หลายวันมานี้ตงซิงอีออกไปเที่ยวเล่นทุกวัน นางเพิ่งเคยเห็นการใช้ชีวิตของชาวบ้านอย่างแท้จริง ในวัยเด็กนางเคยไปอยู่หมู่บ้านเชิงเขาที่ตอนนี้กลายเป็ฐานลับของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ ที่นั่นปลูกผักทำสวนกันมากมาย ดูสบายตาและเรียบง่าย อากาศดีและสงบสุข นางชื่นชอบที่ได้มองดูชีวิตผู้อื่นดำเนินไปอย่างมีชีวิตชีวา ไม่ใช่ใช้ชีวิตไปวันๆ เที่ยวเล่นเช่นนางในตอนนี้
ในเมืองแถบชายแดนนี้คึกคักมากกว่าหมู่บ้านเชิงเขาที่นางเคยอยู่อาศัยในวัยเด็ก มีการค้าขายมากมายหลากหลาย แม้จะแข่งขันกันแต่ก็สนุกสนานนัก นางอยากลองใช้ชีวิตเช่นผู้อื่นดูบ้าง
ั้แ่เด็กจนโต นางมีบ่าวไพร่คอยดูแล ปรนนิบัติ ไม่เคยต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง หรือต้องค้าขายเลี้ยงชีพ ไม่มีอาชีพหรือต้องหาเงินทองเพื่อปากท้อง ด้วยบิดามารดานางมีให้ใช้เหลือเฟือ แต่เงินทองมันไม่ใช่ความสุขทั้งหมดของชีวิตนาง
นางอยากลองมีประสบการณ์ค้าขายหาเลี้ยงชีพตนเองบ้าง อยากลองใช้ชีวิตเช่นหญิงชาวบ้านทั่วไป การไปพักอยู่กับท่านเทพโอสถก็ไม่เคยต้องทำมาหากินอะไร เพียงฝึกฝนวิทยายุทธและเรียนรู้เื่สมุนไพรและการปรุงยาพิษเท่านั้น
หากนางอยากค้าขายนางต้องเริ่มต้นเช่นไร? หรือต้องไปถามผู้ที่เป็พ่อค้าเช่นหลิวหยางที่เป็ถึงบุตรชายคหบดีใหญ่ ตอนนี้เขานับเป็สหายนาง แม้ในคราแรกจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าใดนัก แต่พอคบค้า เขาเป็คนดีคนหนึ่งและกล้าได้กล้าเสีย ทั้งใจถึงเื่ค้าขาย เขาจึงกล้ามาทักทายนางในคราแรก
หรือนางจะออกท่องเที่ยวไปดูเมืองอื่นให้ทั่วแคว้นก่อน แล้วค่อยเลือกหาที่ๆ นางอยากจะไปค้าขายดี ตงซิงอีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนออกไปหาหลิวหยางปรึกษาเื่ค้าขายและเื่อื่นๆ ที่นางสนใจ
ท่านเทพโอสถใน่นี้ทำตัวลับๆ ล่อๆ แปลก นางจึงไม่ได้ไปรบกวน ด้วยคนในเมืองนี้เริ่มพอรู้จักนางบ้างแล้ว ทั้งยังได้ยินเื่ราววันแรกที่นางมาถึงและทุบตีคนของหลิวหยางไป จึงไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายกับนางมากนัก คนที่รู้เื่ราวต่างมีความเกรงอกเกรงใจนาง เพียงทักทายพอเป็มารยาทเท่านั้นที่พบหน้า
เมื่อไปถึงร้านค้าของหลิวหยางนางเข้าไปนั่งดื่มน้ำชาที่ห้องรับรองด้วยความเคยชิน นางอยู่เมืองนี้มาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ไปมาหาสู่กับหลิวหยางบ่อยครั้ง ด้วยบางทีท่านอาจารย์ของนางต้องออกไปทำธุระ ท่านบอกนางว่าเจอเพื่อนเก่าจึงต้องไปพูดคุยและช่วยเหลือเื่บางอย่าง นางจึงให้หลิวหยางพานางเที่ยวสถานที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้แทน เมื่อเขาบอกว่าขอเป็สหายนาง นางจึงไม่คิดเล็กคิดน้อยเื่ราวเก่าๆ ทั้งเขาและนางต่างจริงใจให้กัน ไปๆ มาๆ หลิวหยางกลับเป็สหายที่ดีคนหนึ่งสำหรับนางเลยทีเดียว เขาไม่ใช่คนเสแสร้งทั้งพูดตรงนางจึงคิดว่าเขาน่าคบหา
“วันนี้เ้าจะให้ข้าพาไปเที่ยวที่ใดรึ ถึงมาแต่เช้าเช่นนี้”
“ข้าอยากถามเ้าเื่ค้าขาย หากข้าอยากลองค้าขายบ้างจะได้หรือไม่”
“เ้ามาท่องเที่ยวไม่ใช่รึ เหตุใดอยากค้าขาย”
“ข้าไม่เคยมีอาชีพอะไรเลย เพียงใช้เงินบิดามารดาเที่ยวเล่น ข้าแค่อยากลองหาเงินด้วยตนเองดูบ้าง ข้าอยากรู้ว่าข้าจะทำได้หรือไม่”
“เ้านี่เป็สตรีที่เหนือความคาดหมายตลอดเลยนะ แล้วเ้าอยากค้าขายสิ่งใด อย่างน้อยต้องเป็สิ่งที่เ้าชอบ เ้ารู้เกี่ยวกับสิ่งเ่าั้ดี แล้วเ้าอยู่กับมันได้ทั้งวันจึงจะดี เช่นข้าชอบมองหญิงงาม เลยขายเครื่องประดับสตรี จะได้คุยกับหญิงงามทั้งวันเช่นนี้อย่างไรเล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
“เช่นนั้นหรือ ข้าก็คิดอยู่ว่าเหตุใดเ้าจึงเปิดร้านเครื่องประดับ ทั้งที่เป็ชาย ที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง”
“ข้าชอบสมุนไพร ชอบปรุงยา ชอบกินอาหารเลิสรสและชอบทำอาหารด้วย อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์ข้าสอนข้าหมักเหล้าสูตรบำรุงร่างกายด้วยนะ ทั้งรสชาติดีทั้งบำรุงร่างกาย ข้าดื่มแทบทุกวัน วันละนิด เ้ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์ข้าคือเทพโอสถ”
ตงซิงอีพูดกระซิบกระซาบกับหลิวหยางด้วยกลัวผู้อื่นจะรู้ว่านางและอาจารย์คือใคร นางมั่นใจว่าหลิวหยางย่อมไม่แพร่งพรายไปแน่
“ห๊า อะไรนะ อาจารย์เ้าคือเทพโอสถรึ!?”
หลิวหยางะโเสียงดังอย่างใ เขาไม่คิดว่าตาแก่หนวดเคราขาวผู้นั้นจะเป็ถึงท่านเทพโอสถ เขาดูเหมือนชายชราที่รู้มากทั่วไปเท่านั้น
“เบาๆ หน่อย อย่าเอะอะไป เ้าจะใทำไม! ข้าคือลูกศิษย์คนเดียวของท่านอาจารย์ ฝึกฝนและเรียนรู้สืบทอดทุกอย่างจากท่านอาจารย์มาหมดแล้วจึงออกมาท่องเที่ยว แล้วเ้าว่า...ข้าควรเปิดร้านชายยาหรือร้านอาหารดี?”
ตงซิงอียังถามเขาเื่ค้าขายไม่หยุด ทั้งที่หลิวหยางอ้าปากค้างอยู่นาน
“เ้าเป็ศิษย์คนเดียวของท่านเทพโอสถเชียวรึ? ทั้งยังเป็สตรี! ทั้งยังสืบทอดทุกอย่างมาหมดแล้ว!”
หลิวหยางทวนคำของนาง เขาตกตะลึงตาโตจ้องมองนางอย่างนับถือ ทั้งยังแทบอยากจะกราบไหว้นางให้เป็เ้าแม่ผู้ปกป้องคุ้มครองให้ครอบครัวเขาร่มเย็น หากนางเป็หมอประจำตระกูลเขาคงดีไม่น้อย เร็วเท่าความคิดเขาจึงรีบถามนางออกไป
“เ้ามาเป็หมอประจำตระกูลข้าก็ได้ค่าจ้างมากมายแล้ว ดีกว่าค้าขายมากมายนัก”
“ไม่เอา! ข้าอยากค้าขายเป็เถ้าแก่เช่นเ้า ไม่อยากไปเป็ลูกน้องเ้า หากเ้าอยากให้ข้าช่วยเหลือค่อยมาไหว้วาน ข้าย่อมช่วยสหายอยู่แล้ว แต่หากเ้าไม่ช่วยข้าค้าขาย ข้าเองก็ไม่ช่วยเ้าเช่นกัน!”
ตงซิงอีไม่อยากไปเป็หมอให้ใครเพียงผู้เดียว หากนางอยากช่วยชีวิตผู้ใด นางก็จะช่วยด้วยความเป็มนุษย์ ไม่ใช่หวังเพียงเงินทองอย่างเดียว
“เช่นนั้นก็ได้! ข้าจะช่วยเ้า! เรามาคุยกันว่าจะทำสิ่งใดดีและไปเดินดูร้านค้าคู่แข่งแถวนี้ว่าทำกิจการใดบ้างแล้ว จะได้ไม่ซ้ำกันมากนัก ทั้งไปเดินดูทำเลที่เหมาะสมด้วยว่าน่าทำอะไร ดีหรือไม่ ข้าจะสอนทุกอย่างที่ข้าเรียนรู้มาจากบิดาแก่เ้าเองสหายคนงาม”
หลิวหยางกลัวนางจะไม่คบค้ากับเขาอีก จึงรีบรับปากนางทันที