมาก ทำให้มือข้างนั้นยิ่งเย็นชา เจ้าของมือหนาไม่สนใจความร้อนของลู่จือฉิงเลย เขาออกแรงดึงนางขึ้นมาจากพื้นเพื่อขึ้นหลังม้า
เนื่องจากชิวหลินรุ่ยเป็นคนควบคุมม้าเซี่ยมู่จึงได้นั่งอยู่ด้านหน้า
สุด ลู่จือฉิงอยู่ตรงกลางและชิวหลินรุ่ยอยู่ด้านหลังสุด
ในตอนนี้ไม่เพียงแต่มือของลู่จือฉิงจะร้อนผ่าวเท่านั้น แต่ใบหน้าของนางก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาด้วย เพราะท่าทางการนั่งของทั้งสามคนนั้นเบียดเสียดกันมาก ลู่จือฉิงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ควรจะรู้สึก
บางสิ่งที่ไม่ควรจะรู้สึกนั้นทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นไปทั้งตัว ใบหน้าของนางร้อนผ่าวราวกับทาแป้งแดงไปสามชั้น แต่นางก็ไม่สามารถแสดงท่าทีอะไรออกมาได้ เพราะกลัวว่าชิวหลินรุ่ยจะสังเกตเห็นเข้า แล้วคิดว่านางเป็นผู้หญิงเรียบร้อยที่ชอบคิดเรื่องลามกอนาจาร
ยิ่งพยายามไม่คิดใบหน้าของนางก็ยิ่งร้อนผ่าวขึ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมานั้นก็ทำให้นางหยุดความรู้สึกนั้นลง ลู่จือฉิงกำลังคิดฟุ้งซ่าน อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนโพล่งออกมาจากด้านหลัง “อยู่ตรงนั้น! รีบตามไป จับตัวนางเอาไว้ อย่าให้นางหนีไปได้!”
ลู่จือฉิงจำเสียงนี้ได้นี่คือเสียงขององค์รัชทายาทพวกนางถูกพบเข้าแล้ว เป็นเพราะเมื่อกี้นางตะโกนออกไปเองแท้ๆ ตอนนี้จะทำอย่างไรดี
ชิวหลินรุ่ย แยกตัวออกจากกองทัพแล้วกลับมาเอง ทหารเอกของจวนอ๋องรุ่ยก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ตอนนี้พวกเขาก็กลับมาไม่ทันแล้วองค์รัชทายาท อยู่ข้างหลังคงจะไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่
ลู่จือฉิงคิดในใจว่านี่มันอุกอาจเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่นางคือสายลับของจวนอ๋องรุ่ย แต่คนตำหนักบูรพาถึงกับกล้าแย่งคนจากมือของท่านอ๋องรุ่ย ต่อหน้าต่อตาแบบนี้เชียวรึ!
คนพวกนี้ไม่สนใจกฎหมายบ้านเมืองเลยสักนิด นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ลู่จือฉิงรู้ว่าคนตำหนักบูรพานั้นเหิมเกริมเพียงใด แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา
ชิวหลินรุ่ยใช้ขายาวๆ เตะท้องม้า อาศัยฝีมือการขี่ม้าที่ยอดเยี่ยมควบม้าไปข้างหน้า ม้าตัวนี้ก็เป็นม้าชั้นดีแม้จะต้องแยกคนถึงสามคน แต่ความเร็วก็ยังไม่ลดลง
ชิวหลินเหม่าเห็นดังนั้นก็รู้ว่าม้าของตนคงตามไม่ทันแน่ๆ จึงหันไปมองทหารองครักษ์ข้างกาย มุมปากเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา ม้าของเจ้าจะเร็วสักแค่ไหน จะเร็วเท่าลูกธนูของข้าหรือไม่?
เขาหยิบลูกธนูขึ้นมาจากมือขององครักษ์ข้างกาย แล้ววางลูกธนูลงบนคันธนู แม่ทัพที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ตกใจจนหน้าซีด รีบคว้าคันธนูไว้ราวกับคนเสียสติ “องค์รัชทายาท พระองค์จะทำเช่นนี้ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ นั่นคือองค์ชายสาม หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา พระองค์…”
“หลบไป!” ชิวหลินเหม่าผลักแม่ทัพที่อยู่ข้างๆ ออกไป เขาตั้งใจที่จะทำตามใจตัวเอง หากปล่อยให้ชิวหลินรุ่ยพาเด็กคนนี้กลับไปได้ หากฝ่าบาททรงเชื่อว่าเด็กคนนี้คือพระราชนัดดาของพระองค์จริงๆ ตำแหน่งรัชทายาทของเขาก็คงจะไม่มั่นคงอีกต่อไป
ตอนนี้ถึงแม้จะมีองค์ชายที่ไม่ได้รับความโปรดปรานตายไปก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ตราบใดที่เขายังคงเป็นองค์รัชทายาท ตราบใดที่พระมารดายังอยู่ ฝ่าบาทก็จะไม่ทรงทำอะไรเขา
คันธนูถูกดึงจนสุดแล้ว ปลายลูกธนูอาบด้วยยาพิษร้ายแรง ลูกธนูที่ออกมาจากตำหนักบูรพามักจะมีพิษ เหมือนกับชิวหลินเหม่าที่ทั้งร้ายกาจและโหดเหี้ยม
เพียงปล่อยมือขวา ลูกธนูก็พุ่งทะยานด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ ไล่ตาม ชิวหลินรุ่ยที่อยู่ไกลออกไปขอเพียงแค่สัมผัสถูกตัว ชิวหลินรุ่ยก็จะต้องสิ้นชีพอย่างไม่ต้องสงสัย
ลูกธนูที่บรรจุความหวังอันไร้ขอบเขตของ ชิวหลินเหม่าไล่ตามชิวหลินรุ่ยเกือบจะทัน ดวงตาของชิวหลินเหม่าเบิกกว้าง ต้องยิงโดน ต้องยิงโดนให้ได้!
ในเวลานั้นลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของชิวหลินรุ่ย ไม่อาจล่วงรู้ถึงเหตุการณ์เบื้องหลัง ทว่าในตอนนั้นเองหูของชิวหลินรุ่ย ก็ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวมาแต่ไกล
เสียงลมที่แหวกอากาศเช่นนั้น คงเป็นเสียงของลูกธนูที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วอย่างแน่นอน ชิวหลินรุ่ยรู้จักพี่ชายของเขาคนนี้ดี เรื่องฆ่าพี่น้องกันเอง คนอื่นอาจจะทำไม่ได้ แต่เขาคนนั้นทำได้อย่างแน่นอน
ด้วยประสบการณ์เกี่ยวกับลูกธนู ชิวหลินรุ่ยจึงสามารถตัดสินได้อย่างแม่นยำว่าลูกธนูมาถึงตำแหน่งใดแล้ว และพุ่งมาจากทิศทางใด
ในชั่วพริบตาที่ลูกธนูเกือบถึงหลัง ชิวหลินรุ่ยก็บังคับม้าหันกลับไปอีกทางอย่างรวดเร็วและน่าเหลือเชื่อ
ม้าลื่นไถลไปกับพื้นทั้งตัวหลบไปด้านข้าง ลูกธนูเฉียดผ่านเสื้อผ้าของ ชิวหลินรุ่ย ไป บุคคลทั้งสามบนหลังม้าปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
ด้วยการหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่จึงไม่ทันได้ตั้งตัวเซี่ยมู่ ก้มต่ำจึงไม่เป็นอะไร แต่ลู่จือฉิงเสียหลักเกือบตกจากหลังม้า ทว่าในจังหวะที่คิดว่าตนเองกำลังจะร่วงหล่น ก็มีมือหนึ่งยื่นมาจากข้างหลัง
มือคู่นั้นประคองเอวของนางไว้ ลู่จือฉิงตัวแข็งทื่อนางย่อมรู้ว่าเป็นมือของผู้ใด แม้จะผ่านผ้าหลายชั้นนางก็ยังรู้สึกถึงไอเย็นยะเยือกจากมือคู่นั้น
ชิวหลินรุ่ยยื่นมือประคองลู่จือฉิงที่เกือบร่วงหล่น ก่อนจะวางมือกลับไปที่บังเหียนม้า ลู่จือฉิงเงยหน้าขึ้นจึงได้เห็นลูกธนูที่ตกลงบนพื้น
ที่แท้การหันม้าอย่างกะทันหันก็เพราะมีลูกธนูพุ่งมาจากข้างหลัง ลู่จือฉิงคิดในใจว่าองค์รัชทายาทผู้นี้ ช่างโหดร้ายเกินไปแล้ว อีกใจหนึ่งก็นึกชื่นชมชิวหลินรุ่ยที่เก่งกาจยิ่งนัก
ในขณะที่คนของทั้งสองฝ่ายต่างก็คิดว่าอ๋องรุ่ยคือเทพเจ้าจุติมาเกิด ชิวหลินรุ่ยกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย หันช้าไปหน่อยเลยทำให้เสื้อตัวใหม่ขาดเสียแล้ว
ชิวหลินเหม่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ปาธนูลงกับพื้นอย่างแรง ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและเกลียดชัง ‘ชิวหลินรุ่ยครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน ครั้งหน้าคงไม่ง่ายเช่นนี้แน่!’
จวนอ๋องรุ่ย
เมื่อพ่อบ้านเห็นชิวหลินรุ่ยกลับมาก็ดีใจยิ่งนัก มองไปก็เห็นสตรีที่หน้าตาเหมือนกับพระชายาราวกับแกะ และเด็กน้อยที่เฉลียวฉลาดคนนั้น
เมื่อเห็นทั้งสามกลับมาพร้อมกัน พ่อบ้านจึงลากเสียงยาว “ท่านอ๋องรุ่ย กลับจวนแล้ว”
ในที่สุดจวนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ชิวหลินรุ่ยพาลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ เดินเข้าไปในจวน
แปลกมากตอนที่หนีไปนั้น นางกลับรู้สึกว่าถ้าถูกจับได้ก็คงไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น ต้องหนีไปให้ไกลที่สุด ยิ่งไกลยิ่งดี ตราบใดที่อ๋องรุ่ยยังมีชีวิตอยู่ก็อย่าได้กลับมายังเมืองหลวงอีก
แต่พอกลับมาในวันนี้นางกลับไม่รู้สึกกลัวอย่างที่คิด กลับรู้สึกสงบ สบายใจ และ... อุ่นใจ ลู่จือชิงไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นมาจากไหน อาจเป็นเพราะความรู้สึกกดดันที่ได้รับจากองค์รัชทายาทเมื่อสักครู่นี้ เมื่อเทียบกับที่นี่แล้ว ที่นี่จึงดูดีกว่ามาก ลู่จือชิงทำได้เพียงแค่คิดแบบนั้น
เซี่ยมู่ยิ่งดีใจใหญ่ เมื่อได้กลับมายังจวนอ๋องรุ่ย เขาดีใจราวกับปลากลับสู่ผืนน้ำ เด็กน้อยผู้นี้ในครั้งที่ท่านแม่ของเขาคิดจะหนีไปเขาก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไปกับท่านแม่ แต่ในใจนั้นเขาไม่อยากจากที่นี่ไปเลย
ชิวหลินรุ่ยพาพวกนางกลับมายังห้องโถงด้านหน้า แจกันลายครามในห้องโถง ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมเหมือนครั้งก่อน แจกันใบเดิมแต่ดอกไม้ที่ปักไว้กลับเหี่ยวเฉาแต่ก็ยังตั้งไว้ที่เดิม ลู่จือฉิงเป็นคนที่จัดวางไว้ไม่อยากเชื่อเลยว่าอ๋องรุ่ยยังคงเก็บมันไว้
ชิวหลินรุ่ยนั่งลงบนเก้าอี้ ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่เขาสวมใส่ ทำให้ดวงตาของเขาดูอมฟ้าเล็กน้อย เหมือนกับท้องทะเลสีครามที่กว้างใหญ่ไพศาล เพียงแต่ท้องทะเลแห่งนี้ดูสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ
ลู่จือฉิงยังคงจูงมือเซี่ยมู่ยืนอยู่กลางห้องโถง ชิวหลินรุ่ยไม่อนุญาตให้พวกนางนั่ง พวกนางก็ไม่กล้านั่งลง แต่ชิวหลินรุ่ยกลับไม่พูดอะไรออกมาเลย การใช้ความเงียบเช่นนี้เป็นการทรมานที่สุด รอคอยให้ความอดทนของคนเราหมดไป
ลู่จือชิงไม่มีความอดทนที่จะมาเสียเวลาแบบนี้ เธอจึงได้แต่พูดความจริงออกมา “ข้าไม่สามารถบอกท่านได้หรอกว่าใครอยู่เบื้องหลัง เรื่องทั้งหมดข้าแต่งขึ้นมาเอง ถึงท่านจะบังคับอย่างไร ข้าก็บอกไม่ได้อยู่ดี”
ชิวหลินรุ่ยเงยหน้ามองนางเซี่ยมู่เองก็เช่นกัน ลู่จือฉิงทำสีหน้าเฉยชา โกหกอย่างตรงไปตรงมาไม่อายฟ้าดิน นี่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจะทำอะไรข้าได้
ไม่คิดว่าชิวหลินรุ่ยจะไม่ติดใจในเรื่องนี้เสียงของเขาเย็นชาจนแทบเป็นน้ำแข็ง “ต่อไปเจ้ากับเซี่ยมู่ก็พักอยู่ที่นี่ หากไม่มีคำสั่งหรือได้รับอนุญาตห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ห้ามพบผู้ใดทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องทำตามคำสั่งของข้า ห้ามขัดขืน”
ลู่จือฉิงถึงกับตะลึง นี่มันเรื่องอะไรกัน? ตั้งแต่โลกปัจจุบันมาถึงโลก โบราณลู่จือฉิงไม่เคยพบเจอคนเอาแต่ใจเช่นนี้! เมื่อพบเจอคนเอาแต่ใจเช่นนี้ ย่อมต้องต่อต้าน!
ลู่จือฉิงจ้องเขม็พร้อมสู้ตาย “เหตุใดข้าต้องทำตามคำสั่งของท่านด้วย!”
“เพราะเจ้าคือพระชายาของข้า” น้ำเสียงไร้ความรู้สึกแม้จะพูดว่าเจ้าคือศัตรูของข้า น้ำเสียงก็คงไม่ต่างกัน
แต่ไม่ว่าน้ำเสียงจะเป็นแบบไหน เนื้อหาก็ช่างน่าเหลือเชื่อ ลู่จือชิงเกือบจะคิดว่าตัวเองฟังผิดไปแล้ว เขาพูดว่าอะไรนะ เจ้าคือชายาของข้า ชายาอะไรกัน? ตอนไหนกัน เมื่อไหร่กัน เคยตกลงกันไว้ก่อนหรือ?
คำถามนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในหัวราวกับปมเชือกที่แก้ไม่ออก เซี่ยมู่กลับตื่นเต้นดีใจ ถึงกับร้อง ‘ฮู้วว…’ ออกมาเบาๆ
ลู่จือชิงก้มหน้าลงมองเขาอย่างดุร้าย เจ้าจะยอมขายแม่เพื่อที่จะได้เป็นลูกขุนนางไม่ได้นะ อยู่นิ่งๆ ห้ามพูดอะไรทั้งนั้น
ลู่จือชิงถึงกับสมองตื้อไปพักหนึ่ง กว่าจะตั้งสติได้ “ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
ดูเหมือนนางยังไม่เข้าใจ วันนี้ชิวหลินรุ่ย อารมณ์ดีเป็นพิเศษจึงทวนให้อีกครั้ง “เจ้าคือพระชายาของข้า ต้องทำตามคำสั่งของข้าทุกอย่าง”