หงซือซือหน้าบูดหน้าบึ้งกลับมายังเรือนรับรองครั้นิเฟยหลงเห็นเข้าก็รีบลุกไปจับไหล่สองข้างของนางแล้วผลักให้เดินมานั่งที่โต๊ะ
“ข้าเตรียมอาหารไว้รอเ้าเหน็ดเหนื่อยหรือไม่?”
“ข้าโมโหนักโจวอ๋องน่ะสิ บังอาจใช้ข้านวดบ่าอยู่ได้ ดีที่ข้าหาหนทางปลีกตัวออกมาได้”ใบหน้าของนางยังไม่คลายความหงุดหงิด สามีเห็นดังนั้นก็อดจะอมยิ้มมิได้
“เห็นทีเขาคงจะพูดความลับมากมายกระมังเ้าจึงยอมบีบนวดให้เขาแบบนั้นคนอย่างเ้าคงมิยอมเปลืองแรงโดยเปล่าประโยชน์เป็แน่”
หงซือซือหันไปจุ่มมือลงในอ่างน้ำทองแดงซับมือให้กับผ้าผืนน้อยที่วางอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะหยิบน่องไก่ขึ้นมากัดพูดถึงเื่ที่นางได้เปรียบแล้ว นางอารมณ์ดีขึ้นมาทันที พอกัดไก่เข้าไปหนึ่งคำนางจึงได้รู้ว่าที่ตนเองหงุดหงิดมากเป็เพราะหิวจึงกัดเนื้อไก่เข้าไปหลายคำ ิเฟยหลงเห็นนางกินอย่างเอร็ดอร่อยก็ยิ้มกว้าง
“เ้ากินเยอะๆหน่อยก็ดี เ้าัน้อยจะได้แข็งแรง”
นางกินน่องไก่หมดไปชิ้นหนึ่งก็หันมารับจอกน้ำชาจากสามีดื่มไปจนหมดแล้วก็หันกลับมาหยิบน่องที่สอง“่นี้ดูเหมือนข้าจะหิวมากกว่าปกติ”
ฮ่องเต้ิเลื่อนพระหัตถ์มาลูบหน้าท้องของนางเบาๆ“สองเดือนกว่าแล้ว ลูกของเราก็คงอยากจะกินอาหารให้เยอะขึ้นข้าเตรียมยาต้มบำรุงครรภ์ไว้ให้เ้าแล้ว กินข้าวให้อิ่มแล้วก็ดื่มยาด้วย”
นางพยักหน้าหงึกหงักแล้วก้มลงกัดน่องไก่ต่อพี่สามช่างเอาใจใส่นางนัก ั้แ่รู้ว่านางตั้งครรภ์เขาคอยคะยั้นคะยอให้นางกินอาหารให้มากซ้ำยังบังคับนางกินยาลูกกลอนและยาต้มบำรุงครรภ์ที่ผ่านมาเป็เพราะิเฟยหลงแพ้ท้องแทนนาง ส่วนนางก็มิค่อยอยากอาหารเท่าใดนักเพิ่งจะมีระยะนี้ที่นางหิวบ่อยขึ้นและทุกครั้งที่หิวก็จะมีอาการหงุดหงิด
“เ้ากินนี่อีกสิ!” สามีเลื่อนจานเกี๊ยวหมูกลิ่นหอมฉุยมาตรงหน้าพร้อมยื่นตะเกียบให้นาง หงซือซือที่กินน่องไก่ไปได้สามน่องรู้สึกอยู่ท้องขึ้นจึงหันไปล้างมืออีกและเช็ดให้แห้งก่อนจะรับตะเกียบไป นางกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อสูดกลิ่นเย้ายวนนั้น เข้าไป “ข้าสั่งทำให้เ้าเป็พิเศษไส้ผัดหมูและสมุนไพรบำรุงร่างกายด้วย”
นางลงมือคีบเกี๊ยวใส่ปากดวงตาของนางเป็ประกายแวววาวด้วยความพึงพอใจ หมดคำจึงหันไปชมสามี “พี่สามอร่อยมากจริงๆ”
“เ้ากินให้หมดจานนะ”
“แน่นอน...เ้าค่ะ”นางเคี้ยวไปมองหน้าสามีไปิเฟยหลงเห็นนางกินแล้วก็รู้สึกอยากจะกินด้วยจึงหันไปคีบเกี๊ยวที่อยู่อีกจานสองสามีภรรยากินไปมองหน้ากันไปอย่างมีความสุขจนนางกินเสร็จจึงได้เล่าสิ่งที่โจวอ๋องพูดออกมาให้สามีฟัง
“ถ้าเช่นนั้นโจวอ๋องก็มิได้คิดจะแย่งชิงมิ่งเอ๋อร์และไม่ได้คิดจะเป็ฮ่องเต้”
“เ้าค่ะแต่ก็มิได้ช่วยเหลืออันใดโจวเฟิงเช่นกัน”
“นับว่าเป็อุปสรรคเพียงเล็กน้อยดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องคอยระวังศึกหลายด้าน”ิเฟยหลงทรงห่วงว่าจะต้องคอยต้านศึกรอบด้านช่วยโจวเฟิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“หากนี่เป็เพียงแผนการของฮองไทเฮาจะทำเช่นใดให้นางล้มเลิกความ ตั้งใจ?”เขาหันไปปรึกษาหงซือซือที่ยามนี้กำลังจิบยาบำรุงครรภ์จากช้อนทีละนิด
“ท่านเองก็มีพระมารดาเลี้ยงที่หวังโค่นบัลลังก์น่าจะรู้ดีว่าจิตใจสตรีที่ละโมบโลภมากยากจะทำให้สงบที่ข้าแน่ใจคือนางมิได้เป็ผู้ส่งมือสังหารเข้ามาในวังเพียงแต่จะยืมมือผู้ใดมาฆ่าฮ่องเต้บ้างก็ยากจะรู้ได้”
“ยังเหลือใต้เท้าก่งกับแม่ทัพต้วน”
“ท่านคิดว่าแม่ทัพต้วนก็น่าสงสัยหรือเ้าคะ?”
ฮ่องเต้ิหัวเราะหึๆในลำคอ “หมากกลในราชสำนักล้วนแต่ละวางผู้ใดมิได้จะว่าไปแม่ทัพต้วนเองก็กุมอำนาจทหารอยู่ในมือ เขาก็มีโอกาสจะตลบหลังคนใน วังหลวงขึ้นเป็ใหญ่”
“อืม....จริงอยากท่านว่าเช่นนั้นข้าควรจะเข้าจวนเขาไปดูสักครั้ง”
ิเฟยหลงจูงมือภรรยาไปนั่งริมเตียง “เ้าอย่าเพิ่งไป รอให้ แมวดำกลับมารายงานข่าวข้าเสียก่อน”
เมื่อกะว่านางเริ่มย่อยอาหารแล้วเขาก็สั่งให้นางกำนัลมาเตรียมน้ำอุ่นให้อาบ นางกำนัลที่รับใช้เข้ามาเห็นอาการประคับประคองที่กุนซือิทำกับกุนซือหงเช่นนั้นก็ไม่กล้าเงยหน้ามองทั้งสองนักพวกนางล้วนเริ่มรู้แล้วว่าชายรูปงามดูทีจะเป็คนรักกัน
หงซือซือเงยหน้าขึ้นสบตาพระสวามี“ท่านช่างรอบคอบ สมฉายาัขาวเ้าเล่ห์นัก” กล่าวจบนางก็ผงกศีรษะขึ้นจูบแก้มเขานางรู้ว่ากว่าิเฟยหลงจะทรงขึ้นครองราชย์ต้องวางแผนและหลีกล้มแผนร้ายผู้อื่นมาสารพัดการมองคนที่เฉียบคมและลุ่มลึกทำให้เขาสามารถจัดการทุกขั้วอำนาจได้สำเร็จยามนี้เมื่อต้องช่วยโจวเฟิงก็คล้ายกับการย้อนอดีตเมื่อครั้งที่เขายังเป็เพียงองค์ชายสาม
ยามห้ายแมวดำทั้งสองกลับมาพวกเขากราบทูลสถานการณ์ในจวนใต้เท้าก่งโดยละเอียด พอรับฟังเสร็จิเฟยหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองหน้าภรรยาที่สวมชุดนอนสีขาวนวลนั่งรออยุ่บนเตียงเมื่อขึ้นไปบนเตียงแล้วสวมกอดร่างนางนอนลงก็เอ่ยปาก
“เ้าคงต้องออกไปดูในจวนใต้เท้าก่งสักหน่อยแล้วหากเรารู้ว่าเขาคิดจะทำเช่นใดกับแม่ทัพต้วนจะได้คิดแผนจัดการคนทั้งหมดในคราวเดียว”
“พี่สามฟังเช่นนี้แล้วข้าว่าใต้เท้าก่งดูร้ายกาจกว่าฮองไทเฮาเสียอีก”
สามีของนางก้มหน้าลงมองใบหน้าที่ซุกซบอยู่บนอก“เ้าอย่าเพิ่งด่วนสรุป เอาไว้เราดูให้รอบด้านเสียก่อนบางทีคนที่ฉากหน้าดูเหมือนไม่สำคัญ อาจจะกลายเป็หมากที่ล้มทั้งกระดาน”
หงซือซือขมวดคิ้วมุ่นจนชายหนุ่มอดหัวเราะมิได้เขายกนิ้วขึ้นลูบรอยยับย่นคลี่ออกจากกัน “เ้าพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยกับโจวเฟิงเองส่วนเ้าก็ไปกับพวกแมวดำเพราะใต้เท้าก่งมีห้องลับที่เอาไว้ธุระคุยส่วนตัวที่แมวดำเข้าไปไม่ได้มีเพียงเ้าเท่านั้นที่จะล้วงความลับนี้ได้สำเร็จ”
ฮ่องเต้โจวเฟิงย่นพระขนงเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่กุนซือิกราบทูล
“ข้าเองก็มั่นใจมาตลอดว่าน้องชายของข้าคงไม่ได้เป็คนโหดร้ายถึงขนาดจะลงมือฆ่าข้าได้แต่เสด็จแม่นั้นใจของนางอำมหิตเพียงใดข้าก็สุดหยั่งถึง”ฮ่องเต้หันพระพักตร์ไปทางเฉียงเจียวมิ่ง“วันนี้ข้าได้ออกราชโองการรับมิ่งเอ๋อร์มาเป็สนมแล้ว”
บ่ายนั้นอ๋องโจวชุ่นที่ได้ยินว่าเสด็จพี่ของแต่งตั้งมิ่งเอ๋อร์ขึ้นเป็เฉียงเฟยก็ หน้าตึงรีบเข้าเฝ้าอ๋องเต้ในทันที
“ฝ่าาทรงรีบทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างใด?”
“อำนาจนี้อยู่ในมือข้าหากไม่ฉวยเอาไว้ก็ไม่รู้จะมีแมวขโมยปรากฏตัวขึ้นอีกวันใดที่ผ่านมาเป็เพราะข้ารั้งรอจึงเกือบจะคลาดกันกับมิ่งเอ๋อร์ไปแล้ว”
โจวอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่วนออกมา“เสด็จพี่กลัวหม่อมฉันหรือ?”
“ข้ามิได้กลัวเ้าเพราะหากถามความสมัครใจมิ่งเอ๋อร์ย่อมมิได้คิดจะแต่งให้กับเ้าแต่ข้ากลัวจะหมดโอกาสต่างหาก”ฮ่องเต้ตวัดสายพระเนตรมองพระอนุชาด้วยความเมตตาแม้จะอยู่ในสถานะที่ต้องระแวดระวังซึ่งกันและกัน แต่โจวเฟิงก็แอบหวังอยู่เสมอว่าตนและน้องชายคนนี้จะได้ใช้ชีวิตในแคว้นนี้อย่างสงบสุขด้วยกัน
“น่าเสียดายวังใหม่ของกระหม่อมเรียบร้อยแล้ว กลับไม่มีโอกาสได้นำพระชายาเอกกลับไปด้วย”โจวอ๋องยังมิวายยั่วเย้า ที่ต้องแสร้งหน้าบึ้งตึงมาเข้าเฝ้าก็เพราะอยากเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของโจวเฟิงบ้าง
ฮ่องเต้ดูสายพระเนตรของน้องชายแล้วเห็นว่ามิได้มีความปรารถนาในตัว เฉียงเจียวมิ่งรุนแรงจึงคลายใจ ‘คงเป็อย่างที่กุนซือิกราบทูลโจวชุ่นมิได้อยากจะมิ่งเอ๋อร์จนถึงกับแก่งแย่งข้า’
“ฝ่าาตามสืบเื่นักฆ่าไปถึงไหนแล้วพะยะค่ะ?” จู่ๆ โจวอ๋องก็เอ่ยถามเื่นี้ขึ้นมาแบบทะลุกลางปล้องทำเอาฮ่องเต้ทรงอึ้งไปชั่วขณะ
“พวกมันเป็นักฆ่าสำนักเงาอสูรมือสังหารอันดับหนึ่งในยุทธภพ ตอนนี้กำลังสืบหาตัวผู้บงการ”
“เสด็จพี่คงไม่คิดว่าเป็ฝีมือกระหม่อมดอกกระมัง?”โจวอ๋องสีหน้ากังวล
“ไม่! เ้าคงไม่อำมหิตพอจะคิดสังหารข้า”
“ถึงเราจะมิใช่พี่น้องที่รักใคร่กันลึกซึ้งแต่ข้ายืนยันว่ามิเคยคิดจะฆ่าท่านแม้สักขณะจิตที่สำคัญข้ายืนยันอีกครั้งว่ามิได้อยากครองบัลลังก์แต่อย่างใดขอเสด็จพี่โปรดวางพระทัย”
“ข้าเชื่อเ้า!”
******************************

