ตอนที่ 1 เผ่าจันทรา
เมื่อร้อยปีก่อนมีเื่เล่าสืบทอดต่อกันมาในแคว้นต้าจินว่า มีเผ่าลึกลับแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “เผ่าจันทรา” เผ่าที่ผู้คนต่างนับถือและศรัทธาในดวงจันทร์
ผู้คนในเผ่าล้วนแต่เป็ผู้หญิง ว่ากันว่าเืของหญิงเผ่าจันทรานั้นสามารถช่วยให้คนที่ตายแล้ว สามารถฟื้นขึ้นมามีชีวิตได้อีกครั้ง
แต่นี้ก็เป็เื่เล่าของเมื่อร้อยปีก่อน จะเป็เท็จหรือเื่จริงนั้นล้วนไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้
ตอนนี้ภายในเมืองหลวงของแคว้นต้าจิน ผู้คนกลับมาให้ความสนใจตำนานเื่เล่าเกี่ยวกับเผ่าจันทราอีกครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ
โดยเฉพาะโรงเตี๊ยมจินอวี้โหลว ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองหลวง ถือว่าเป็เหลาอาหารที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองก็ว่าได้ ผู้คนทั้งชาวเมืองหรือพ่อค้าต่างถิ่นล้วนแต่อยากเป็แขกของที่นี่ด้วยกันทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะด้านสุราอาหาร สถานที่ ดนตรี หรือแม้กระทั่งนักเล่าเื่ ล้วนแต่เป็ชั้นเลิศทั้งนั้น
ไม่เว้นแม้แต่คุณชายมู่จิ่นเหยียน ทายาทคนที่สามของสกุลมู่ ครอบครัวของท่านแม่ทัพใหญ่ ก็มักจะเป็แขกประจำของโรงเตี๊ยมนี้เช่นกัน
“เ้าเชื่อหรือไม่ว่าเืของคนเผ่าจันทราสามารถชุบชีวิตคนได้ แต่เผ่าจันทราหายสาบสูญไปแล้วร้อยกว่าปีนะ”
มู่จิ่นเหยียนหันไปถามบ่าวชายที่ติดตามมาด้วยทุกครั้งที่ตนออกมาจากจวน
“คุณชาย บ่าวจะรู้ได้อย่างไรขอรับ ว่าเื่ของเผ่าจันทราจริงหรือไม่จริง”
หานผู่บ่าวรับใช้ของสกุลมู่ ติดตามคุณชายสาม มู่จิ่นเหยียนมาั้แ่ยังเล็ก หากใครเห็นมู่จิ่นเหยียน ย่อมต้องเห็นหานผู่ หากผู้ใดเห็นหานผู่แสดงว่ามู่จิ่นเหยียนย่อมอยู่ในที่แห่งนั้นด้วย
ยังไม่ทันที่สองนายบ่าวจะฟังเื่เล่าของเผ่าจันทราจนจบ บ่าวรับใช้อีกคนของจวนสกุลมู่ก็วิ่งหน้าตาตื่น แหวกขอทางผู้คนเข้ามาด้านในโรงเตี๊ยมตรงมาที่โต๊ะของพวกตนทันที
“คุณชายสาม แย่แล้วขอรับ..แย่แล้ว!!”
“มีอะไร!!! มิใช่ว่าวันนี้เป็วันหยุดของข้าหรอกหรือ เหตุใดเ้าจึงมาตามข้ากลับบ้านอีก”
สกุลมู่เป็ตระกูลของทหาร มีกองทัพสกุลมู่เกือบแสนนาย ถือได้ว่าเป็กองทัพที่แข็งแกร่งอีกกองทัพหนึ่งของเมืองหลวง ทุกวันมู่จิ่นเหยียนจะต้องเข้าไปในค่ายทหาร ฝึกสอนเหล่าทหารใหม่หรือช่วยงานพี่ชายในกองทัพ
แต่ก็จะได้รับวันหยุดจากพี่ชายของตนเช่นกัน มู่ชิงซานผู้เป็พี่ชายที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คนปัจจุบัน อนุญาตให้น้องของตนสามารถออกมาเที่ยวเล่นด้านนอกตามประสาได้
แต่วันนี้ออกมาได้เพียงครึ่งวัน ก็ถูกบ่าวอีกคนของจวนมาตามให้กลับไปที่จวนโดยด่วน
“ท่านแม่ทัพให้บ่าวมาตามคุณชายกลับจวนด่วน บอกว่ามีราชโองการขอรับ”
“ราชโองการถึงข้าอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่สงสัย ข่าวจากชายแดนล่าสุดยังบอกว่าสงบสุขไร้ซึ่งวี่แววา ราชโองการมาที่จวนสกุลมู่หากมิใช่การออกรบ ก็ปราบโจร หรือว่าคราวนี้ฮ่องเต้จะส่งตนไปปราบโจรที่ใดสักแห่ง
มู่จิ่นเหยียนมิได้รีรอ รีบจ่ายเงินและตรงกลับจวนสกุลมู่ทันที และก็เป็อย่างที่บ่าวชายบอกขบวนของขันทีจากในวังต่างรั้งรออยู่ที่โถงกลางของจวนเรียบร้อยแล้ว
พร้อมด้วยฮูหยินผู้เฒ่าสกุลมู่ ฮูหยินใหญ่มารดาของตน ท่านแม่ทัพมู่และฮูหยินน้อยผู้ซึ่งเป็พี่สะใภ้ ตอนนี้ทุกคนล้วนอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยกันทั้งหมด
“เ้ายังไม่รีบมาคุกเข่ารับราชโองการอีก”
ท่านแม่ทัพมู่ มู่ชิงซานรีบเรียกคุณชายของจวนให้มาคุกเข่ารับราชโองการทันทีที่เข้ามาถึง เกรงว่าการให้กงกงจากในวังรอนานจะเป็การเสียมารยาท
มู่จิ่นเหยียนจึงทำได้แค่คุกเข่าด้วยสีหน้างงงวย แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
“มู่จิ่นเหยียน รับราชโองการ
สกุลมู่จงรักภักดี เสียสละปกป้องบ้านเมือง มู่จิ่นเหยียน อายุน้อยมากความสามารถ ผลงานประจักษ์แก่สายตาผู้คนทั่วทั้งกองทัพ
ในนามของโอรส์เราขอพระราชทาน ทองคำ10หีบ ที่ดินที่อีก 500หมู่ (หน่วยวัดขนาดพื้นที่ของจีน) รวมทั้งพระราชทานสมรสกับองค์หญิงเหวินเต๋อ จินอวิ๋นเซียน ดำรงตำแหน่งราชบุตรเขยนับแต่วันนี้ เรามอบหมายให้กรมพิธีการกำหนดวันและจัดเตรียมงานแต่งงานภายใน30วัน จบราชโองการ”
มู่จิ่นเหยียนที่ได้ฟังกงกงอ่านราชโองการจบถึงกลับเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความใ การสมรสพระราชทานระหว่างตนกับองค์หญิงแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย สาเหตุนั้นฮ่องเต้เองก็ทรงทราบเป็อย่างดี
“อะแอ่ม….จิ่นเหยียน ยังไม่รีบรับขอบพระทัยอีก”
มู่ชิงซานเห็นน้องของตนยังตื่นตะลึงกับราชโองการที่เพิ่งประกาศออกมา จนกระทั่งลืมเื่ขนบธรรมเนียมไปเสียหมด
“เออ…กระหม่อม มู่จิ่นเหยียน รับราชโองการ ขอบพระทัยฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่ลุกขึ้นรับราชโองการสีทองฉบับนั้นมาถือไว้ด้วยสองมือ ในหัวตอนนี้มึนงงไปหมด เื่แต่งงานของตนกับองค์หญิงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่กล่าวขอบคุณกงกงเสร็จแล้ว จึงวานให้พี่สะใภ้ของตน เดินไปส่งท่านกงกงตามมารยาทแทน
ส่วนตนนั้นก็คว้าข้อมือของพี่ชาย ให้เดินออกมาท่ามกลางสายตายินดีของฮูหยินผู้เฒ่า
“หลานชายข้าคนนี้ ในที่สุดก็ได้แต่งงานเสียที ฮา ฮา ฮา ต่อไปข้าจะได้อุ้มเหลนแล้ว”
ท่านแม่ทัพที่ผู้คนยำเกรงกันทั้งกองทัพ กลับถูกน้องของตนลากตัวให้เดินเข้ามาในห้องด้านในจวน ก่อนจะปิดประตูลง ราวกับว่าเื่ราวที่จะพูดคุยกันต่อไปนี้มิสมควรจะให้บุคคลอื่นรับรู้เป็อันขาด
“เ้าลากข้ามาทำไมในห้องนี้ จะซ้อมข้าไม่ได้นะ”
“อย่าบอกว่าท่านไม่รู้เื่ราชโองการฉบับนี้”
มู่จิ่นเหยียนไม่มีทางเชื่อพี่ชายของตนเป็แน่ หากเขากล่าวปฏิเสธว่าไม่เคยรับรู้เื่สมรสพระราชทานมาก่อน ทั้งที่ทุกๆ เช้าเขาต้องเข้าวังเพื่อประชุม มีหรือที่ฮ่องเต้จะไม่ทรงหารือกับแม่ทัพใหญ่ของตน
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าบอกแล้ว ฝ่าารับสั่งกับข้าจริงเื่พระราชทานสมรสกับองค์หญิง แล้วข้าก็เห็นดีเห็นงามด้วย”
“ท่านก็รู้ว่าข้ากับองค์หญิงเราแต่งงานกันไม่ได้ ฝ่าาก็ทรงทราบ ทำไมถึงยังมีราชโองการ…หรือว่าเกี่ยวกับราชทูตที่จะมา”
มู่จิ่นเหยียนยังไม่เข้าใจสาเหตุที่ตนถูกพระราชทานสมรสครั้งนี้ หากบอกว่าตนมีผลงานเด่น เหล่าขุนนางหนุ่มๆ ในวังหลวงล้วนแต่แข่งกันสร้างผลงานทั้งนั้น
หากบอกว่าตนประพฤติชอบเหมาะสมกับองค์หญิง ให้ใครส่งคนไปหอบุปผาก็จะรู้ว่าลูกค้าดีเด่นของที่นั่นคือใคร
ทุกสิ่งทุกอย่างช่างดูไม่ได้น่าเป็ไปได้ ที่การแต่งงานกับองค์หญิงใหญ่ ผู้เป็ที่รักของฝ่าาและองค์รัชทายาท จะพระราชทานมาถึงเขา
ไม่ต้องพูดถึงว่าองค์หญิงอาจจะชอบพอรูปโฉมของตน ข้อนี้ยิ่งไม่มีทางเป็ไปได้เลย ตนเองยังรู้สึกว่าผิวคล้ำหยาบกร้านเพราะว่าออกแดด ตากลมอยู่แต่ในกองทัพ ถึงหน้าตาจะพอดูได้ แต่หากเทียบกับองค์หญิงเหวินเต๋อที่ใครต่อใครในเมืองต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า เทพธิดาฉางเอ๋อมาจุติ คงมีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น
“เ้าเดาถูกต้อง เื่ราชฑูตแคว้นเหลียวที่เดินทางมาส่งราชบรรณาการครั้งนี้ มีองค์ชายเยลูห่าวหนานเสด็จมาด้วย ฝ่าาทรงคาดเดาว่าอาจจะมาทูลขอสมรสพระราชทานกับองค์หญิงสักพระองค์ด้วย
เพียงต่อตอนนี้องค์หญิงที่พอจะอภิเษกออกไปได้มีเพียงองค์หญิงเหวินเต๋อเท่านั้น ฝ่าามิทรง้าให้นางต้องแต่งงานกับคนต่างแคว้น จึงพระราชทานสมรสให้กับเ้า
อีกอย่างแคว้นเหลียวคงไม่กล้ามีปัญหากับตระกูลมู่อย่างแน่นอน เ้าจึงเป็ตัวเลือกที่ดีในครั้งนี้”
ก็จริงอย่างที่แม่ทัพมู่ชิงซานกล่าว หลังจากสิ้นาเมื่อสิบกว่าปีก่อน กองทัพสกุลมู่จัดทัพใหญ่บุกตีแคว้นเหลียวจนราบเป็หน้ากลอง ทำให้ครั้งนั้นแคว้นเหลียวยอมจำนนต่อต้าจิน
เพียงแต่หากบอกว่าต้าจินคว้าชัยชนะสำเร็จ แต่ครั้งนั้นก็ถือเป็าที่สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของสกุลมู่เช่นกัน เมื่อบุรุษของสกุลทั้งห้าคนต้องออกรบ ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านอา คุณชายใหญ่ คุณชายรอง เหลือเพียงมู่จิ่นเหยียนที่อายุได้เพียงห้าหกขวบไว้ที่จวน
ศึกครั้งนี้แคว้นเหลียวทุ่มสุดตัววางกับดักจนทำให้บุรุษสี่คนต้องทิ้งชีวิตไว้ในสนามรบครั้งนั้น เหลือเพียงมู่ชิงซานที่ควบม้านำกำลังเสริมตามมาทีหลัง ก่อนจะเข้าไปช่วยเหลือและโจมตีแคว้นเหลียวจนต้าจินคว้าชัยชนะกลับมาได้
“แต่ถึงอย่างไร ข้ากับองค์หญิงใหญ่ก็แต่งงานกันไม่ได้จริงๆ อยู่ดี พวกท่านก็รู้เื่นี้”
“เ้าก็แต่งงานกันในนามไม่เห็นจะเป็อะไร เื่นี้ฝ่าาก็ทรงทราบ”
“แล้วถ้าเื่แดงขึ้นมาเล่า ถึงฝ่าาจะทรงทราบแล้วข้าไม่โดนใต้เท้าคนอื่นกล่าวหาว่าหลอกลวงเบื้องสูงหรือ แล้วถ้าหากองค์หญิงใหญ่เกิดชอบพอข้า ้าข้าเป็สามีจริงๆ เล่า ท่านจะให้ข้าทำอย่างไร ฟ้าผ่ากันพอดี”
“เื่นี้ก็อยู่ที่ความสามารถของเ้าแล้ว”
“ไม่ได้!!! ข้าต้องขอเข้าเฝ้าฝ่าา ท่านทูลขออนุญาตให้ข้าหน่อยจะได้หรือไม่”
มู่ชิงซานได้แต่ส่ายหัวให้กับความดื้อรั้นของเขา สิ่งที่มู่จิ่นเหยียนกังวลใช่ว่าเขาจะไม่เคยคิด แต่ในเมื่อโอรส์กล่าวว่าไม่มีปัญหา เขาไหนเลยจะกล้ามีปัญหาเล่า
เื่ขอเข้าเฝ้า องค์ฮ่องเต้ทรงตรัสแล้วว่าถ้าหากมู่จิ่นเหยียนเกิดข้อข้องใจ ้าเข้าเฝ้าพระองค์ก็ให้นำตัวมาได้เลยในวันพรุ่งนี้
“ฝ่าาทรงคาดไว้แล้วว่าเ้าต้องขอเข้าเฝ้า พระองค์ทรงตรัสอนุญาตกับข้ามาแล้ว พรุ่งนี้เช้าเ้าเข้าวังพร้อมข้า รอจนประชุมเช้าเสร็จแล้วไปเข้าเฝ้าพร้อมกัน”
หลังจากที่มู่จิ่นเหยียนไม่สามารถทำอะไรพี่ชายตนเองได้นั้น ก็ได้แต่เดินคอตกยอมรับชะตากรรมของตัวเองออกมาด้านนอกห้อง รอเพียงแต่พรุ่งนี้ทูลขอความเห็นพระทัยจากฝ่าา อาจจะพอมีทางให้พระองค์ทรงยกเลิกพระราชโองการฉบับนั้นได้
ถึงแม้ตอนนี้ข่าวเื่การอภิเษกระหว่างตนกับองค์หญิงใหญ่อาจจะกระจายไปทั่วเมือง บุรุษหนุ่มทั้งหลายอาจจะกำลังอิจฉา แต่จะให้ทำเช่นไรได้ในเมื่อเขานั้นแต่งงานกับองค์หญิงเหวินเต๋อมิได้เด็ดขาด
ระหว่างที่กำลังเดินคิดเื่ราวเรื่อยเปื่อยนั้น บ่าวใช้ส่วนตัวของมู่ฮูหยินผู้เฒ่า ก็มาตามให้มู่จิ่นเหยียนไปพบ
“เ้ารองมานี่เร็วเข้า มาๆ ย่ามีของจะให้เ้า”
มู่จิ่นเหยียนเดินยิ้มรับท่านย่าของตน ถึงแม้ปีนี้นางจะอายุกว่า70ปีแล้ว นอกจากสมองที่เลอะเลือนจากการกระทบกระเทือนจิตใจครั้งนั้น ร่างกายก็ไม่มีปัญหาที่ใด ยังคงแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่วเช่นเดิม
“ขอรับท่านย่า”
“ข้าเตรียมของขวัญไว้รับสะใภ้สองชุด ชุดหนึ่งของพี่ใหญ่เ้า อีกชุดก็ของเ้า ดูสิสวยงามหรือไม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าเปิดกล่องเครื่องประดับที่ทำจากไม้ชั้นเลิศ ด้านในเก็บชุดปิ่นจากช่างฝีมือชั้นสูง ชิ้นงานล้วนบ่งบอกว่าเป็ของดี มาจากน้ำมือของช่างระดับปรมาจารย์
สิ่งของชิ้นนี้เป็ของอีกชิ้นหนึ่งที่ ตกทอดของสกุลมู่มาแต่ช้านาน ฮูหยินผู้เฒ่าเก็บเอาไว้ให้สะใภ้อีกคน
“สวยมากขอรับท่านย่า แต่ว่าของแบบนี้องค์หญิงมิได้มีเยอะมากมายแล้วอย่างนั้นหรือ”
“เ้าเด็กคนนี้จะรู้อะไร ของชิ้นนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายในวังก็ไม่แน่ว่าจะมี รับรององค์หญิงเห็นต้องชอบแน่นอน”
“ขอรับ ขอรับ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่เออออไปกับผู้เป็ย่าของตน คนเฒ่าคนแก่อยากจะอวดสิ่งของสำคัญให้กับคนในครอบครัวได้ชื่นชม มู่จิ่นเหยียนก็มีแต่ต้องไหลไปตามน้ำ ก็ใครใช้ให้ั้แ่เล็กตนรู้จักแต่อาวุธ หอก ดาบเล่า จะให้วิจารณ์เครื่องประดับผู้หญิงนั้น ก็มิใช่ทางของตน
“เ้าแต่งงานแล้วก็รีบมีเหลนให้ย่าเร็วๆ นะ เสี่ยวเป่าจะได้มีเพื่อนเล่น”
ตอนนี้ในจวนสกุลมู่มีเพียงมู่หย่งเป่า ลูกชายคนเดียวของมู่ชิงซานที่อายุเพิ่งจะห้าขวบ ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเลยอยากให้สกุลมู่มีลูกหลานวิ่งเล่นกันให้มากกว่านี้
เพียงแต่คำขอนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าดูจะเกินความสามารถของมู่จิ่นเหยียนไปมากนัก จึงทำได้เพียงส่งสายตาอ้อนวอนไปให้ ฮูหยินใหญ่ผู้เป็มารดาที่ยืนปรนนิบัติแม่สามีอยู่ทางด้านข้าง
ส่วนฮูหยินใหญ่ที่ได้รับสายตานั้นจากบุตรของตน ก็ได้แต่ส่ายหัวมิรู้จะพูดช่วยได้อย่างไร
หลังจากมู่จิ่นเหยียนและฮูหยินใหญ่อยู่พูดคุยกับฮูหยินผู้เฒ่าได้ไม่นาน นางก็ต้องพักผ่อนจึงปล่อยให้ทั้งสองคนพากันเดินออกมาจากเรือนพัก
มู่จิ่นเหยียนหันไปมองมารดาตนที่เดินหัวเราะคิกคักอยู่ด้านข้างตนก็ให้รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย
“ข้าน่าขำขนาดนั้นเชียวหรือท่านแม่”
“ก็จะไม่ขำได้อย่างไร ใครจะไปคาดคิดว่าเ้าจะได้แต่งงานเป็ถึงราชบุตรเขยใหญ่เชียวนะ”
“ระวังเถิด สกุลมู่โดนข้อหาหลอกลวงเบื้องสูงท่านจะขำไม่ออก”
“จะโดนได้อย่างไร ในเมื่อฝ่าาเป็ผู้อนุญาตด้วยพระองค์เอง”
“หรือว่าหลังแต่งงานข้าทูลบอกความจริงให้องค์หญิงทราบดีหรือไม่ อย่างมากนางก็ตบตี ด่าทอข้าเท่านั้น”
“อันนี้ก็แล้วแต่พระประสงค์ของฝ่าา พรุ่งนี้เ้าต้องไปเข้าเฝ้ามิใช่หรือ ลองทูลถามพระองค์ดู”
.........................................................
ไรท์ : ฝากเื่ใหม่ด้วยนะคะ ^^