ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 ฝึกสอน (1)

            เว่ยหลางกับสวี่ตี้พาคนเข้าไปอยู่ในภูเขานานสิบกว่าวันเสื้อผ้าของคนหนึ่งร้อยกว่าคนขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเปลี่ยนไป บางคนถึงขั้นได้ช่วยกันพยุงลงจากเขา

            หลังจากลงจากเขาพวกเขาพากันไปที่จวนแม่ทัพก่อน จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัวที่นั่นทานโจ๊กอุ่นๆ แล้วค่อยนอนหลับสักตื่น หลังจากนั้นถึงได้กลับไปที่เรือนตามที่ควรจะกลับหรือผู้ใดควรกลับไปที่กองทัพก็ไปที่นั่น

            เว่ยหลางตามสวี่ตี้ไปที่เรือนสกุลสวี่ จางจ้าวฉือเห็นสวี่ตี้กลับมาแล้วก็รีบกวักมือเรียกป้าเหอให้ทำน้ำแกงร้อนๆ มาให้เขา เหอซีตอนนี้หิมะแรกได้ตกลงมาแล้ว ถึงแม้จะตกลงมาไม่มากแต่อุณหภูมิก็ลดลงแล้ว หากกลับมาจากด้านนอก ให้ดื่มน้ำแกงร้อนๆ จะได้รู้สึกอบอุ่นทั้งร่างกายทั้งหัวใจ

            ในหม้อใบใหญ่บนเตาในเรือนใส่กระดูกหมูกระดูกวัวชิ้นโตเอาไว้สีของน้ำแกงถูกต้มจนเป็นสีขาวนม แล้วใช้น้ำแกงกระดูกหมูเอามาทำเป็นน้ำสต๊อก ก่อนจะไปต้มเส้นต้มไข่แล้วใส่ลงไป จากนั้นก็ราดด้วยน้ำพริกหมูที่สวี่ตี้ทำเอาไว้ ใส่ใบกุยช่ายลงไปเล็กน้อยเว่ยหลางกับสวี่ตี้สองคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งในห้องของสวี่ตี้แต่ละคนดื่มน้ำแกงร้อนๆ ไปถ้วยใหญ่ บนใบหน้าและบนร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อ

            เว่ยหลางถอนหายใจออกมาอย่างสบาย ก่อนจะวางถ้วยลง“น้ำพริกหมูนี่ทานกับน้ำแกงแล้วอร่อยจริงๆ พอใส่ลงไปในน้ำแกงร้อนผ่าวๆ เช่นนี้กินแล้วสบายไปทั้งตัว”

            สวี่ตี้ตอบ “อากาศหนาวแล้ว พวกเราก็เอาน้ำพริกนี่ไปที่กองทัพเถิด ให้ทุกคนได้ทาน จะได้ช่วยคลายความหนาวได้”

            เว่ยหล่างพยักหน้า “ข้ากลับไปเห็นพี่สาวคนโตส่งจดหมายมาในจดหมายบอกว่ากิจการร้านหม้อไฟของพวกเราดีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงคิดจะไปเปิดร้านสาขาในเมืองอีกที่”

            สวี่ตี้ตอบ “กิจการจะเป็นที่นิยมนั้นก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วหม้อไฟน่ะนะ ยิ่งกินยิ่งอร่อย พอกินเข้าไปแล้วก็ยังอยากกินอีก อร่อยล้ำถึงเพียงนี้ผู้ใดจะไปทนไหวกัน”

            ในวินาทีนี้สวี่ตี้ก็ไปคิดถึงกวนตงจู [1] อากาศหนาวเอามากินสักถ้วยก็เป็นอะไรที่มีความสุขจริงๆ อีกอย่างเจ้านี่ก็ไม่ได้แพงร้านหม้อไฟไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถจ่ายได้นี่นะ

            สวี่ตี้จึงพูดเรื่องกวนตงจูกับเว่ยหลาง ประเด็นสำคัญก็คือ เจ้ากวนตงจูนี่ คนที่ทำงานแบกหามก็สามารถทำการค้าขายได้เว่ยหลางคิดถึงลูกน้องที่ไม่สามารถต่อสู้ได้อีกเพราะว่าบาดเจ็บจนต้องกลับบ้านเกิดไปพวกนั้นหลายคนต่างไม่สามารถทำงานหาเงินซื้อข้าวกินได้

            สวี่ตี้เอ่ย “พวกพี่ชายพวกนั้นบาดเจ็บก็เพราะทำเพื่อแคว้น ต่อมาเมื่อกลับเรือนไปแม้แต่ตนเองก็ยังหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ พวกเราสามารถฝึกสอนพวกเขาให้ทำของกินเล่นพวกนี้ได้หากทำได้ดีก็ยังสามารถหาเงินได้จริงๆ นะขอรับ”

            เว่ยหล่างเอ่ยตอบ “เรื่องนี้ข้าจะต้องพิจารณาให้ดี ที่ให้พวกเขามีเพียงเงินบำนาญเพียงเล็กน้อยติดตัวกลับไปที่บ้านเกิดหลายคนใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างลำบากมาก หากสามารถเรียนรู้ทักษะอย่างหนึ่งมาได้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าไม่ว่าเรื่องใดก็ย่อมมีกฎจะทำอย่างไรนั้นข้าจะต้องปรึกษากับผู้ช่วยของข้าสักรอบก่อน”

            เรื่องนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว ทุกปีมีคนมากมายออกจากกองทัพไปห้าคนที่เว่ยหลางส่งไปที่ไร่ของครอบครัวสวี่ เดิมทีไม่ทำงานเป็นองครักษ์ของจิ้งเป่ยโหวเย่ ก็เป็นองครักษ์ให้กับเว่ยหลาง เรื่องความซื่อสัตย์ไม่ต้องพูดถึงเพียงเพราะว่าได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานอยู่ในกองทัพได้อีกต่อไปเว่ยหลางถึงได้ส่งคนมาอยู่ที่ไร่ของสกุลสวี่ หนึ่งเพื่อปกป้องคนของครอบครัวสวี่ สองคือคิดอยากจะหาสถานที่ให้พวกเขาได้ปักหลักอยู่ได้สวี่เหรารับปากกับพวกเขาเอาไว้แล้ว ขอแค่ครอบครัวของเขาสามารถเดินหน้าเช่นนี้ต่อไปได้ไม่มีเรื่องไม่คาดฝันอันใดเกิดขึ้น ต่อไปก็จะให้ทั้งห้าคนใช้ชีวิตยามแก่เฒ่าที่ครอบครัวสวี่

            เว่ยหลางอยู่ที่บ้านสกุลสวี่ได้อีกครู่ก็กลับไป ออกไปทำการฝึกทหารร่วมสิบกว่าวันนี้ ทางเขาเองก็สะสมเรื่องที่จำเป็นต้องจัดการเอาไว้มากทีเดียว

            สวี่ตี้นอนอยู่บนตั่งในห้องของตนเอง รู้สึกว่าสิบวันนี้ผ่านไปอย่างมีสีสันยังไม่ทันคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาจบ สวี่จือก็เข้ามาหา

            สวี่จือทำชาขิงพุดทรามาให้ ใช้ถ้วยตุ๋นเล็กๆ ยกเข้ามาให้เขาสวี่ตี้เห็นแล้วก็รีบลุกขึ้นมานั่งแล้วรับถาดเล็กมา “เจ้าร้องเรียกเกอเกอไปยกมาก็ได้แล้วหากลวกเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

            สวี่จือเอ่ย “ข้าใช้ถาดยกมา ลวกไม่ถึงข้าหรอกเจ้าค่ะ ท่านพี่ท่านแม่บอกว่าท่านลำบากมามากแล้ว ข้าจึงตุ๋นน้ำแกงบำรุงร่างกายมาให้ท่านแม่นมลู่เป็นคนสอนข้าตุ๋นเจ้าค่ะ ท่านรีบดื่มเถิดเจ้าค่ะ จะได้บำรุงร่างกาย”

            สวี่ตี้ซาบซึ้งใจมาก “ขอบคุณนะน้องสาว ครั้งนี้เกอเกอออกไปไม่ได้ลำบากอะไรอีกอย่าง พี่ชายของเจ้าเป็นบุรุษ บุรุษจะต้องไม่กลัวลำบากไม่กลัวเหน็ดเหนื่อยเลือดไหลเหงื่อไหลได้ แต่น้ำตาจะไหลไม่ได้”

            สวี่จือฟังแล้วก็มองสวี่ตี้ด้วยความตกใจ “ท่านพี่เจ้าคะ เช่นนี้ไม่ถูกบุรุษจะสามารถเลือดไหลเหงื่อไหลได้อย่างไรกันเจ้าคะ?”

            สวี่ตี้ถูกน้องสาวปฏิเสธ ก็ไม่รู้จะพูดต่ออย่างไรดี ยุคสมัยนี้ที่เป็นที่นิยมก็คือคุณชายตัวผอมบางเป็นคุณชายเจ้าสำอาง แต่ละคนก็ต่างหน้าตาดูสะอาดสะอ้าน จึงชนะบุรุษที่มีร่างกายกำยำแข็งแรงที่สำคัญที่สุดจะต้องหน้าตาดี

            สวี่ตี้ดื่มน้ำขิงผสมพุทราเผ็ดๆ ไปหนึ่งอึก “จือเอ๋อร์บนโลกใบนี้บุรุษมีมากมายหลายแบบ ไม่ใช่แค่พวกบัณฑิตตัวผอมบางอ่อนแอที่ที่พวกเราอยู่นั้นติดกับด่านเยี่ยนเหมิน ด่านเยี่ยนเหมินน่ะเป็นเส้นทางสกัดกั้นของแคว้นนี้เหล่าบุรุษเลือดร้อนพวกนั้นก็จะคอยปักหลักอยู่ด้านบนด่านคุ้มกัน พวกเขานั้นหัวโล้นตากแดดตากลมไม่สนใจความปลอดภัยของตนเอง ความเป็นความตายนั้นเพื่ออะไรก็เพื่อสามารถปกป้องกำแพงนี้เอาไว้ให้ได้ก็พอ ให้ประชาชนต้าเหลียงที่อยู่ด้านหลังของพวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยอย่างไรเล่า”

            สวี่จือตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก หลังจากมาถึงเหอซี สวี่จือก็มักจะตามคนในครอบครัวไปเดินตามท้องถนนปกติมักจะเห็นทหารเฝ้าด่านดื่มสุราจอกใหญ่ กินเนื้อคำโต มองดูแล้วหยาบกระด้างยิ่ง

            สวี่ตี้เห็นสวี่จือตั้งใจฟังจึงเอ่ยต่อ “จือเอ๋อร์มีเพียงแคว้นปลอดภัยแล้วเท่านั้น ประชาชนถึงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยมั่นคงความปลอดภัยของแคว้นนั้นพึ่งอะไร ก็จะต้องพึ่งพาเหล่าทหารหลายแสนนายอย่างไรเล่าทหารเหล่านี้ย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ เพื่อให้สามารถทุ่มเทกำลังทั้งหมดของตนเองได้อย่างเต็มที่ไม่ให้พวกเผ่าอื่นที่อยู่นอกด่านมารุกรานเราได้ พวกเขาเป็นคนที่มีเกียรติที่สุดของต้าเหลียง”

            สวี่จือฟังแล้วก็เอ่ย “ท่านพี่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะให้เกียรติทหารที่ปกป้องด่านแน่นอนเจ้าค่ะ”

            ยามราตรี หลังจากที่สวี่เหรากลับมา ทั้งสองคนก็ล้อมโต๊ะเล็กบนตั่งดื่มชาแทะเมล็ดฟักทองไป ก็ฟังสวี่ตี้พูดเรื่องหลายสิบวันมานี้

            ทหารที่เลือกออกมาหนึ่งร้อยกว่าคน สำหรับจิ้งเป่ยโหวซื่อจื่อเว่ยหลางแล้ว พวกเขาล้วนเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ความสามารถของแต่ละคนก็ไม่ต้องพูดถึง มีหลายคนถึงขั้นเป็นคนที่มีศิลปะการต่อสู้ขั้นสูง เว่ยหลางแอบบอกกับสวี่ตี้ว่าคนพวกนี้ต่างมีชื่อเสียงอยู่ในยุทธภพ

            ตั้งแต่โบราณกาลมาก็มีคำกล่าวว่า 'แม้จะเขียนกลอนได้ดีเพียงใดก็ไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นที่หนึ่งแม้วิทยายุทธจะสูงส่งเพียงใดก็ไม่สามารถพูดได้ว่าไม่มีผู้ใดเทียบเคียง' หนึ่งร้อยคนนี้ต่างเป็นคนดีเพราะว่าต่างเป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูง ความสามารถแข็งแกร่ง ดังนั้นทางด้านนิสัยใจคอจึงดื้อรั้นอยู่เล็กน้อยหลังจากถูกเว่ยหลางพาขึ้นภูเขาทางเหนือ ตอนแรกยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างนอกจากการฝึกซ้อมแล้ว ก็จับกลุ่มกันออกไปล่าสัตว์ในป่า แก้ปัญหาเรื่องเสบียงให้ดีขึ้น

            รอจนมาถึงในภูเขาแล้ว เว่ยหลางถึงได้บอกจุดประสงค์ในการออกมาในครั้งนี้กับทุกคนให้ชัดเจน

            สวี่ตี้ยืนอยู่ต่อหน้าคนร้อยกว่าคน พร้อมทั้งพิจารณาคนเหล่านี้ไปด้วย พวกเขายืนฟังเว่ยหลางที่บอกว่าสิบกว่าวันนี้จะต้องฟังคำพูดของสวี่ตี้ฉับพลันทุกคนก็หันมามองที่สวี่ตี้ เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีอีกทั้งสวี่ตี้ยังเป็นรุ่นน้อง ตอนนี้ตัวเพิ่งจะถึงอกของเว่ยหลางเท่านั้นถึงแม้ใบหน้าจะเคร่งขรึม แต่จะมองอย่างไรก็ไม่อยากจะยอมรับ

             มีคนอวดดีที่ความสามารถของตนสูงส่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพพวกข้าทุกคนล้วนเป็นคนที่ผ่านสนามรบมาช้านาน จะมาฟังคำเด็กที่ยังไม่ทันโตอย่างนี้ได้อย่างไรกันขอรับ?เช่นนี้มันตลกเกินไปแล้ว”

            เมื่อมีคนหนึ่งเริ่มขึ้นมา ต่อมาก็มีหลายคนใช้เหตุผลนี้เช่นกัน เว่ยหลางรอจนกระทั่งทุกคนโวยวายกันเสร็จแล้วถึงได้กล่าวต่อ“ข้าพาพวกเจ้าออกมา เป้าหมายก็คือจะฝึกพิเศษให้พวกเจ้าให้กลายเป็นหน่วยรบพิเศษ หน่วยรบพิเศษเป็นอย่างไรน่ะหรือก็คือทหารพิเศษที่สามารถต่อสู้กับศัตรูได้ทุกสภาพแวดล้อมเป็นคนที่แม้จะมีแค่คนเดียวก็สามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้ แล้วก็สามารถร่วมมือกันทำเรื่องที่ไม่คาดคิดได้ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นคนที่สามารถยึดมั่นทุ่มเทและเชื่อฟังคำสั่ง”

            เห็นทุกคนต่างเงียบลงไปแล้ว เว่ยหลางจึงกล่าวต่ออีกว่า “พวกเจ้าต่างเป็นคนที่ผ่านสนามรบมานานอยู่บนสนามรบอย่าได้ดูถูกผู้ใด เรื่องนี้ทุกคนก็ต่างเข้าใจดีอยู่แล้ว ส่วนเหตุใดข้าถึงได้เชิญคุณชายสวี่มาเป็นอาจารย์ฝึกสอนทุกคนข้าอยากจะให้ทุกคนวางเรื่องที่คุณชายยังตัวแค่นี้ลงเสีย แล้วให้คุณชายฝึกสอนทุกคนสักสองสามวัน หลังจากเห็นผลงานแล้วค่อยฟังความเห็นของทุกคนอีกครั้งก็ยังมิสาย”

            เว่ยหลางมองสวี่ตี้ ซึ่งสวี่ตี้ก็พยักหน้าให้เว่ยหลางเช่นกันก่อนจะเดินมายืนอยู่ตรงหน้าทุกคนแล้วพูดเสียงดัง“พี่ชายทุกท่านต่างเป็นกำลังของต้าเหลียง เพื่อปกป้องแคว้นของพวกเราจึงจากบ้านจากครอบครัวมาไกลแล้วมาลำบากปกป้องชายแดนอยู่ที่นี่ทุกวัน”

            หลังจากที่สวี่ตี้พูดคำนี้ ก็เห็นกลุ่มคนที่เดิมทีต่อต้านเริ่มสงบลงดวงตาของเว่ยหลางจ้องไปยังสวี่ตี้ด้วยแววตาระยิบระยับ

            สวี่ตี้เอ่ยต่อ “ในเมื่อจะต้องปกป้องการเสียสละจึงเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง วันนี้พวกเรามาถึงที่นี่แล้ว ก็เพื่อทำให้ความสามารถของตนเองในสนามรบแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดบนสนามรบ พี่ชายทุกคนวางความคิดที่อายุของข้ายังน้อยกว่าลงไปก่อนเถิดพวกเรามารีบใช้เวลาสิบวันนี้ในการฝึก ถ้าหากรู้สึกว่าวิธีของข้านั้นใช้ได้เช่นนั้นพวกเราก็จะดำเนินการฝึกโดยไม่กำหนดเวลา ถ้าหากรู้สึกว่าวิธีของข้านั้นใช้ไม่ได้พวกเราก็แค่ช่างมัน ทุกคนคิดว่าอย่างไรขอรับ?”

            ในกลุ่มมีคนพูดขึ้น “มาก็มาแล้ว เช่นนั้นก็ตั้งใจฝึกแล้วกันอย่างไรอยู่ในกองทัพก็ได้ฝึกอยู่ที่นี่ก็ได้ฝึกเหมือนกันพี่น้องทุกคนพวกเจ้าว่าอย่างไร?”

            เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากทุกคนปักหลักตั้งกระโจมกันเรียบร้อยแล้วก็เริ่มฝึกกันตามแผนของสวี่ตี้

            กลุ่มหน่วยรบพิเศษนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อทำภารกิจที่อันตรายมากหลังจากที่สวี่ตี้อธิบายความหมายของการมีอยู่ของกลุ่มนี้จนเข้าใจแล้วก็เริ่มสอนใช้ภาษามือง่ายๆ

            ทุกคนเห็นสิ่งที่สวี่ตี้สอนให้ตนเอง ก็รู้สึกไม่เข้าใจจึงมีคนตะโกนถามออกมาว่า “คุณชายสวี่ บนสนามรบพวกเรานั้นพยายามกันสุดชีวิตเจ้าสอนเรื่องพวกนี้ให้กับพวกเราจะสามารถทำอะไรได้หรือ?”

            สวี่ตี้ตอบ “สนามรบของพวกท่านนั้นเป็นสนามรบที่อันตรายมากจนถึงขั้นเป็นสนามรบที่ไร้เสียง ข้อมูลข่าวสารบนสนามรบเปลี่ยนไปร้อยพันอย่าง ระหว่างพวกท่านหากสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ทันเวลานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญหากศัตรูมีการส่งต่อข้อมูลนี้ออกไปพวกท่านคิดว่าจะเป็นอย่างไร?”

            ทุกคนล้วนเป็นคนที่มีความสามารถสูง สวี่ตี้พูดเช่นนี้ออกมาแน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจถึงประโยชน์ของภาษามือ ทุกคนจึงตั้งใจเรียนเพื่อให้ทุกคนรู้ถึงตำแหน่ง สวี่ตี้จึงอธิบายเกี่ยวกับตำแหน่งทิศนาฬิกาอย่างละเอียด

            พูดถึงการเก็บซ่อน ทุกคนต่างพูดว่านี่คือสิ่งที่สายลับจะต้องเรียนรู้ ในกลุ่มหนึ่งร้อยคนมีคนที่เคยทำงานเป็นสายลับมาจริงๆพวกเขาใช้สิ่งที่ตัวเองเคยเรียนมาเป็นกำบังให้กับตนเอง คนอื่นไม่สามารถค้นพบข้อมูลพวกนี้ได้แต่สวี่ตี้แค่มองก็สามารถมองออก คนที่เคยทำสายลับมาก่อนจะรู้ว่าสวี่ตี้นั้นเป็นคนมีความสามารถจึงเริ่มมีใจจะเรียนมากขึ้น

            หนึ่งในผู้ที่เคยทำงานสายลับมาก่อนนามว่าหม่าหมิง ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีไม่เพียงแค่เคยทำงานเป็นสายลับบนสนามรบมาก่อน จนถึงขั้นเคยไปสืบข่าวจากเป่ยตี้ก็ทำมาแล้วเขาเป็นคนที่เคยสืบข่าว หม่าหมิงยอมรับว่าตนเองนั้นพอจะมีความสามารถแต่หลังจากฟังสิ่งที่สวี่ตี้สอนแล้วก็รู้สึกว่าตรงหน้าของตนเองเหมือนจะเพิ่งเปิดประตูบานใหญ่ด้านในประตูบานใหญ่นั้นมีความรู้ที่ตนเองไม่เคยรู้มาก่อนของพวกนั้นทำให้สมองของตนเองกระจ่างขึ้นมาสิ่งที่แต่ก่อนไม่เคยเข้าใจตอนนี้ก็เข้าใจแล้ว หม่าหมิงรู้ว่าการฝึกในครั้งนี้สำหรับตนเองแล้วนี่เป็นโอกาสที่ดี

            เดิมทีหม่าหมิงคือทหารของจวนจิ้งเป่ยโหว การเป็นสายลับของจวนโหวจึงถูกจวนโหวฝึกสอนให้กลายเป็นหน่วยสอดแนมบนสนามรบ ต่อมาก็ยังมีโอกาสตามหน่วยสืบข่าวของต้าเหลียงไปที่วังหลวงของเป่ยตี้อยู่ที่นั่นมาได้หลายปีแต่เพราะว่าความแตกแล้วจึงกลับมา หลังจากกลับมาก็เป็นหนึ่งในกองกำลังของเว่ยหลาง

            ศิลปะการต่อสู้ของหม่าหมิงนั้นร่ำเรียนมาตั้งแต่ยังเด็กจึงแข็งแกร่งมากในหลายสิบคนนี้ ถึงแม้จะเป็นคนที่มีอันดับต้นๆ พอเห็นหม่าหมิงตั้งใจฟังคุณชายสวี่ที่อายุน้อยกว่าสอนอยู่หลายคราท่าทางนับถือที่หม่าหมิงมีต่อสวี่ตี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น คนอื่นๆ เองก็ค่อยๆให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนของสวี่ตี้ ยิ่งเพิ่มความตั้งใจกับสิ่งที่สวี่ตี้สอนมากขึ้นไปอีก

            สวี่ตี้กับเว่ยหลางเองก็ไม่ได้คิดว่าการฝึกสอนครั้งนี้จะสามารถฝึกสอนให้คนหนึ่งร้อยกว่ากลายเป็นทหารที่โดดเด่นได้ประเด็นสำคัญคือยึดทฤษฎีเป็นหลัก เว่ยหลางปรึกษากับสวี่ตี้แล้วต่อไปจะพาคนมาฝึกกันโดยไม่กำหนดเวลา ไม่เพียงแต่จะสอนความรู้ตามทฤษฎีเท่านั้นยังมีการฝึกร่างกายที่จะต้องทำอีกด้วย จนถึงการต่อสู้แบบทหารอย่างที่สวี่ตี้เคยพูด เรื่องเหล่านี้ก็ต้องเรียนด้วยเช่นกัน

            ห้าวันแรกเน้นทฤษฎีเป็นหลัก หลังจากนั้นสวี่ตี้ก็แบ่งออกเป็นกลุ่มกลุ่มละสิบคนเอาคนที่ไม่ได้เอาอาหารแห้งมาไปอยู่บนยอดเขา หลังจากบอกเวลาเรียบร้อยแล้วก็เริ่มการฝึกซ้อม

            ทำตามที่สวี่ตี้สอน คนสิบกว่ากลุ่มไม่เพียงแค่จะมีชีวิตอยู่รอดในป่า และเตรียมตัวป้องกันว่าจะถูกกลุ่มอื่นโจมตีหลังจากเวลาถึงตามที่กำหนดแล้ว จะนับกลุ่มที่มีจำนวนคนเหลือรอดมากที่สุดเป็นผู้ชนะสำหรับกลุ่มที่ชนะเว่ยหลางได้เตรียมรางวัลเอาไว้ให้แล้ว

            การต่อสู้เช่นนี้ ความจริงแล้วย่ำแย่มาก แต่ว่าในความเป็นจริงอย่างไรสนามรบก็เป็นสถานที่ที่ย่ำแย่ที่สุดตอนที่ทำสงครามอยู่หากไม่อยากให้เลือดไหล ไม่อยากให้น้ำตาไหล เช่นนั้นเวลาปกติจะต้องทำให้เหงื่อออกเยอะๆนี่คือคำพูดที่สวี่ตี้เอามาพูดปลุกใจทุกคน และเพราะว่าประโยคนี้จริงๆที่ทำให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการฝึก แต่ว่าต่อให้จะให้ความสำคัญอย่างไร ความเป็นจริงสิ่งที่ได้รับนั้นไม่ใช่ใครจะสามารถรับความรู้เข้าไปมากมายได้

            ตลอดระยะเวลาห้าวัน สองวันแรกก็ยังดีหน่อย ยังไม่มีคนลงจากภูเขาตั้งแต่วันที่สามเริ่มขึ้น ก็เริ่มมีคนทยอยลงมา เพื่อการเอาตัวรอดต่อไปจะต้องหาวิธีมากมายมารับมือ เว่ยหลางให้คนที่ลงมาจากภูเขาบอกเล่าขั้นตอนการเสียสละของตนเองออกมาหนึ่งรอบจากนั้นก็ให้คิดดีๆ ว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถหลีกเลี่ยงการเสียสละเช่นนี้ได้ อย่าพูดถึงเรื่องอื่นเลย จริงๆแล้วเพราะตอนแรกทุกคนยังคงรู้สึกหดหู่ใจ แต่ว่าพอพูดถึงการตั้งคำถามว่าจะหลีกเลี่ยงจากการเสียสละเช่นนี้อย่างไรทุกคนก็คิดออกมา พูดออกมา หลังจากปรึกษากันแล้ว ในกองทัพก็ยิ่งครึกครื้นมากยิ่งขึ้น

            จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย หม่าหมิงถึงได้พาคนจำนวนมากลงจากภูเขาครั้งนี้คนที่ได้รับชัยชนะในตอนสุดท้ายก็คือหม่าหมิงแต่ว่าในกลุ่มของหม่าหมิงก็ไม่ใช่ว่าไม่มีการเสียสละเกิดขึ้นเขาที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม พาลูกน้องไปเก้าคน พากลับมาได้สี่คนบวกกับตัวเขาเองก็เป็นห้าคน ตอนที่เขาพาคนลงจากเขา ทั้งกองทัพก็กู่ร้องออกมานี่เป็นการต้อนรับวีรบุรุษ และเป็นการให้คะแนนที่ได้รับการยอมรับที่สุดในการฝึกครั้งนี้

        

    เชิงอรรถ

    [1] กวนตงจู (关东煮 Guāndōngzhǔ) เป็นพวกลูกชิ้น เต้าหู้เนื้อเสียบไม้แล้วเอาไปต้มในหม้อที่เป็นช่องสี่เหลี่ยม สามารถเลือกลูกชิ้นขึ้นมาใส่ถ้วยแล้วราดด้วยน้ำจิ้มหรือน้ำแกงเผ็ดๆ 

     

    คล้ายกับเรื่องครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405