ถ้าไม่มีหนังสือบ้านี่ฉันคงได้สละโสดพร้อมกับสละซิงไปแล้ว
ฉันฮึดฮัดเก็บมันกลับเข้าซอกโต๊ะตามเดิม ถึงอยากเผาทิ้งก็ทำไม่ได้
สุดท้ายก็ถอนหายใจเบาๆ เท่านั้น
ไม่รู้จริงๆ ว่านิยายเื่นี้มันขายดีได้ยังไง
นิยายเื่ ‘ฉันจะเป็เ้าชายในร้านชาของเธอ’ เื่ราวที่นักอ่านทั้งหลายพากันอดข้าวอดน้ำซื้อทั้งเล่มหลักเล่มพิเศษ โฟโต้การ์ดและอีกมากมาย
แต่ฉันเนี่ยคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายตังค์ก็เพราะลีลาวาจาของคนขายล้วนๆ
เื่ราวเกี่ยวกับเ้าชายรัชทายาทของฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อนที่โดนปล้นบัลลังก์จนตัวเองต้องกลายไปเป็แม่ทัพสร้างชื่อให้ฮ่องเต้ใจหมาที่ฆ่าแม่ตัวเอง
โน อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นิยายาการเมืองอะไรเทือกนั้น
นอกจากพ่อพระเอกคนดี๊คนดีจะไม่คิดแก้แค้นสักนิด วันดีคืนดีก็ไปปิ๊งรักสาวเ้าของโรงน้ำชานอกวัง ตามจีบตามจ้องตามหยอดเขาไปแล้วครึ่งเื่ แล้วก็ตัดจบปิ๊งด้วยอุปสรรคเื่ฐานันดรทำให้เรารักกันไม่ได้ พ่อพระเอกถึงได้มีใจแย่งชิงบัลลังก์คืนมา
ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นฉันอ่านกี่ทีก็ยิ่งขัดอกขัดใจ พ่อคนดีศรีสังคมเล่นจะสละทุกสิ่งอย่างมาเป็สามัญชนลูกเดียว
เป็แม่ทัพก็ภักดีสร้างชื่อให้ศัตรู แม่โดนฆ่าก็ไม่โกรธ สาวที่ชอบโดนรังแกแทนที่จะกุมอำนาจคุณพระเอกกลับจะสลัดทิ้งมากัดก้อนเกลือกินด้วยกัน
มันมีความเมคเซ้นส์ตรงไหนให้นิยายเื่นี้มันขายดี???
ไม่ต้องรอให้ไปถึงท้ายเื่แค่อ่านต้นเื่ก็ไม่ควรซื้อแล้วไหม
อยากย้อนเวลากลับไปวันนั้นแล้วกำตังค์ตัวเองไว้เหมือนกัน
แล้วทำไมมันถึงทำฉันอกหักได้น่ะเหรอ รู้จักคำว่าตัวกาลกิณีไหม วันๆ ที่มาทำงานไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ นอกจากฟังพี่ปรีโต๊ะซ้ายกับพี่เฟิร์นโต๊ะขวาเม้าท์มอยโวยวายกุ้งหอยปูปลา ความบันเทิงเดียวที่มีก็คือนิยายที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อแต่ถูกยัดเยียดขายมาเมื่อหลายปีก่อน กระทั่งเมื่อเห็นเขาครั้งแรกฉันก็ตกหลุมรัก ผู้ชายอบอุ่นใจดีที่เป็เซฟโซนคนเดียวของฉัน เขาคอยมาถามฉันตลอดเลยว่าเหนื่อยไหม งานเยอะไหม
เขาชอบฉัน เขามีใจ
แต่แล้วก็เหมือนสายฟ้าฟาดผ่ากลางกระบาลเมื่อจู่ๆ คนที่เคยมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันก็ตีตัวออกห่าง จนฉันทนไม่ไหวอีกต่อไป
‘่นี้คุณยุ่งมากเหรอคะ ถึงไม่ทักทายฉันเลย’ ฉันเดินตามมาถามเขาตรงๆ ขณะที่เขานั่งทำงานอยู่ที่แผนกบัญชี
แต่พอฟังคำตอบเท่านั้นแหละตรรกะและเหตุผลในตัวของฉันมันก็พังครืน
‘อ๋อ ที่ผมไม่คุยด้วยเพราะกลัวจะกวนคุณอ่านหนังสือน่ะ’
ฉันจ้องตาถามหาการล้อเล่นจากเขา แต่ไม่มีเลย
นกผู้เพราะหนังสือผุๆ เน่าๆ เล่มหนึ่งอ่ะนะ
ใครจะไปยอม
ฉันตั้งสติได้ก็กำลังจะอ้าปากแก้ตัว แต่ตอนนั้นเองที่หัวหน้าหน่วยเข้ามาคุยงานกับเขากะทันหันจนฉันต้องถอยออกมายืนห่าง
เท่านั้นไม่พอ ผู้จัดการของฉันก็เข้ามาฉกแขนเขาไปควงต่อหน้าต่อตาจนฉันปวดใจ
ไม่ทันได้ประมวลผลหรือตั้งสติได้ ฉันก็รู้สึกว่าหูมันอื้อไปหมดเลย
“ทุกคนครับ ผมกับผู้จัดการคบกันแล้วนะครับ”
เป็ไปไม่ได้!
ผู้จัดการก็รู้ความรู้สึกของฉันนี่ แล้วทำไม…
ทว่าพอสายตาผู้จัดการมองมาที่ฉัน ฉันก็รู้ทันทีว่าฉันอ่อนต่อโลกมากเกินไป ใบหน้าที่เคยนับถือปรากฏรอยยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะเอียงหัวไปซบไหล่เขาต่อหน้าต่อตา แถมยังไล่สายตาทิ่มหัวจรดเท้าของฉันเหมือนกำลังถากถางเยาะเย้ย
ฉันกับผู้จัดการไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน ที่ผ่านมาเขาช่วยป้อนงานให้ฉันด้วยซ้ำ ทั้งยังใจดีสอนงานให้แล้วบอกว่าฉันจะได้เลื่อนขั้นเร็วๆ อีก
แต่ตอนนี้ผู้หญิงตรงหน้าเป็ใคร ต้องมีตัวอะไรมาสิงผู้จัดการแน่
ใครมันจะเปลี่ยนจากนางร้ายในรูปพี่สาวใจดีได้ตั้งหลายปี
และถ้าไม่มีหนังสือนิยายเล่มนี้ บางทีฉันก็อาจจะยังมีสิทธิ์
.
.
.
ปึง! เอกสารปึกใหญ่วางลงบนโต๊ะ
ผู้จัดการ ‘รายงานอันนี้ต้องส่งฉันก่อนเริ่มงานวันนี้’
รายงานนี้ไม่ใช่เอาไว้ใช้ตอนประชุมบอร์ดเดือนหน้าเหรอ
.
.
.
‘เลิกงานแล้ว กลับ…’
ผู้จัดการ ‘เอกสาร Project ที่ต้องสรุปตอนประชุม ฉันให้เวลาทำแค่ 3 วันนะ’
‘แต่หัวหน้าคะ ตอนนี้หมดเวลางานแล้ว ตามโพรเสจของบริษัทงานมันไม่ได้เร่ง…’
‘ชู่ว’ หล่อนยกยิ้มแล้วพูดแทรก ‘เ้าแมลงวันที่น่ารัก เธอรู้ใช่ไหมว่าถ้าฉันหักคะแนนประเมิน สุดท้ายคนที่ถูกไล่ออกก็จะถูกบอยคอร์ดจากทุกบริษัท’
สุดท้ายฉันก็ได้แต่นั่งทำงานงกๆ มาหลายอาทิตย์แล้ว
“โว้ว ทำงานหนักจังเลยนะมะปราง อย่าลืมพักบ้างล่ะ” ผู้ชายคนที่ฉันแอบชอบ คนที่ฉันเลี่ยงการเผชิญหน้ามาตลอดั้แ่วันนั้น พอเขามาใส่ใจกันแบบนี้ฉันก็อดที่จะยิ้มดีใจไม่ได้จริงๆ
ทว่า รอยยิ้มของฉันก็ต้องค้างเติ่งก่อนจะเจื่อนลง
“ผมฝากทำส่วนของผมทีนะ ผมก็ไม่อยากรบกวนรุ่นน้องหรอก แต่รุ่นน้องช่วยรุ่นพี่นิดๆ หน่อยๆ ก็เป็เื่ปกตินี่”
เขาวางเอกสารอีกกองใหญ่ลงบนโต๊ะมั่นใจว่าฉันไม่มีทางปฏิเสธ
นาฬิกาตีเข็มสั้นกับเข็มยาวเคลื่อนผ่านไป ฉันคิดว่าเวลาผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่แต่พอดูอีกทีก็ตีห้าแล้ว
คนอื่นได้กลับบ้านแต่ฉันนั่งทำงานที่บริษัทยันเช้า ฉันทุบๆ บ่าหลังของตัวเองย้ำๆ คลายความปวดเมื่อย
“ดึกขนาดนี้แล้วเหรอ! โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว กลับบ้านไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วค่อยมาใหม่ดีกว่า”
แต่ว่าพอลุกขึ้นยิ่งก้าวขา บ้านและสิ่งแวดล้อมตรงหน้าก็ยิ่งเบลอ ยิ่งหมุนจนภาพบิดเบี้ยว เสียงปริศนาของใครบางคนก็ลอยเข้ามาในหู
แต่จะมีใครมาอยู่บริษัทเวลานี้ ฉันรีบพิงกำแพงทรงตัว
“ต่อไปจะไม่กินกาแฟเป็สิบแก้วแบบนี้แล้ว เมากาแฟแน่ๆ หูก็เพี้ยนไปแล้วมั้งเนี่ย หึ ถ้ามีเสียงคนพูดจริงๆ ก็ผีแล้วล่ะ”
‘โลกนี้ไม่มีใครรักข้าเหมือนท่านอีกแล้ว ฮึกๆ’
เสียงนั้นชัดขึ้นจนในที่สุดก็ฟังออกเป็คำเสียที
“เสียงใครเข้ามาในหัวตอนนี้เนี่ย อย่าร้องไห้ได้ไหม”
พูดอะไรเหมือนพระเอกนิยายไปได้
ฉันปวดหัวรุนแรงจนทรุดลง พยายามจะอ้าปากเรียกให้คนมาช่วย แต่กลับได้ยินแต่เสียงปริศนาพูดประโยคเดิมนั่นซ้ำไปมาก้องในหัว
พระเอกลูกกตัญญูคนนั้น…