เมื่อได้อยู่ตามลำพังแล้วเคลก็หยิบปากกาและกระดาษออกมา จากนั้นก็เริ่มเขียนตัวอักษรเกาหลีลงไป หลังจากขีด ๆเขียน ๆ อยู่พักใหญ่เขาก็ออกจากห้องหนังสือแล้วตรงไปที่ห้องทำงานของบิดา
“ท่านพ่อ”
“ว่าไง”
“ผมจำเป็ต้องใช้เงินครับ”
“อ้อ ได้สิ พ่อจะบอกหัวหน้าพ่อบ้านให้นะ”
เขาจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนมากขณะที่เคลนอนลงบนเตียงพร้อมกับตั๋วเงินมูลค่าสิบล้านเกลลอนในอ้อมอกรอนก็เข้ามาพร้อมวางขวดนํ้าลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยกับเขาว่า
“ชานํ้าผึ้งมะนาวอุ่น ๆ ครับลูกชายของกระผมตั้งใจทำมาให้นายน้อยโดยเฉพาะ ขอให้เป็คํ่าคืนที่สงบสุขนะครับกระผมจะคอยอยู่เคียงข้างนายน้อยเสมอ”
ความง่วงของเคลหายวับไปในทันที
ไม่ว่าอย่างไรคงต้องเริ่มจากการส่งสองคนนี้ไปพร้อมกับชเวฮันแล้วละ
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่เคลลืมตาตื่นขึ้นมาเขาก็มุ่งหน้าไปยังเขตสลัมในทันที
“นายน้อย กระผมได้ข่าวทั้งหมดจากผู้ช่วยพ่อบ้านฮันส์เมื่อเช้านี้แล้วละครับแม้ว่ารอนคนนี้จะยังมีสิ่งที่ขาดตกบกพร่องอยู่ แต่กระผมจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพอย่างสุดความสามารถเพื่อให้นายน้อยเปล่งประกายที่สุดในเมืองหลวงเลยครับ”
เคลออกจากคฤหาสน์ทั้งที่ยังตัวสั่นไม่หายเขานึกถึงสิ่งที่รอนพูดด้วยหลังจากตื่นมาเมื่อเช้า อันที่จริงแล้วมันวนกลับเข้ามาในหัวอัตโนมัติโดยที่เขาไม่จำเป็ต้องนึกถึงเลยด้วยซํ้า
“นายน้อยไปเมืองหลวงครั้งแรกใช่ไหมครับ กระผมล่ากระต่ายเก่งมากเลยละครับระหว่างตั้งค่ายพักแรม กระผมจะล่ากระต่ายมาให้เองครับ”
นํ้าเสียงทุ้มลึกเปี่ยมความอ่อนโยนของรอนยังก้องในหูเคลรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของตาแก่นั่นหลอนอยู่ในหูราวกับเป็เสียงแว่วจากม่านหมอกที่อยู่ไกลลิบ
ท่าทางของรอนตอนสาธยายวิธีล่ากระต่ายให้ฟังั้แ่เช้าตรู่ทำให้เขาขนหัวลุก
“เราต้องระวังให้มากเวลาจัดการกับสัตว์ตัวเล็กและขี้กลัวอย่างกระต่ายเพราะไม่อาจรู้ว่ามันจะหนีไปตอนไหน ดังนั้นเลยต้องคอยเฝ้าดูอย่างระมัดระวังแล้วฆ่ามันทีเดียวอ้อ หลังจากจัดการได้อยู่หมัดแล้วก็ต้องควักเอาเครื่องในออกมา ซึ่งงานนี้กระผมเองก็ถนัดเช่นกันครับ”
เคลต้องเบือนหน้าหนีรอนซึ่งแกล้งทำเป็ใช้มือผ่าหน้าของตนชายชราดูตื่นเต้นและกระตือรือร้นมากแต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าตาแก่นี่กำลังแกล้งกันอยู่ถึงรู้สึกว่ายากที่จะเชื่อทว่าเหนือสิ่งอื่นใดเคลกลับรู้สึกโล่งอกที่รอนเต็มใจติดตามไปที่เมืองหลวง
ส่วนบีครอสให้ติดตามไปด้วยในฐานะพ่อครัวส่วนตัวเท่านั้นก็เรียบร้อย
รอนกับบีครอส เพื่อที่จะพาพ่อลูกคู่นี้ไปด้วยเคลจึงบอกกับฮันส์ไว้ล่วงหน้าในตอนที่กำลังออกจากคฤหาสน์ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นรอนก็ยังยืนอยู่ข้าง ๆ เขาด้วยเช่นกัน
“ฮันส์ การเดินทางครั้งนี้ฉันอยากพาบีครอสไปเป็พ่อครัวส่วนตัวด้วย”
“กระผมขอถามเหตุผลได้ไหมครับ เนื่องจากเขาต้องคุมงานของครัวที่สองจึงเกรงว่าเขาอาจจะไม่มีเวลา”
“ไม่รู้สิ ยังไงซะ ถ้าไม่ใช่อาหารฝีมือบีครอสฉันก็กินไม่ลงรู้ไว้แค่ฉันจะพาเขาไปด้วยก็พอ”
ฮันส์ถึงกับเผยสีหน้าสับสนส่วนรอนก็ยิ้มด้วยความดีใจที่ลูกชายของตนจะได้เดินทางไปด้วยกัน
“ลูกชายของกระผมจะต้องดีใจมากแน่ ๆ ครับ นายน้อยในเมื่อมีเหตุให้ต้องไปเมืองหลวงด้วยกันแล้ว กระผมจะถ่ายทอดคำพูดของนายน้อยให้เขารับรู้อย่างครบถ้วนแน่นอนครับ”
คำพูดของรอนทำให้เคลรู้สึกโล่งใจทว่าก็สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากบีครอสปฏิเสธแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็อยากจะออกนอกอาณาเขตและไปที่เมืองหลวงด้วยเช่นกัน
เคลเดินทอดน่องผ่านตัวเมืองเวสเทิร์นซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกหนายามเช้าพลางนึกถึงจำนวนคนที่จะพาไปเมืองหลวงด้วยกันแม้จะดำเนินเื่ต่างไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมสละผลประโยชน์ของตนเสียหน่อย
“ท่านลอร์ด วันนี้มาเร็วนะครับ”
เคลเมินคำทักทายและเอ่ยถามเ้าของร้านขนมปังเสียงห้วนซึ่งหลังจากเจอกันบ่อยครั้งตอนนี้อีกฝ่ายดูค่อนข้างยินดีต้อนรับเขามากขึ้นแล้ว
“ขนมปังล่ะ”
เ้าของร้านยิ้มกว้างและยื่นกระสอบขนมปังมาให้
“แน่นอนว่ามีครับแต่ว่าวันนี้จะเป็วันสุดท้ายจริง ๆ เหรอครับ”
“ทำไม อยากได้เงินมากกว่านี้หรือไง”
“ครับ ผมอยากได้มากกว่านี้”
มุมปากของเคลระบายยิ้มกว้างเขาชอบคำตอบที่ตรงไปตรงมาแบบนี้ ก่อนจะตบไหล่เ้าของร้านขนมปังผู้ซื่อสัตย์ต่อตนเองเบาๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังเขตสลัม
“ไว้คราวหน้า ถ้าฉันอยากกินก็จะมาอีกแล้วกัน”
เ้าของร้านขนมปังมองร่างของเคลที่หายลับไปในหมอกสลัวพลางสวดภาวนาด้วยความหวังว่าเคลจะกลับมาใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลที่ร้านอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามเคลไม่อาจรับรู้ถึงคำอธิษฐานอันเลือนรางนั้นเขาขมวดคิ้วขณะมองสองพี่น้องที่ดูท่าว่าวันนี้ก็คงกำลังรอเขาอยู่เหมือนเดิม
เด็กพวกนี้ไม่มีบ้านอยู่หรือไงกัน
เคลมาถึงเร็วกว่าเวลาปกติมากเด็กทั้งสองขดตัวอยู่ข้างกันราวกับเฝ้ารออยู่บนเนินเขาในสลัมมาตลอดทั้งคืนคนเป็น้องชายนั้นแทบจะทิ้งตัวพิงในอ้อมแขนพี่สาวของตนอยู่รอมร่อ
สองพี่น้องต่างเงยหน้าขึ้นมองเคลแล้วยกมือปิดปากสนิทอาจเป็เพราะตอนเช้ามีหมอกลงหนา ผมและเสื้อผ้าของพวกเขาจึงดูเปียกชื้น
แน่นอนว่าเคลแสร้งทำเป็ไม่สังเกตเห็น
“เอ้า รับไปสิ”
เด็กชายยื่นมือมาและยังรับอาหารในส่วนของพี่สาวไปด้วยเมื่อเด็ก ๆ รับของไปแล้วเคลก็หันหลังและมุ่งหน้าไปยังรั้วบริเวณจุดที่ต้นไม้กินคนตั้งตระหง่านอยู่
โชคดีจริง ๆ ที่หมอกลง
เพราะหมอกทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลำบากขึ้นโดยเฉพาะหมอกที่ยิ่งหนาขึ้นเมื่ออยู่บนยอดเนินเขาเหนือสลัมซึ่งเป็จุดที่สูงเป็อันดับสองในเมืองเวสเทิร์นรองจากปราสาทเ้าเมืองคนอื่นจะไม่มีทางเห็นเลยว่าเคลกำลังทำอะไรหรือได้อะไรไปบ้าง
‘เอาอีก เอามาอีก ได้โปรด’
วันนี้ก็เหมือนเช่นเคยเคลเทขนมปังใส่โพรงที่โคนต้นไม้พลางฟังเสียงชวนขนลุกของิญญาอาฆาตดวงหนึ่งความมืดในหลุมค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเทาเป็สีขาว รอยยิ้มจาง ๆพลันผุดขึ้นบนริมฝีปากของเคล ดูเหมือนว่าความลำบากที่ผ่านมาจะไม่สูญเปล่า
ทันใดนั้นเอง
‘ขออีก ขออีก ขออีก!’
อะไรเนี่ย
เคลผงะถอยหลังไปเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องบาดหูที่แหลมขึ้นกว่าเดิมอีกหนึ่งระดับแต่ว่าเื่นี้ไม่มีอยู่ในหนังสือนี่
‘ขออีก เอาอีก! หากเ้าเอามาให้ข้ามากกว่านี้ข้าจะตอบแทนเ้าด้วยของขวัญเอง ของขวัญน่ะ’
ของขวัญ?
ดวงตาของเคลเป็ประกายเมื่อได้ยินคำนั้นปลายทางอยู่อีกไม่ไกลแล้ว แต่เขาก็คาดไม่ถึงว่าเสียงในต้นไม้จะบ้าคลั่งได้ขนาดนี้
“รอก่อน”
กิ่งก้านแห้งเหี่ยวของต้นไม้สีดำที่สั่นไหวประหนึ่งตอบรับคำพูดดูราวกับฉากในหนังสยองขวัญเคลตัวสั่นและเดินฝ่าหมอกหนาออกมาอย่างรีบร้อน เช้าตรู่ผ่านไปจนเข้า่สายแล้วแต่ดวงอาทิตย์กลับยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าม่านหมอกยิ่งหนาขึ้นภายใต้กลุ่มเมฆที่มืดครึ้ม
ดูเหมือนฝนกำลังจะตกในไม่ช้า
เขามองไม่เห็นว่าสองพี่น้องหายไปไหนแต่จากที่ดูเหมือนว่าฝนจะตกเร็ว ๆ นี้ เคลจึงคิดว่าทั้งสองคงจะหนีไปหาที่กำบังแล้วจากนั้นจึงวางขนมปังกระสอบที่สามลงหน้าต้นไม้กินคน
คราวนี้ก็เป็ครั้งสุดท้ายแล้ว
แสงภายในโพรงต้นไม้กลายเป็สีขาวเช่นเดียวกับหมอกที่โอบล้อมรอบตัวเขาตอนนี้แค่เพิ่มขนมปังกระสอบนี้เข้าไปมันก็จะโปร่งแสงขึ้น เคลมอบขนมปังกระสอบสุดท้ายให้กับต้นไม้ด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง
และในที่สุด
วี้ดดดด
เสียงสะท้อนอันรุนแรงต่างจากก่อนหน้านี้ดังมาจากต้นไม้และมุ่งตรงมายังเคลเพียงผู้เดียวทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้มากกว่าเสียงนั้นก็คือโพรงต้นไม้ที่เริ่มโปร่งแสงขึ้นทั้งที่ภายในโพรงควรจะเป็เงามืดจากร่มเงาของต้นไม้ทว่ามันกลับไม่เป็ไปตามหลักการทางธรรมชาติ
สิ่งนี้คือพลังโบราณ
ตอนนั้นเองเสียงที่เคยร้องขอขนมปังเพิ่มจากเคลก็ดังขึ้นอีกครั้ง
‘อร่อย อร่อยมาก ๆ!’
เสียงนั้นร้องออกมาอย่างอดไม่อยู่
‘เนื้อัันั่นช่างเหนียวนุ่มโดยเฉพาะขนมปังกระสอบที่สามช่างดียิ่งนักดูเหมือนว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปอาหารก็มีการพัฒนาขึ้นไปด้วยสินะ! ในสมัยของข้าไม่มีแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าขนมปังด้วยซํ้า!อย่างไรก็ตาม ขนมปังกระสอบที่สามนั่นก็อร่อยมากจริง ๆดูเหมือนว่าข้าวสาลีที่ใช้จะต้องเติบโตในแหล่งที่ดินอุดมสมบูรณ์กว่าที่อื่นแน่กระทั่งข้าวสาลีเองก็ใช่ว่าจะเหมือนกันเสียหมด’
...เสียงนั้นกำลังวิพากษ์วิจารณ์รสชาติขนมปังอย่างออกรสซึ่งเคลก็โดนเสียงนั้นกระหนํ่าพูดใส่ไม่หยุดดุจดั่งพายุ
ตรงนี้ไม่มีในหนังสือนี่นา
จิติญญาดวงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความอาฆาตระบายความคับแค้นใจผ่านการวิจารณ์อาหารรสเลิศคิ้วของเคลค่อย ๆ ขมวดเข้าหากันพลางนึกถึงเื่ราวเกี่ยวกับ ‘โล่คงกระพัน’ซึ่งเป็พลังโบราณเพียงหนึ่งเดียวใน กำเนิดวีรชน ที่ไม่มีใครเอาไปได้และมีเพียงการบรรยายถึงเท่านั้น
นี่คงเป็เหตุผลว่าทำไมไม่มีใครเอาพลังนี้ไปได้สินะ
แล้วทำไมต้องเล่าถึงพลังที่ไม่มีใครเอาไปได้ด้วยนะจู่ ๆ ความคิดนั้นก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาทว่าเ้าของเสียงที่พล่ามไปเรื่อยนั้นก็ช่างพูดมากเสียจริง
‘...เพราะอย่างนั้นข้าเลยอิ่มมากแถมมันก็อร่อยมากเลยด้วย!’
เสียงนั้นยังเอาแต่สาธยายไม่หยุดที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ความแค้นที่มาจากความตะกละแต่เป็ความแค้นใจจากการที่ไม่ได้พูดหรือเปล่านะ
หลังจากฟังการประเมินรสชาติอยู่หลายนาทีเคลก็พยักหน้าและพยายามเอ่ยตัดบท
‘ในสมัยโบราณไม่มีรสชาติแบบนี้หรอกนะคนพวกนั้นบอกว่ามาสักการบูชาเทพเ้าแต่สิ่งที่พวกคนจากป่าแห่งความมืดนำมามอบให้ข้ามีแต่ของที่ไม่อร่อยทั้งนั้น’
แต่พอเื่เล่าจากยุคโบราณหลุดออกมาเคลจึงหยุดรอฟังต่ออีกหน่อย
‘แน่นอนว่าข้าถูกขับไล่ออกจากที่แห่งนั้นเพราะตะกละตะกลามเกินไปนี่ไม่ใช่เื่ตลกเลยสักนิด ในตอนนั้นข้าออกมาพร้อมกับบรรดาสหาย เพราะพวกเรา้าเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น’
ผู้ที่้ารับพลังโบราณจำเป็ต้องฟังเื่เล่าในอดีตให้จบทว่าหลังเื่เล่านั้นจบลงไม่นานเสียงนั้นก็เริ่มพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างขนมปังกับความอ้วน เคลจึงเอ่ยตัดบท
‘ต่อให้ข้าต้องอ้วนขึ้นแต่ข้าก็ต้านทานรสชาตินี้ไม่ได้หรอกไม่ยุติธรรมเลยสักนิดที่ข้าต้องขุดดินกินจนตายน่ะ!’
“อืมช่างเป็การวิจารณ์รสชาติอาหารที่ยอดเยี่ยมและสมเป็ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆแต่เสียงเ้าหนวกหูไปนิด —”
ทว่าเคลกลับถูกขัดจังหวะกลางคันด้วยเสียงร้องะโอย่างเปี่ยมสุขที่ดังขึ้น
‘เ้าเข้าใจการวิจารณ์อาหารของข้าเ้านี่ช่างเป็คนดีจริง ๆ! ข้าขอบใจ!’
...เป็การสนทนาที่ดูเหมือนจะคุยกันไม่รู้เื่แต่กลับรู้เื่เสียอย่างนั้น
แม้จะไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ได้เลยสักนิดแต่หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว เขาก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นอีกต่อไปเคลจับจ้องไปยังต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้า
“หาดูยากนะเนี่ย”
ต้นไม้กินคนเริ่มผลัดเปลี่ยนจากต้นไม้สีดำกลายเป็สีขาวใบไม้สีเขียวเริ่มแตกใบออกทีละน้อย เนื่องจากอยู่ท่ามกลางสายหมอกภาพที่เห็นนั้นจึงยิ่งลึกลับชวนพิศวงมากขึ้น
วี้ดดดด
แทนที่จะเป็เสียงหวีดหวิวชวนให้หนาวสะท้านทว่าเสียงร้องนั้นกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นมั่นคงเคลคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าโคนต้นไม้ ก่อนแสงสีขาวบริสุทธิ์จะส่องสว่างเจิดจ้าออกมาจากในโพรง
เคลยื่นมือเข้าหาแสงนั้นแล้วหลับตาลง
นี่สินะ
พลังอันอบอุ่นและมั่นคงโอบล้อมรอบมือของเขาริมฝีปากของเคลระบายยิ้ม และในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงดังขึ้นเป็ครั้งสุดท้ายนํ้าเสียงที่เอ่ยนั้นช่างไพเราะเสนาะหู ทั้งยังให้ความรู้สึกอบอุ่นในคราวเดียวกัน
‘ข้าจะปกป้องเ้าเอง’
ฟิ้วววว
ใน่เวลาสั้น ๆแสงอันเจิดจ้าได้เข้าโอบล้อมรอบตัวเคลก่อนที่แสงสีเงินจะซึมซาบเข้าไปในร่างกายและรวมตัวกันอยู่ที่หัวใจของเขา
“ฮู่...”
เคลหายใจเข้าลึก ๆ แล้วลืมตาขึ้นเขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย กลับกันแล้วพลังอันบริสุทธิ์และอบอุ่นยังทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม
เคลเลิกเสื้อที่สวมอยู่ขึ้นทันที
เรียบร้อย
ที่ตำแหน่งบริเวณหัวใจมีโล่สีเงินขนาดเล็กประทับลงบนิัทว่ามันดูต่างไปจากรอยสักปกติเพราะสัญลักษณ์ของโล่อันวิจิตรที่อยู่บนหน้าอกของเขานี้ดูราวกับถูกวาดขึ้นด้วยสีนํ้า
โล่คงกระพันจะปกป้องชีวิตผู้เป็เ้าของเหนือสิ่งอื่นใดและสถานที่แห่งคำสัตย์ปฏิญาณนั้นก็คือหัวใจโล่นี้จะอยู่กับเคลไปจนกว่าหัวใจของเขาจะหยุดเต้น
“ใช้ได้เลยแฮะ”
เคลััได้ถึงพลังที่ห่อหุ้มหัวใจแต่กลับไม่รู้สึกเลยว่าเป็สิ่งแปลกปลอมกลับกันแล้วเพราะมันโอบล้อมหัวใจเอาไว้อย่างแ่าจึงทำให้เขารู้สึกว่าหัวใจเต้นอย่างมีพลังยิ่งขึ้นกว่าเดิม
นี่เป็หลักฐานยืนยันว่าพลังโบราณมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันไปเขาจึงลองใช้พลังโบราณตามที่อ่านมาจากในนิยายกำเนิดวีรชน
วิ้งงงง
โล่คงกระพันปรากฏขึ้นตรงหน้าของเคล
โล่สีเงินโปร่งแสงปกคลุมร่างกายส่วนบนของเขาโล่นั้นมีปีกสีเงินติดอยู่ที่ทั้งสองด้านซึ่งทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้ไกลในระยะหนึ่งนอกจากนี้ยังสามารถปรับขนาดโล่ได้อีกด้วย
เขาลองประเมินพลังนี้ด้วยความคุ้นเคยราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายพลังโบราณนั้นมีประโยชน์ตรงที่ผู้เป็เ้าของจะคุ้นเคยกับมันได้ในทันที นั่นจึงเป็เหตุผลที่บรรดาผู้กล้ามักจะใช้พลังเหล่านี้มาช่วยเสริมพลังหลักของตน
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเคล
อย่างน้อยที่สุดก็สองครั้ง
เคลประมาณการโดยยึดชเวฮันผู้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนรอบตัวเป็บรรทัดฐานเมื่อชเวฮันใช้วิชาดาบเคลก็น่าจะสามารถสกัดวิชาดาบระดับต้นจนถึงกลางของอีกฝ่ายได้อย่างน้อยสองครั้ง
ในฐานะพลังเสริมแล้ว พลังป้องกันของโล่นี้สูงกว่าที่คิดไว้เสียอีก
ทว่าตรงกันข้ามกับชื่อของมันโล่คงกระพันสามารถแตกหักหรือพังทลายได้ ทว่าจะไม่สลายหายไป
หากโดนโจมตีด้วยความรุนแรงเกินขีดจำกัดโล่จะทิ้งพลังบาง ๆ ห่อหุ้มหัวใจเอาไว้เพื่อเป็การปกป้อง จากนั้นก็จะแตกสลายหลังจากผ่านไประยะหนึ่งจึงกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมซึ่งแกนหลักขึ้นอยู่กับพลังชีวิตที่อยู่ในหัวใจ
หัวใจที่ยังเต้นอยู่คือแหล่งพลังของโล่โล่กับหัวใจต่างก็มอบความแข็งแกร่งให้กันและกันเช่นนั้นจะเป็อย่างไรหากหัวใจของเขาแข็งแกร่งขึ้น
มันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมน่ะสิ
มีวิธีในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพลังโบราณมากมายซึ่งเคลจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับโล่นี้อีกครั้งในระหว่างเดินทางไปยังเมืองหลวง ดังนั้นต่อให้คนอย่างชเวฮันเกิดอยากจะฆ่าเขาขึ้นมาเคลก็ตั้งใจไว้แล้วว่าเขาจะทำให้โล่แข็งแกร่งพอทนได้สักสิบนาที ไม่สิ ห้านาทีก็พอ
พลังโบราณนั้นยากที่จะได้มา เว้นแต่จะ ‘ค้นพบโดยบังเอิญ’ เช่นเดียวกับต้นไม้กินคนและบางทีคนที่รู้เื่ความบังเอิญนั้นมากที่สุดทั้งยังรู้ไปจนถึงนิยายเล่มที่ห้าก็คงเป็เคล เฮนิทุส หรือก็คือตัวเขาเอง
มุมปากของเคลค่อย ๆ ยกขึ้นเขายื่นมือออกไปลองัักับโล่ ผิวััของมันให้ความรู้สึกที่ดีแต่ก็มีอยู่หนึ่งสิ่งที่เขาไม่ค่อยถูกใจเอาเสียเลย
“...ดูขลังเกินไปไหมเนี่ย”
เมื่อโล่แสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่มันกลับดูเหมือนโล่ศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าอัศวินผู้รับใช้เทพเ้าถือคู่กับดาบตามที่เห็นในนิทานปรัมปราทั้งหลายไม่มีผิด
แน่นอนว่าอดีตเ้าของโล่นี้คือนักบวชหญิงซึ่งตอนนี้เบื่อหน่ายเทพเ้าเต็มทนและเ้าของคนปัจจุบันอย่างเคลก็เป็แค่คนจำพวกที่เกลียดเทพเ้าก็เท่านั้น
เอาเถอะ ใช่จะมีเื่ให้ใช้เยอะขนาดนั้นสักหน่อย