ณ สวนสาธารณะร้าง บริเวณพื้นที่ว่างระหว่างป่าไม้เขียวขจี
“กินกรงเล็บไทแรนโนซอรัสของฉันหน่อยเป็นไง”
ร่างของมังกรบินอวบอ้วนพุ่งทะยานลงมาจากท้องนภา กรงเล็บบนอุ้งเท้าใหญ่โตตะปบเข้าคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่บนพื้น
กรงเล็บแข็งแรงและแหลมคมเกิดแสงสว่างกะพริบเล็กน้อย ขณะวาดเข้าใส่กลางอากาศจนเกิดเสียงลมหวือขึ้นข้างหู
ใบหน้าของคู่ต่อสู้ยังคงนิ่งสงบ ไม่เพียงแต่จะไม่ถอยหลังเท่านั้น แต่เขากลับก้าวเท้าไปด้านหน้าเพื่อโต้ตอบมังกรบินที่อยู่เบื้องบน
เขาเขย่งเท้าขึ้นและดีดตัวลอยขึ้นสู่กลางอากาศ เพื่อใช้หมัดต้อนรับมังกรอ้วน
วินาทีต่อมา
หมัดและกรงเล็บก็ปะทะเข้าหากันกลางอากาศ พลังปราณไร้รูปร่างเกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้น และกลายเป็นพลังงานขนาดใหญ่ที่แผ่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ
ลมวายุพัดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ใบไม้บนต้นไม้ที่อยู่บริเวณนั้นเอนเอียงไปมา พร้อมกับเกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้น
ฝุ่นบริเวณพื้นดินลอยขึ้นมาจากพื้น และขดตัวเข้าหากันเป็นรูปมังกรที่ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา
บนพื้นมีร่องรอยปรากฏขึ้นหนึ่งเส้นอย่างชัดเจน หลังจากชนเข้ากับกำแพงก็หายวับไปกับตา
หลังจากทั้งสองเผชิญหน้ากับทักษะของคู่ต่อสู้ พวกเขาก็กลับลงมายืนอยู่บนพื้นดินอีกครั้ง ทักษะที่ถูกปล่อยออกไปเมื่อครู่ดูเหมือนว่าผลจะเสมอกันทั้งสองฝ่าย
“ขอบเขตพิเศษ?”
“หึหึ คิดไม่ถึงสินะ”
มังกรอ้วนกลับสู่ร่างเดิมอีกครั้ง เฉียนตัวตัวยิ้มหึหึด้วยความภาคภูมิใจ
“ฉันเพิ่งบรรลุเมื่อคืนนี้เอง”
“คิดไม่ถึงจริง ๆ”
เซี่ยฮุยแอบรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อกี้เขาใช้พลังเพื่อควบคุมคู่ต่อสู้ที่มีระดับต่ำกว่าขอบเขตพิเศษ
คิดไม่ถึงเลยว่าเฉียนตัวตัวจะบรรลุขอบเขตพิเศษไปแล้ว
ผลการต่อสู้ที่ออกมาเมื่อสักครู่จึงเสมอกัน
เขามองหมัดของตัวเองด้วยความลังเล เขากำลังคิดว่าถ้าหากไม่ใช่การต่อสู้ที่ชี้เป็นชี้ตาย เขาควรเปิดใช้พลังลมปราณหรือไม่
เฉียนตัวตัวเพิ่งจะเข้าสู่ขอบเขตพิเศษช่วงเริ่มต้น หากเซี่ยฮุยเข้าสู่สถานะเปิดใช้พลังลมปราณ แม้ว่าจะสามารถปรับใช้ได้แบบทวีคูณ แต่ถ้าหากเขาเปิดใช้มันเมื่อไหร่ พลังทางกายภาพที่เขามีก็จะถูกเปิดใช้งานทั้งหมด ปัญหาก็คือจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่สนามฝึกซ้อมด้วย ถ้าหากเขาปล่อยหมัดที่มีพลังลมปราณออกไป เจ้าอ้วนเฉียนตัวตัวคนนี้อาจจะกลายเป็นเถ้าถ่านได้ในทันที
“ฮ่า ๆ เป็นอะไร เห็นความแข็งแรงของฉันแล้วช็อกไปเลยเหรอ?”
เป็นเพราะเซี่ยฮุยกำลังหยุดคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ เฉียนตัวตัวจึงเข้าใจผิดคิดว่าความแข็งแกร่งของตัวเองมีสูงมาก จนสามารถสู้กับเซี่ยฮุยได้
อีกอย่างผลจากการต่อสู้เมื่อครู่ก็ออกมาเสมอกันด้วย
“ดูเหมือนว่าหลังจากที่ฉันเข้าสู่ขอบเขตพิเศษ ความแข็งแรงของฉันก็สูงขึ้นมากเลยนะเนี่ย”
เฉียนตัวตัวรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในใจ เขาคิดว่าการต่อสู้ครั้งก่อนที่เขาแพ้อาจจะเป็นเพราะเขาประมาทคู่ต่อสู้มากเกินไป อันที่จริงความแข็งแรงของเซี่ยฮุยก็มีอยู่แค่นี้เอง
ส่วนการต่อสู้กับหลี่เหมยเมื่อกี้...
เขาหันไปมองหลี่เหมยที่ยืนเป็นผู้ชมอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาที่ซ่อนไปด้วยความประหลาดใจ
เธอยังไม่บรรลุขอบเขตพิเศษ แต่ตอนนี้เขากลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว
แม้ว่าเมื่อกี้เขาจะไม่กล้าโต้ตอบอะไรกลับไป แต่ภายในใจของเฉียนตัวตัวก็แอบเข้าข้างตัวเองด้วยการอ้างทฤษฎีที่ว่า “ลูกผู้ชายต้องไม่สู้กับผู้หญิง”
ที่เขาไม่กล้าลงมือไม่ใช่เพราะกลัวสักหน่อย!
หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองเซี่ยฮุยที่ยังคงยืนครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่เงียบ ๆ
เฉียนตัวตัวแอบยิ้มด้วยความสะใจอยู่ภายในใจ เขารู้สึกขอบคุณตัวเองที่แนะนำตัวให้อีกฝ่ายรู้จักผ่านการฝึกเมื่อสักครู่นี้ ช่างเป็นความคิดที่ชาญฉลาดดีจริง ๆ
ถ้าหากไม่ใช่เพราะสิ่งนี้ เขาจะได้เห็นเซี่ยฮุยเงิบขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ถือว่าชำระล้างความอัปยศอดสูก่อนหน้านี้ได้สำเร็จแล้ว
เซี่ยฮุยเห็นเฉียนตัวตัวที่กำลังยิ้มยืนลำพองใจอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะแอบสบถด่าภายในใจ หมอนี่คงลืมประสบการณ์ที่ถูกซัดตอนที่อยู่ในสนามทดลองประเมินผลไปแล้วสินะ?
“ขออีกครั้ง!”
ขอบเขตพิเศษขั้น 1 งั้นเหรอ? ถ้างั้นใช้พลังขั้น 3 ก็เพียงพอแล้วล่ะ
เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ได้เป็นคู่อริที่โกรธแค้นต่อกัน เซี่ยฮุยจึงตัดสินใจที่จะไม่ใช้พลังลมปราณ ถ้าหากเขาเปิดใช้แค่พลังขั้น 3 แค่นี้ก็เพียงพอที่จะจัดการกับเฉียนตัวตัวได้แล้ว
“จัดไป!”
เฉียนตัวตัวตอบรับกลับมาด้วยความมั่นใจที่เปี่ยมล้น
เขากลายร่างและทะยานขึ้นสู่กลางอากาศอีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็พุ่งตัวลงมาด้วยการใช้กรงเล็บโจมตีเหมือนกับก่อนหน้านี้
เซี่ยฮุยรู้สึกได้ถึงพลังที่ควบแน่นอยู่บนหมัดของตัวเอง จากนั้นเขาก็แหงนหน้ามองมังกรอ้วนที่กำลังพุ่งตัวลงมา
ครั้งนี้เขาไม่ได้กระโดดลอยตัว แต่กลับยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติง
“ยอมรับการชำระล้างด้วยพลังของฉันซะเถอะ”
ตอนที่เฉียนตัวตัวกำลังจะปะทะเข้ากับร่างของเซี่ยฮุย เขาก็แผดเสียงออกมาด้วยความภาคภูมิใจที่ไร้ขอบเขต
“ยืนรอรับการโจมตีด้วยความระมัดระวังขนาดนี้ คงจะตกใจเพราะความแข็งแรงของฉันจริง ๆ สินะ”
เมื่ออีกฝ่ายพุ่งทะยานลงมาด้วยท่าทางน่าขบขัน เซี่ยฮุยก็ไม่ได้แผดเสียงตาม แต่ยังคงยืนซื่อ ๆ อยู่อย่างนั้น
วินาทีที่กรงเล็บกำลังจะปะทะเข้าใส่เขา ดวงตาของเขาก็เกิดประกายขึ้น
หมัดถูกซัดออกไปราวกับมังกรที่พุ่งทะยานออกไปท่ามกลางลมวายุที่ม้วนตัวอย่างบ้าคลั่ง
แขนของเขาเหยียดตรงและซัดหมัดเข้าใส่กรงเล็บมังกรขนาดใหญ่เต็มกำลัง
เสียงคำรามดังขึ้น พลังไร้รูปร่างที่มีขนาดใหญ่ก่อนหน้านี้ถูกส่งออกไป พื้นที่โดยรอบจึงเกิดระลอกคลื่นขนาดใหญ่กลางอากาศอย่างฉับพลัน
“โอ๊ย...เชี้ย!”
เสียงร้องด้วยความประหลาดใจดังขึ้น เฉียนตัวตัวในร่างมังกรอ้วนพุ่งทะยานลงมาด้วยความเร็ว หลังจากถูกหมัดของเขาซัดเข้าใส่ ร่างของเฉียนตัวตัวก็กระเด็นลอยออกไปจนเกิดเป็นโค้งที่งดงามอยู่กลางอากาศ
เฉียนตัวตัวรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดบริเวณกรงเล็บของเขา เขาจึงรีบกลับเข้าสู่ร่างมนุษย์ทันที
หลังจากยกเลิกการกลายร่างเป็นมังกรและเข้าสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง เขาจึงหลุดออกจากความเจ็บปวดทรมานที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
เมื่อเขากลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ร่างของเขาก็ลงมาอยู่ที่พื้นแล้ว ทว่าเฉียนตัวตัวกลับไม่ได้แสดงออกถึงความตื่นตระหนก
เนื่องจากตอนที่ร่างของเขายังไม่แตะถึงพื้น มีเถาวัลย์สีเขียวขนาดใหญ่มาห้อมล้อมร่างของเขาจนกลายเป็นถุงกระเป๋าใบใหญ่
หลังจากผ่านไปได้ไม่นาน เฉียนตัวตัวก็คลานออกมาจากถุงใบนั้นโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
แพ้แล้ว!
ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นี้ เฉียนตัวตัวไม่สามารถกลายร่างได้อีกแล้ว เขามองเซี่ยฮุยที่ดึงหมัดกลับไปราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เฉียนตัวตัวคิดไม่ถึงว่าทั้ง ๆ ที่การโจมตีก่อนหน้านี้ พวกเขาได้รับคะแนนเสมอกันแท้ ๆ ทำไมครั้งนี้เขาถึงถูกซัดจนกระเด็นแบบนี้ล่ะ?
“เขาต้องมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่แน่นอน”
เฉียนตัวตัวคิดเช่นนี้ เขาก็เริ่มเกิดอาการเหงื่อตก “ฉันเยาะเย้ยพี่ใหญ่ผู้ซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเองมาโดยตลอด”
เฉียนตัวตัวชื่นชมความสามารถในการหาเรื่องใส่ตัวของตัวเอง เขารีบหันไปมองเซี่ยฮุยด้วยความรีบร้อน
ขอให้เขาไม่ถือสา! ขอให้เขาไม่ถือสา!
“เอ๋...เจ้าพี่ชายซื่อบื้อก็บรรลุขอบเขตพิเศษแล้วเหรอ?”
เฉียนตั๋วตั่วเก็บทักษะของเธอ จากนั้นก็หันไปมองเฉียนตัวตัวที่เปลี่ยนท่าทางราวกับเป็นนกกระทาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
“นะ...นายก็บรรลุขอบเขตพิเศษแล้วเหมือนกันเหรอ?!”
เฉียนตัวตัวไม่ได้สนใจคำพูดของน้องสาว แต่เขากลับมองคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามด้วยความตกตะลึงเป็นอย่างมาก
แต่จะว่าไปทักษะของเฉียนตั๋วตั่วก็ทรงพลังและปล่อยออกมาได้รวดเร็วดีเหมือนกันแฮะ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าทึ่ง
“ฮ่า ๆ ๆ ...”
เฉียนตั๋วตั่วเห็นปฏิกิริยาโต้ตอบของพี่ชายตัวเองก็หลุดขำออกมา
จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับหลี่เหมยว่า “พี่เหมยเหมย ดูเจ้าซื่อบื่อนี่สิ...คงคิดว่ามีแค่ตัวเองที่บรรลุเข้าสู่ขอบเขตพิเศษสินะ”
“โง่จริง ๆ!”
หลี่เหมยเห็นด้วยกับสิ่งนี้ จึงตอบเออออไปกับเฉียนตั๋วตั่ว
เมื่อเห็นว่าเฉียนตัวตัวยังอึ้งราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น ดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวหลี่เหมยก็สว่างวาบขึ้น วินาทีต่อมาก็ปรากฏร่องรอยจากปลายดาบหนึ่งเส้นขึ้นตรงหน้าเฉียนตัวตัว
“ปราณดาบ!”
เฉียนตัวตัวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะหันไปมองป๋ายเสียวเสี่ยว ตอนนี้สีหน้าท่าทางของทุกคนไม่ได้รู้สึกแปลกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
เขาจึงตระหนักได้ว่าในบรรดาสมาชิกที่อยู่ในทีม เขาคือคนสุดท้ายที่เพิ่งจะบรรลุขอบเขตพิเศษ
เฉียนตัวตัวพูดไม่ออกว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร...ดีใจ...ประหลาดใจ...หรือว่าหมดกำลังใจ...เพราะอารมณ์เหล่านั้นถาโถมเข้ามาในใจของเขาจนสับสนไปหมด
แต่สามารถสรุปเป็นประโยคได้ว่า : อดโชว์เหนือเลย...โคตรเศร้าเลยว่ะ!
เมื่อเห็นว่าเฉียนตัวตัวรับรู้ความเป็นจริงในเรื่องนี้ได้แล้ว หลี่เหมยก็รีบเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟอีกครั้ง
“พี่ปิงอวี่เข้าสู่ขั้น 3 แล้วด้วยนะ”
เจี่ยปิงอวี่พยักหน้าและพูดเสริมไปว่า “เซี่ยฮุยคือผู้ที่มีความแข็งแกร่งสูงสุดในกลุ่ม...ตอนนี้เขาอยู่ขั้น 7 แล้ว”
“ขั้น 7!!!”
ทุกคนเปล่งเสียงออกมาด้วยความตกตะลึง
โดยเฉพาะเฉียนตัวตัวที่แทบจะดีดตัวขึ้นจากพื้น เขามองเซี่ยฮุยที่ยังยืนนิ่งไม่แสดงออกทางสีหน้า ไขมันที่พอกอยู่ที่คอของเขาสั่นกระเพื่อมเล็กน้อยขณะกลืนน้ำลายลงคอ
“พี่ใหญ่ถ่อมตัวจริง ๆ ฉันนี่หาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ เลย!”
เฉียนตัวตัวกรีดร้องอยู่ภายในใจ ตอนนี้ความไม่พอใจที่เขามีต่อเซี่ยฮุยไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว อีกทั้งยังแสดงความจริงใจกับเซี่ยฮุยราวกับพวกเขาไม่เคยเจอกันมาก่อน
เซี่ยฮุยไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับปฏิกิริยาโต้ตอบของทุกคน ที่เจี่ยปิงอวี่พูดว่าเขาอยู่ขั้น 7 ก็คงตัดสินจากการที่เขาสามารถเอาชนะศัตรูในคืนนั้น
และเขาก็ไม่คิดที่จะอธิบายความแข็งแกร่งของตัวเองในเวลานี้
ในทางตรงกันข้าม เซี่ยฮุยกลับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเจี่ยปิงอวี่ในตอนนี้
ที่เขามีความแข็งแกร่งขนาดนี้ก็เป็นเพราะระบบ แต่เจี่ยปิงอวี่กลับมีความแข็งแกร่งขั้น 3 ภายในระยะเวลาแค่หนึ่งเดือนกว่า ๆ เท่านั้น
แม้ว่าผู้มีความสามารถจะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง แต่การพัฒนาตัวเองถึง 3 ขั้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้ ช่างเป็นพรสวรรค์ที่ร้ายกาจจริง ๆ สามารถเรียกว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์ได้เลยนะเนี่ย
เขามองเจี่ยปิงอวี่ที่ยังคงมีสีหน้าและแววตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นเพราะเขาตาฝาดไปหรือเปล่า
ความเย็นชาที่อยู่บนใบหน้าของเธอดูเหมือนว่าจะลดลงจากเดิมค่อนข้างมาก นอกจากนี้ความแข็งกระด้างก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความอ่อนโยนด้วย
“เจ้าอ้วน ยังจะสู้ต่ออีกไหม?”
หลี่เหมยหันไปมองเฉียนตัวตัวด้วยสีหน้าเยาะเย้ย เฉียนตัวตัวที่ถูกถามเช่นนั้นก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
“โอเค จากการต่อสู้ของเฉียนตัวตัวกับเซี่ยฮุยเมื่อกี้นี้ เฉียนตัวตัวได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมาแล้ว แม้ว่าเซี่ยฮุยจะไม่ได้ปล่อยความสามารถที่แท้จริงออกมา แต่ฉันอยากให้ทุกคนได้เข้าใจถึงความแข็งแกร่งของเขาว่าต่อให้เฉียนตัวตัวกลายร่าง ก็ไม่สามารถที่จะต่อกรกับเขาได้อยู่ดี”
เจี่ยปิงอวี่ปรบมือเพื่อเรียกความสนใจจากทุกคนให้กลับมามองเธอ เธอพูดต่อไปว่า “เพื่อให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้พวกเรามาแสดงความสามารถของแต่ละคนกันเถอะ”
“ฉันคือผู้อัญเชิญ”
เมื่อได้ยินเจี่ยปิงอวี่พูดเช่นนั้น เฉียนตั๋วตั่วก็ก้าวเท้าออกมาเป็นคนแรก “ฉันมีทักษะควบคุมสายอัญเชิญ แม้ว่าจะสามารถอัญเชิญออกมาได้ แต่สัตว์อัญเชิญของฉันในตอนนี้ยังเล็ก ส่วนความสามารถ...”
เฉียนตั๋วตั่วพูดไปพลางก็หลับตาไปพลาง
หลังจากเธอลืมตาขึ้น นิ้วมืออวบอ้วนของเธอขยับไปมาเพื่อทำท่าซับซ้อนบางอย่าง หลังจากนั้นเธอก็ชี้นิ้วไปที่พื้นที่โล่งแจ้ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลพร้อมกับแกว่งไปมา
วินาทีต่อมาวงเวทย์อัญเชิญขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสีเขียวก็ปรากฏขึ้นบริเวณพื้นที่โล่งแจ้ง
หลังจากวงเวทย์อัญเชิญปรากฏขึ้น พลังปราณที่น่าอัศจรรย์ก็ถูกส่งออกมา
แสงสว่างจ้าจนแสบตา ทุกคนจึงต้องหรี่ตาเพื่อหลบแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า
เซี่ยฮุยเบี่ยงตัวหันไปข้าง ๆ เขาเคยสู้กับสิ่งอัญเชิญที่ถูกอัญเชิญออกมา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่ผู้อัญเชิญเรียกวงเวทย์อัญเชิญออกมา แสงสว่างจะสว่างจ้าจนแสบตาถึงขั้นนี้
เมื่ออยู่ในโหมดต่อสู้ บางที่วงเวทย์อัญเชิญของนักอัญเชิญอาจจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นระเบิดแฟลชได้
เพียงไม่กี่อึดใจ แสงสว่างที่สว่างจ้าจนแสบตาก็เบาบางลง
จากนั้นแสงสว่างก็จางลง ทุกคนจึงเห็นสิ่งอัญเชิญที่อยู่ในวงเวทย์อัญเชิญได้อย่างชัดเจน
มันคือแมวน้อยสีชมพู ร่างเล็ก ๆ ของมันลอยอยู่กลางอากาศ ใต้อุ้งเท้าของมันมีหนังสือเวทย์ที่ปิดอยู่หนึ่งเล่ม
ดูเหมือนว่ามันเองก็แอบสงสัยอยู่เล็กน้อยที่ถูกเรียกออกมาที่นี่ มันก้มหน้าลงเลียอุ้งขนบริเวณอุ้งเท้าของตัวเอง และหันไปมองเฉียนตั๋วตั่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
หลังจากเปล่งเสียงร้อง มันก็ลอยไปหาเธอและวิ่งไปรอบ ๆ เฉียนตั๋วตั่วด้วยท่าทางเบิกบานใจ มันใช้หัวเล็ก ๆ ชนกับตัวเธอเบา ๆ เพื่อแสดงออกถึงความสนิทสนม
“โยหมี่...โยหมี่...”
“มันชื่อโยหมี่น้อย”
เฉียนตั๋วตั่วพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรัก เธอใช้มือลูบหัวเล็ก ๆ ของโยหมี่น้อยอย่างเบามือ แมวน้อยที่ได้รับการสัมผัสจึงหลับตาลงด้วยความผ่อนคลาย อีกทั้งยังเปล่งเสียงร้อง “โยหมี่” ออกมา
“ฉันมีสิ่งอัญเชิญแค่ตัวนี้ตัวเดียว”
เฉียนตั๋วตั่ววางมือไว้บนหัวของโยหมี่น้อย จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “โยหมี่น้อยยังเด็ก มันยังสนุกอยู่กับการเล่นซุกซน จึงมีความสามารถในการต่อสู้แค่เล็กน้อย”
“แต่...ทักษะของฉันทรงพลังมากเลยนะ!”