เหอเจินจูได้แต่นอนมองท้องฟ้าอย่างมึนงงและยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น สักพักความปวดร้าวที่ศีรษะและกลางแผ่นหลังก็ทำให้นางร้องครางออกมาด้วยความเ็ป
“เจินจู..อั๊ก” ถงซื่อที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นเพื่อจะไปช่วยบุตรสาวถูกฝ่าเท้าอันอวบอิ่มและเปี่ยมไปด้วยพละกำลังของเหอเจียวเจียวถีบเข้าที่หน้าอกจนร่างหงายหลังลงพื้นไปอีกครั้ง ความรุนแรงในครั้งนี้ทำให้นางถึงกับต้องกระอักเืออกมาเลยทีเดียว
“ท่านแม่!” เมื่อเห็นว่าถงซื่อถึงกับกระอักเืออกมาเหอเจินจูก็พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แล้วเอ่ยกับเหอเจียวเจียวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
“เหอเจียวเจียว นี่เ้ากล้าลงมือกับพวกเราถึงขั้นนี้เชียวหรือ ระวังตัวเอาไว้ให้ดีข้าจะกลับไปฟ้องท่านพ่อ” เหอเจินจูเอ่ยพลางรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของมารดา
“เชิญเ้าไปฟ้องท่านลุงได้เลย อ้อ! เ้าจะไปฟ้องร้องกับทางการเลยก็ได้นะ ถ้าคนอย่างเ้ามีความกล้าพอ” เหอเจียวเจียวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
“แน่นอนข้าย่อมต้องกล้าแน่ เ้าเตรียมตัวรอถูกทางการจับเ้าไปลงโทษได้เลย” เหอเจินจูเอ่ยพลางประคับประคองมารดาของนางออกไปจากบริเวณรั้วบ้านของสกุลจ้าวในทันที
“พี่สะใภ้ท่านนี่สุดยอดไปเลย ข้าไม่เคยรู้เลยว่าท่านก็มีวรยุทธ์ด้วย ท่าทางตอนที่ท่านทุ่มพี่สาวคนนั้นลงไปนอนบนพื้นช่างยอดเยี่ยมเป็อย่างมาก” จ้าวเฟิงเซิ่งวิ่งออกมาพลางเอ่ยชื่นชมด้วยสีหน้าตื่นเต้นและปลาบปลื้มใจเป็อย่างมาก
“ท่าเมื่อครู่นี้คือลักษณะท่าทางการต่อสู้ของยูโด แล้วข้าจะสอนเ้าก็แล้วกันนะสามารถเอาไว้ใช้ป้องกันตัวได้” เหอเจียวเจียวเอ่ยพลางเดินไปปิดประตูด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“จริงๆ นะขอรับ ท่านจะสอนข้าจริงๆ นะ” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยถามย้ำอีกครั้งด้วยความดีใจ เหอเจียวเจียวจึงตกปากรับคำเขาอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง
“แน่นอน ข้าย่อมต้องสอนเ้าแน่ยามนี้เ้าคือน้องชายของข้าแล้วนี่นา”
“ขอบคุณมากขอรับพี่สะใภ้” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มเขาเดินล้อมหน้าล้อมหลังเหอเจียวเจียวที่เดินไปสำรวจแปลงผักทางด้านหลัง
“ท่านลงมืออย่างหนักหน่วงเช่นนั้นก็สาแก่ใจดีอยู่หรอกเ้าค่ะ แต่ถ้าหากพวกนางไปแจ้งทางการขึ้นมา ท่านจะไม่ย่ำแย่หรือเ้าคะ” จ้าวเฟิงหย่าที่เดินติดตามมาเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
“หากพวกนางแจ้งทางการได้ก็ยิ่งดี เงินและข้าวของของพวกเราที่พวกนางเอาไปก็จะได้มีคนช่วยทวงคืนเอามาให้” เหอเจียวเจียวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม พลางใช้มือลูบไปที่ท้ายทอยอันบวมปูดของตนเอง
เหอเจียวเจียวคนก่อนมีพละกำลังเหลือล้น แต่เพียงเพราะคำว่ากตัญญูนางไม่เคยคิดต่อสู้สองแม่ลูกเลยสักที พวกนางจึงกล้าลงมือตบตีและทำร้ายอย่างไม่เกรงกลัว แต่นางไม่ใช่เหอเจียวเจียวคนเก่าแล้ว นางไม่จำเป็จะต้องคำนึงถึงคำว่ากตัญญู ไม่จำเป็ต้องยึดถือคำว่าคุณธรรม สำหรับนางแล้วเหอเจียวเจียวคนเก่าชดใช้ให้บ้านสกุลเหอไปนานแล้ว คราวนี้ถึงตาของนางที่จะช่วยทวงคืนความเป็ธรรมให้เหอเจียวเจียวคนเก่าเสียที
วันต่อมาเหอเจินจูพาเ้าหน้าที่ของทางการมาที่บ้านสกุลจ้าวถึงสองนาย นางสู้อดทนเดินเท้าถึงสิบกว่าลี้เพื่อไปฟ้องร้องถึงที่ว่าการในตัวเมืองว่านางและถงซื่อถูกเหอเจียวเจียวทำร้าย แล้วเดินทางกลับอีกสิบกว่าลี้เพื่อพาเ้าหน้าที่ของทางการมาตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อเหอเจียวเจียวเปิดประตูรั้วนางก็ชี้ไปที่เหอเจียวเจียวแล้วเอ่ยกับเ้าหน้าที่ในทันที
“จับนางเลยเ้าค่ะ เป็นางที่ลงมือทำร้ายข้ากับท่านแม่”
“พวกท่านจะมาจับข้าหรือเ้าคะ คนที่ควรจะถูกจับสมควรที่จะเป็พวกนางต่างหาก” เหอเจียวเจียวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มพลางจ้องมองเหอเจินจูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่า ท่าทีของนางทำให้เ้าหน้าที่ของทางการถึงกับสับสนในทันที สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่มีท่าทีหวาดกลัวพวกเขา อีกทั้งยังมีท่าทางของผู้ที่อยู่เหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ
“คือว่าแม่นางผู้นี้ ไปฟ้องร้องจนถึงที่ว่าการในตัวเมือง ใต้เท้าจึงให้พวกข้าเดินทางมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง” เ้าหน้าที่คนที่ดูมีอายุกว่าเอ่ยด้วยสีหน้าเ็า เขากวาดตามองไปรอบๆ บริเวณเพื่อพยายามเก็บรายละเอียดของบ้านสกุลจ้าว
“ถ้าเช่นนั้นก็เรียนเชิญใต้เท้าทั้งสองเข้ามาในบ้านก่อนเ้าค่ะ ถึงแม้ว่าที่บ้านของข้าจะไม่มีชาดีๆ คอยต้อนรับ แต่น้ำของบ้านข้าก็ต้มอย่างพิถีพิถันรับรองว่าทั้งสะอาดและปลอดภัยอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” เหอเจียวเจียวเอ่ยพลางเชื้อเชิญเ้าหน้าที่เข้าไปในบ้าน ถึงแม้ว่าพวกเขาสองคนปฏิเสธน้ำที่จ้าวเฟิงหย่ายกมาให้ แต่ก็ยินยอมนั่งลงตรงโต๊ะหินใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น ส่วนเหอเจินจูได้แต่ติดตามเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่เพราะนางมีความเกรงกลัวต่อเ้าหน้าที่จึงไม่กล้าจะเอ่ยวาจาที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ
“รบกวนสะใภ้บ้านจ้าวช่วยเล่าให้พวกข้าฟังได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดจึงได้ถูกฟ้องร้องว่าทำร้ายคน” เ้าหน้าที่ที่ดูมีอายุน้อยกว่าเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่มีความเมตตามากกว่า
“ข้าน้อยมีนามว่าเหอเจียวเจียว สามีของข้าพึ่งจะถูกเกณฑ์ไปเป็ทหารเมื่อหลายวันก่อน ข้าที่พึ่งจะแต่งเข้ามาจึงต้องคอยเลี้ยงดูน้องของสามีเพียงคนเดียว ก่อนหน้านี้เพราะสามีของข้าใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดไปสู่ขอข้าที่บ้านสกุลเหอของข้า ในยามนี้บ้านของสามีแห่งนี้จึงแทบจะไม่เหลือเงินทองติดบ้านเลย มีเพียงเสบียงอาหารที่สามีกักตุนเอาไว้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาวเพียงเท่านั้น ท่านป้าสะใภ้ที่มาทวงถามจะเอาเงินจากข้าจึงไม่พอใจลงมือทำร้ายข้า พวกท่านดูสิเ้าคะนางลงมือจนหัวของข้าบวมปูดมาหลายวันแล้ว” เหอเจียวเจียวเอ่ยพลางหันหลังแล้วค่อยๆ แหวกผมที่ม้วนขึ้นมาเป็ทรงของสตรีที่แต่งงานแล้วให้พวกเขาดู ซึ่งยามนี้ท้ายทอยของนางทั้งบวมปูดและห้อเือย่างเห็นได้ชัดเจน เ้าหน้าที่คนที่มีอายุมากกว่าถึงกับอุทานออกมาอย่างใ
“... บวมช้ำจนถึงขั้นนี้นับได้ว่าอันตรายมาก เ้าไปหาท่านหมอแล้วหรือยัง ดูจากร่องรอยแล้วเ้าคงถูกของแข็งฟาดใส่กระมัง”
“เ้าค่ะ! ข้าถูกญาติผู้พี่ของข้าเอาท่อนไม้ท่อนนี้ฟาดจนหมดสติ” เหอเจียวเจียวเอ่ยพลางชี้ไปที่ท่อนไม้ที่เหอเจินจูเคยใช้ฟาดที่ศีรษะของนาง พลางทำสีหน้าเ็ปหยาดน้ำตาหยดลงมาอย่างน่าสงสาร
“เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าข้าวของที่สามีของข้าจัดเตรียมไว้สำหรับฤดูหนาวล้วนถูกพวกนางรื้อค้นและเอาไปจนหมด สองวันต่อซึ่งก็คือเมื่อวานนี้พวกนางก็เข้ามาหาช้าอีก แถมยังคิดจะใช้ข้าให้ไปทำความสะอาดล้างลานหน้าบ้านให้พวกนางด้วยแต่เพราะข้าไม่ยินยอมพวกนางจึงตั้งใจจะลงมือทำร้ายข้า ด้วยเกรงว่าตนเองและน้องของสามีสองคนจะถูกทำร้ายข้าจึงได้ป้องกันตนเองอย่างเต็มที่คิดไม่ถึงว่ามือเท้าของข้าจะพลาดไปถูกท่านป้าสะใภ้เข้า ส่วนท่านพี่เจินจูเพราะความใที่ท่านป้าสะใภ้ถูกลูกหลงนางจึงรีบไปช่วยท่านป้าสะใภ้ แต่คงเพราะรีบร้อนมากจนเกินไปจึงทำให้นางหงายหลังล้มลงไปในทันที คิดไม่ถึงว่ายามนี้นางกลับขาวให้กลายเป็ดำยกความผิดเื่ทำร้ายร่างกายมาใส่ร้ายข้า”
“โกหก! เ้ามันคนโกหก” เหอเจินจูเอ่ยพลางทำท่าว่าจะเข้ามาทำร้ายเหอเจียวเจียว แต่เพราะเ้าหน้าที่ยังนั่งอยู่พวกเขาจึงรีบลุกขึ้นแล้วเอ่ยวาจาตักเตือนนางในทันที
“แม่นางได้โปรดระงับอกระงับใจเอาไว้ ไม่เช่นนั้นพวกข้าจะถือว่าที่สะใภ้บ้านจ้าวเอ่ยมาล้วนเป็ความจริงทั้งหมด”
“ที่พี่สะใภ้เอ่ยออกมาล้วนเป็ความจริงทั้งหมดเ้าค่ะ พวกข้าเป็พยานได้ หากใต้เท้าทั้งสองไม่เชื่อจะไปสอบถามผู้คนในหมู่บ้านก็ได้เ้าค่ะ ท่านป้าสกุลเหอมักจะตบตีและทำร้ายท่านพี่สะใภ้ของข้าอยู่เสมอ อีกทั้งข้าวของหลายอย่างพี่ชายของข้ามักจดลงบัญชีเอาไว้อย่างละเอียด พวกท่านไปตรวจสอบที่บ้านสกุลเหอก็จะรู้แล้วเ้าค่ะว่าที่พี่สะใภ้เอ่ยมาเป็ความจริง สองแม่ลูกสกุลเหอมารื้อค้นเอาของกินของใช้จากบ้านของพวกข้าไปเ้าค่ะ” จ้าวเฟิงหย่าที่มีความเฉลียวฉลาดเกินวัยเดินเข้ามาพร้อมนำบัญชีข้าวของที่จ้าวเฟิงป๋อจดบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดมามอบให้แก่เ้าหน้าที่ของทางการ
เหอเจียวเจียวได้แต่มองนางด้วยสายตาชื่นชมนางไม่รู้เื่สมุดบัญชีเลยสักนิด ด้วยเหอเจียวเจียวคนเก่าไม่รู้หนังสือส่วนตัวนางเองก็อ่านภาษาเขียนในยุคนี้ไม่ค่อยจะได้อีกทั้งยังเข้าใจว่าจ้าวเฟิงป๋อที่เป็เพียงพรานล่าสัตว์ธรรมดาจะรู้หนังสือและเป็คนละเอียดลออจนถึงขั้นทำบัญชีของกินของใช้ภายในบ้านเอาไว้
“ได้พวกข้าจะไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้แหละ หากที่พวกเ้าเอ่ยมาเป็ความจริงก็ไม่ต้องกังวล พวกข้าจะทวงถามข้าวของที่ถูกเอาไปให้พวกเ้า ก่อนที่พวกข้าจะมาใต้เท้าได้กำชับพวกข้ามาก่อนแล้วว่าอย่าได้สร้างความลำบากให้แก่ครอบครัวของทหารที่ถูกเกณฑ์” เ้าหน้าที่เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและจริงจัง เหอเจินจูมีสีหน้าซีดเซียวไปในทันที ส่วนเหอเจียวเจียวนั้นแทบไม่ต้องเอ่ยถึงนางคาดเดาเอาไว้แล้วว่าคงต้องใช้ความพยายามอีกมากกว่าจะยัดเยียดความผิดให้สองแม่ลูกสกุลเหอได้ คิดไม่ถึงว่าเื่ราวจะง่ายดายถึงขั้นนี้ นางได้แต่หันไปมองจ้าวเฟิงหย่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
‘เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลย’