ความเงียบสงัดโรยตัวลงปกคลุมร้านอาหารสัตว์เก่าๆ มีเพียงเสียงหอบหายใจของจินลู่เหวินและเสียงขยับตัวกุกกักของสิ่งมีชีวิตในเงามืด
เนตรวิถีอสูรสีทองในคลองจักษุของเด็กหนุ่มหมุนวนราวกับจักรวาลขนาดเล็ก กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่เคยมืดบอดสำหรับมนุษย์ธรรมดา บัดนี้ถูกลอกคราบออกจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียง 'สัจธรรม' ที่เปลือยเปล่า
ในสายตาของเขา โลกไม่ได้ประกอบขึ้นจากธาตุทั้งห้าแบบที่พวกนักปราชญ์จอมปลอมในหอปัญญาเซียนพร่ำสอน แต่มันคือโครงข่ายของสายเื อุปนิสัย และความน่าจะเป็นับอนันต์!
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน กรงสัตว์ที่พังทลายมีร่างของอสูรระดับต่ำที่าเ็ซุกซ่อนอยู่
[หนูเพลิง (ธาตุไฟ)]
สายเืแฝง : ต่ำ
อุปนิสัย : ขี้ขลาด (ลดพลังใจ / เพิ่มความเร็ว)
สถานะ : กระดูกขาหัก ปราณอัคคีตีกลับ
[นกแก้วจำนรรจา (ไร้ธาตุ)]
สายเืแฝง : พอใช้
อุปนิสัย : โอ้อวด (เพิ่มพลังิญญา / ลดป้องกันิญญา)
สถานะ : หิวโซ
จินลู่เหวินส่ายหน้าเบาๆ ข้อมูลเหล่านี้ไหลบ่าเข้าสู่สมองของเขาอย่างเป็ธรรมชาติราวกับเป็อวัยวะที่สาม แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของมารเฒ่าผู้นี้มากที่สุด ยังคงเป็ก้อนหินสีเทาที่สั่นระริกอยู่มุมห้อง
"ออกมาเถอะ... เ้าเต่าโง่ ข้าไม่กินเ้าหรอก เนื้อของเ้าคงเหนียวจนติดฟันข้าเปล่าๆ" จินลู่เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอุ่นนุ่ม ทว่าแผ่ซ่านไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
เต่าศิลาค่อยๆ ยื่นหัวที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหินสีเทาออกมา ดวงตากลมโตของมันกลอกไปมาอย่างลุกลี้ลุกลน มันรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าว่า เด็กหนุ่มที่เคยให้อาหารมันทุกวัน บัดนี้ได้กลายเป็ตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าราชสีห์!
เนตรสีทองของจินลู่เหวินเพ่งมองทะลุกระดองของมันอีกครั้ง
[เต่าศิลา (ธาตุดิน)]
สายเืแฝง : ยอดเยี่ยม - ระดับอัจฉริยะในหมู่รากหญ้า
อุปนิสัย : กะล่อน/หุนหันพลันแล่น (เพิ่มความเร็ว / ลดพลังป้องกัน)
ลักษณะพิเศษติดตัว : ยืดหยุ่น (ป้องกันการติดสภาวะอัมพาต)
"ฮ่าๆๆ! น่าขัน! ช่างน่าขันเสียนี่กระไร!"
จู่ๆ จินลู่เหวินก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาราวกับคนวิกลจริต เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วห้องแคบๆ จนเต่าศิลาต้องหดหัวกลับเข้ากระดองด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"์ช่างมีอารมณ์ขัน! ผู้ฝึกตนทั้งโลกต่างบูชาความสมบูรณ์แบบ พวกมัน้าเต่าธาตุดินที่มีนิสัย 'หนักแน่น' เพื่อเป็เกราะคุ้มภัยโง่ๆ ให้พวกมันหลบอยู่ด้านหลัง แต่เ้า... เ้ากลับเกิดมาเป็เต่าดินที่มีนิสัย 'หุนหันพลันแล่น' ลดเกราะป้องกันเพื่อแลกกับความเร็ว แถมยังมีคุณลักษณะต้านทานอัมพาต!"
ดวงตาของจินลู่เหวินหรี่ลง ทอประกายอำมหิตและตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด "ในสายตาของพวกสำนักใหญ่ เ้าคือ 'ขยะมีพร์' ที่เกิดมาผิดสายพันธุ์... แต่ในวิถีของข้า เ้าคือ 'ตัวป่วนอันยอดเยี่ยม' ที่สามารถวิ่งเจาะทะลวงค่ายกลของพวกมันจนต้องกระอักเื!"
อึก...!
ทว่า ความตื่นเต้นทำให้ลมปราณในร่างโคจรเร็วขึ้น ชีพจรดั้งเดิมของมนุษย์ลุกฮือขึ้นต่อต้านปราณอสูรอีกครั้ง ความเ็ปแปลบปลาบแล่นปราดจากจุดตันเถียนขึ้นสู่หัวใจ จินลู่เหวินต้องทรุดตัวลงคุกเข่า มือขวาจิกหน้าอกเสื้อแน่น
"บัดซบเอ๊ย... ร่างกายนี้มันดื้อด้านกว่าที่คิด ขืนข้าพยายามบ่มเพาะวิชาคัมภีร์อสูรต่อไป ข้าคงได้ร่างะเิตายก่อนจะได้แก้แค้นไอ้สวะหลินฟานแน่"
เขาหอบหายใจหนักหน่วง หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายเต็มกรอบหน้า ในห้วงวิกฤตนั้นเอง สมองคัมภีร์ของเขาก็เริ่มประมวลผลหาทางออกอย่างรวดเร็ว
"พลังสองสายปะทะกันเพราะพวกมันอยู่ใน 'ภาชนะ' เดียวกัน...ต้องหาวิธีแยกมันออก"
จินลู่เหวินหลับตาลง มองทะลุร่างกายไปยัง 'ไข่มุก' สีขุ่นที่ถูกซึมซับฝังอยู่ตรงหัวใจ มันคือที่ซ่อนของพลังคัมภีร์อสูรก่อนที่จะฝังตัวเข้ากับร่าง
เขากัดฟันกรอด ฝืนโคจรลมปราณอสูรที่บ้าคลั่งในร่าง แทนที่จะพยายามกดทับมันไว้ในจุดตันเถียน ...เขากลับ 'ผลัก' ลมปราณอสูรทั้งหมดไหลไปรวมกันที่ไข่มุกเม็ดนั้น!
มันคือการเดิมพันด้วยชีวิต! หากไข่มุกวงกตไม่อาจรองรับพลังได้ หัวใจของเขาจะถูกปราณอสูระเิแหลกเป็จุลในเสี้ยววินาที!
ตึกตัก...!!
วูบ!
ไข่มุกที่เคยหมองคล้ำ พลันเปล่งแสงสีดำแกมทองออกมาอย่างรุนแรง มันสั่นสะท้าน ทว่าแทนที่จะแตกสลาย มันกลับดูดกลืนลมปราณอสูรเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม! ในชั่วพริบตา ความเ็ปเจียนตายในอกก็มลายหายไปสิ้น...
ชีพจรดั้งเดิมในร่างกลับมาไหลเวียนอย่างสงบและบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ซึ่งสิ่งเจือปน
"ฮ่า... ที่แท้ก็เป็เช่นนี้!" จินลู่เหวินยิ้มกว้าง มุมปากยกขึ้นเป็ส่วนโค้งที่อันตรายเกินหยั่งรู้ "์ปิดประตู แต่ก็ยังโง่เขลาทิ้งหน้าต่างไว้ให้ข้า! ไข่มุกวงกตเม็ดนี้ มันสามารถทำหน้าที่เป็ 'แก่นอสูรเทียม' ได้!"
มันหมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าร่างกายเนื้อของเขาจะบ่มเพาะวิชาเซียนมนุษย์ตามปกติ เพื่อทะลวงขีดจำกัดร่างกายและยืดอายุขัย ในขณะเดียวกัน ไข่มุกเม็ดนี้จะทำหน้าที่กักเก็บพลังวิถีอสูรและเนตรวิถีอสูร โดยที่พลังทั้งสองขั้วไม่ต้องมาฆ่ากันเองในร่างของเขา!
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...
"ในเมื่อข้ามีแก่นอสูรเทียม ข้าก็ไม่จำเป็ต้องทำ 'สัญญาทาส' หรือ 'สัญญาโลหิต' กับสัตว์อสูรหน้าโง่ตัวไหนให้เปลืองพลังชีวิตของข้า!"
ผู้ฝึกตนบนโลกใบนี้ ล้วนใช้สายเืและลมปราณของตนเองในการสลักตราประทับควบคุมสัตว์อสูร หากสัตว์อสูรตาย ผู้ฝึกก็จะกระอักเืาเ็สาหัส นี่คือจุดอ่อนที่งี่เง่าที่สุดในสายตาของตัวเขาเอง
จินลู่เหวินลุกขึ้นยืนช้าๆ สืบเท้าเข้าไปหาเต่าศิลาที่กำลังหดหัวสั่นงกๆ แทนที่จะหยิบ 'แหวนกักอสูร' ออกมาเหมือนผู้ฝึกสัตว์ทั่วไป ชายหนุ่มกลับปล่อยจิตสังหารเข้มข้น...ที่กักเก็บไว้ในแก่นอสูรเทียม พุ่งตรงเข้ากดทับิญญาของเต่าน้อยอย่างจัง!
ตึง!
แรงกดดันไร้สภาพหนักอึ้งราวกับูเาทั้งลูกหล่นทับ เต่าศิลาถูกบีบให้ต้องยืดคอออกมาหมอบราบกับพื้นดิน ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวจนิญญาแทบหลุดลอยเมื่อสบเข้ากับเนตรสีทองคู่ประหลาด
"ฟังให้ดี เ้ากระดองโง่" น้ำเสียงของจินลู่เหวินเยือกเย็นจนถึงกระดูก "ข้าจะไม่ทำสัญญานายบ่าวกับเ้า ข้าจะไม่มอบพลังชีวิตของข้าให้เ้า และข้าก็ไม่้าพลังชีวิตกระจอกๆ ของเ้า"
เขาใช้นิ้วชี้เคาะลงบนกระดองสีเทาหม่นเบาๆ
"แต่เราจะมาทำ 'ข้อตกลงทางธุรกิจ' กัน... เ้าชอบอิสระใช่หรือไม่? ชอบวิ่งพล่านกวนประสาทผู้อื่นใช่หรือไม่? ถ้าเ้าทำงานให้ข้า ข้าจะลบล้างคอขวดทางเผ่าพันธุ์ของเ้า ข้าจะปรุงโอสถที่ทำให้เ้าเร็วขึ้นยิ่งกว่าสายฟ้า และข้าจะให้เ้าได้เหยียบย่ำหน้าพวกสัตว์อสูรสายเืบริสุทธิ์ที่เคยดูถูกเ้า"
ดวงตาของเต่าศิลาที่เคยมีแต่นิสัยกะล่อน พลันเบิกกว้าง มันเป็สัตว์อสูรที่มีสติปัญญาพื้นฐาน แม้จะหวาดกลัวแทบตาย แต่มันก็เข้าใจถึง 'ผลประโยชน์' อันหอมหวานที่มนุษย์ผู้นี้หยิบยื่นให้
"แต่ถ้าเ้ากล้าหักหลัง หรือขี้ขลาดวิ่งหนี..." จินลู่เหวินยิ้มแย้มไร้พิษสง มือผอมบางลูบหัวเต่าเบาๆ ดุจพี่ชายใจดี ทว่านิ้วมือกลับแฝงด้วยปราณอสูรที่พร้อมจะบดกะโหลกมันให้แหลกละเอียด "ข้าจะต้มเ้าทำน้ำซุปบำรุงกระดูก แล้วโยนกระดองของเ้าให้สุนัขจรจัดแทะเล่น เข้าใจหรือไม่?"
งึกๆๆ!
เต่าศิลารีบผงกหัวรัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร ยอมจำนนต่ออำนาจมืดและข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างสิ้นเชิง! พันธมิตรแห่งความย้อนแย้งได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ด้วยสัญญาทาส แต่ด้วย 'ความกลัวและผลประโยชน์' ล้วนๆ!
จินลู่เหวินหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ เขาสะบัดมือเบาๆ ปราณมารสลายตัวไป กลับกลายเป็เถ้าแก่ร้านหน้าใสซื่อที่อ่อนแอดังเดิม
"เอาล่ะ พรุ่งนี้ 'กลุ่มหมาป่าคลั่ง' ของนายน้อยหลินฟานคงจะมารับโฉนดร้านตามที่สุนัขรับใช้สองตัวนั่นไปรายงาน..." เขาก้าวเดินไปที่หน้าต่างที่แตกหัก ทอดสายตามองแสงจันทร์ที่สาดส่องเมืองด่านรากพฤกษา
"ข้าคงต้องเตรียม 'ของขวัญต้อนรับ' ชิ้นใหญ่ ไว้รอรับพวกมันเสียหน่อยแล้วกระมัง หึหึ..."