กริ่งโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งดังขึ้นบอกเวลาหมดคาบเรียนตอนเที่ยงทุกคนรวมทั้งนักเรียนและคุณครูต่างเตรียมตัวไปกินข้าวกัน
“ปะไปกินข้าวกัน” เสียงใสแจ๋วของเด็กสาวคนหนึ่ง ผมดำขลับล้อมกรอบใบหน้าอมชมพูมีกิ๊บสีฟ้าหนีบผมหน้าม้าบางส่วน ร่างอวบนิดๆ บอกความช่างกินหน่อยๆเข้ามาพูดกับกลุ่มเพื่อนสนิทของเธอด้วยท่าทางร่าเริง
“แหมยัยฟ้า อารมณ์ดีจังนะยะ แกไม่เครียดเลยหรือไง” เพื่อนสาวร่างผอมบาง ผมบ๊อบเอ่ยถาม
“คะแนนเลขฯที่ครูนิตยาจะบอกบ่ายนี้อ่ะหรอโฮ่ย เธอจะเครียดไปทำไม ดอกไม้ เรายังไม่รู้ผลเล้ยอาจจะผ่านเหมือนคราวที่แล้วก็ได้นะ”
“แล้วถ้าคราวนี้ไม่โชคดีเหมือนคราวก่อนล่ะ” เพื่อนของเธอยังคงมีสีหน้ากังวลใจ
“ก็ซ่อมเหมือนเดิมอ่ะแหละ”สีหน้าของเด็กสาวเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ไม่นานก็เปลี่ยนมาร่าเริงอีกครั้ง “เอาน่าไปกินข้าวกันก่อน ค่อยเครียดทีหลังก็ได้”
ทั้งสองคนเดินกันไปมีเพื่อนจากห้องอื่นซึ่งเป็เพื่อนดอกไม้มาเพิ่มอีกคนเป็เด็กหนุ่มชื่อนัทหรือจริงๆคือแนทตี้หรือศราวุธเรียนอยู่อีกห้องนึงและมีกลุ่มเพื่อนที่กินด้วยกันอยู่แล้วแต่ด้วยความสนิทกับดอกไม้เพราะบ้านใกล้กันและเล่นกันมาั้แ่เด็ก แนทตี้จึงชอบมารวมกลุ่มไปกินข้าวกับดอกไม้และฟ้าบ่อยๆ
“ไงจ๊ะอิงฟ้ากับผกามาศ” จริงๆแล้วชื่อจริงของดอกไม้คือ ทิพย์ลดาแต่แนทตี้มักเรียกเธอแบบนี้ เพราะความหมายของผกามาศคือดอกไม้สีทองนั่นเองเธอเองหลังจากรู้ความหมายก็แทบอยากจะฟันหัวเพื่อนชายสาวคนนี้ให้แบะแต่ด้วยบุคลิกนางและความเป็เพื่อนมานานก็เลยกลายเป็เื่ขำๆเสียมากกว่า
“อยากกินอย่างอื่นมากกว่าข้าวหรือยะนังตุ๊ดหัวเกรียน”
“ตายละฉันเรียกเธอดีๆนะ นังดอก....ไม้”
อิงฟ้ามองทั้งคู่ๆอย่างขำๆ
“นี่ถ้าแนทตี้เป็ผู้ชายก็ดีสิฉันจะจับจิ้นเธอทั้งสองคนเลยแหละ”
“โลกแตก/ฟ้าผ่า”ทั้งคู่เอ่ยออกมาพร้อมกัน
----------------------------------------------------------------
“นี่ๆ”แนทตี้เอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังรวบช้อนส้อมหลังกินเสร็จ “เลขของครูนิตยาน่ะของห้องหนึ่งเขาประกาศแล้วนะ”
“ใครได้คะแนนสูงสุดล่ะ”ดอกไม้ว่าพลางหมุนหลอดไปมา
“โอ๊ยจะใครละยะ ก็เ้าเดิมน่ะแหละ”
“คนที่ชื่อต้นน่ะหรอ”อิงฟ้าถามขึ้นในขณะที่แกะคัสตาร์ดเค้กแป้งเยอะไส้น้อยยี่ห้อดังเธอเองไม่ค่อยสนใจนักหรอกว่าใครจะได้คะแนนสูงเพราะสำหรับวิชาเลขแค่ผ่านครึ่งเธอก็แทบะโดีใจตัวลอยแล้ว
“ช่ายยยลูกรักครูเขาเลยล่ะ อ๊ะๆ พูดถึงก็มาเลย เรียนเก่งและยังตายยากอีกน่ะ”
แนทตี้สอดส่ายร่างโย่งของเธอมือที่เท้าคางอยู่เมื่อครู่วางลง ก่อนจะยื่นคางแหลมๆของเธอไปที่เป้าหมายที่ว่า
เด็กชายร่างสูงขาวเกรียมแดดนิดๆเพราะเล่นกีฬาผมสีดำเข้ม สายตาสองชั้นนั้นดูนิ่งๆ ไม่ยิ้มไม่บึ้งกำลังเดินคุยมากับกลุ่มเพื่อนผู้ชายด้วยกันมาตรงบันไดทางขึ้นโรงอาหารห่างจากที่พวกอิงฟ้านั่งไม่ใกล้ไม่ไกลนัก
สายตาของเด็กสาวร่างอวบผู้ชื่นชอบเค้กมองไปที่เด็กหนุ่มคนดังกล่าวอยู่สักพัก
‘นี่น่ะหรอหน้าตาคนเก่งเลข อยากจะแงะสมองออกมาดูจัง เผื่อเราจะเข้าใจเลขกับเขาบ้าง’
“ไปกันเหอะอยากกลับห้องแล้วอ่ะ” ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน พอเห็นเขาคนนี้แล้ว เธอรู้สึกเซ็งไม่มีอารมณ์เล่นอย่างบอกไม่ถูก
“กลับเร็วจังอ่ะนี่ ก่อนกลับห้อง เดี๋ยวฉันขอไปห้องน้ำก่อนนะ” เพื่อนสาวผมบ๊อบว่าเธอก้มดูนาฬิกา เหลือประมาณครึ่งชั่วโมงจะเข้าคาบบ่าย โดยปกติแล้วเธอกับอิงฟ้าและบางทีก็แนทตี้จะเข้าห้องเรียนอีก5 นาทีสุดท้ายโน่น
ว่าจะไม่นึกถึงคะแนนเลขบ่ายนี้แล้วเชียวอีตาบ้าเก่งเลขนี่ก็ดันโผล่มาให้เธอนึกถึงคะแนนเลขที่จะประกาศตอนบ่ายอีก
“อีก5 นาที ออดจะดังแล้ว” เด็กหนุ่มมองนาฬิกาบนข้อมือเอ่ยเตือน “พวกนายมีอะไรจะถามฉันอีกไหม”
“ขอบใจนะต้น ไม่มีแล้วล่ะ” เพื่อนอีกคนที่มาจากห้อง 2เอ่ยขอบใจที่ความสงสัยของเขาได้รับความกระจ่างพร้อมกับถือชีทในมือเดินออกไปกับเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกัน “กลับด้วยกันไหมล่ะ ต้น”
“พวกนายไปก่อนเหอะเดี๋ยวฉันกลับเอง” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ
ในขณะที่เขากำลังเดินกลับอยู่คนเดียวนั้นเองผู้คนตามทางเดินโดยเฉพาะสาวๆ ต่างก็มองมาที่เขาพร้อมกับทำเสียงดังกรี๊ดกร๊าดไปมาอยู่เนืองๆนั่นเป็สิ่งที่เขารู้สึกรำคาญสุดๆ จวบจนกระทั่งมาถึงห้องเรียนแล้ว เขาก็ค่อยๆ ถอนหายใจเบาๆ
“ไง”เด็กหนุ่มตัวอ้วนที่นั่งข้างๆใส่แว่นหนาเตอะชื่อปังปอนด์ละจากเกมบนจอมือถือหันมาหาเขา“มาช้าจัง”
“อืมตั้งห้านาทีน่ะ”
แล้วบทสนทนาก็มีแค่นั้นเมื่อคุณครูเดินเข้ามาในห้องที่เงียบกริบโดยพลันนักเรียนส่วนใหญ่ในห้องนี้นอกจากจะตั้งใจเรียนและเรียนได้คะแนนดีการแข่งขันระหว่างกันก็สูงตามไปด้วยด้วยเหตุนี้มิตรภาพของคนส่วนใหญ่ถ้าแยกแยะระหว่างเื่เรียนและเื่ส่วนตัวได้ก็จะคบกันต่อไปอย่างไร้ปัญหาแต่ถ้าบางคนเอามารวมกัน จากเพื่อนรักก็จะกลายเป็ศัตรูขึ้นมาได้ง่ายๆ เหมือนกัน
“นายคชาก็ได้คะแนนสูงสุดอีกแล้ว”หลังจากประกาศผลคะแนนวิชาภาษาอังกฤษเสร็จ ก็ไม่มีใครแปลกใจเท่าใดนัก
“ได้ที่สองอีกแล้ว”ผู้ชายที่นั่งถัดไปอีกแถวอยู่กลางๆ แถวนั้นกระซิบกับเพื่อนข้างโต๊ะร่างสูงเค้าหน้ามีเชื้อจีนเล็กน้อยนั้นในตอนนี้ใบหน้าของเขาดูบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ
ออกมาไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯนักภายในตัวเมืองของจังหวัดนครปฐมมีโรงงานขนาดกลางซึ่งตั้งอยู่เกือบจะนอกตัวเมืองมาแล้วพื้นที่จึงค่อนข้างกว้างพอสมควร โดยเป็โรงงานผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทำเบเกอรีโรงงานมีสองชั้น ชั้น 1 เป็ชั้นเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายทั้งหมดมีโซนโรงอาหารและห้องพยาบาล ส่วนชั้นสองเป็ชั้นของผู้บริหารจัดการงานภายในโรงงานแห่งนี้นอกจากนี้แล้วด้านหลังโรงงานยังมีพื้นที่ให้พนักงานโรงงานและคนอื่นๆภายในโรงงานได้ออกกำลังกายอีกด้วย
รถส่งของคันเก่าสีค่อนข้างถลอกสีบางส่วนทำให้เห็นว่าเคยมีสีเขียว คนขับเป็หญิงสาวร่างผอมอายุประมาณ 40 ปี มากับหญิงสาวอีกคนที่อายุและหุ่นใกล้เคียงกัน
“ขับต่อไหวไหมสร้อย ถ้าไม่ไหวฉันจะขับให้” คนนั่งถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“ไหวน่าพี่แดงก็แค่ไข้นิดหน่อย กินยาแล้ว แล้วนี่ก็ใกล้ถึงโรงงานแล้วด้วย” คนขับสาวพูดขึ้น
เมื่อขับถึงตัวอาคารรับส่ง-ของทั้งคู่ก็จัดการเลี้ยวเข้าจอดเพื่อรับของไปส่งโดยเมื่อสองปีก่อนนั้นเองคนเป็พี่สาวเห็นว่าทั้งคู่ก็มีรถกระบะที่ถึงจะเก่าแต่สภาพยังใช้การได้ดีอยู่และทั้งคู่ก็ขับรถเป็ทั้งสองจึงตกลงมาสมัครทำงานเป็คนขับรถส่งของเนื่องด้วยนโยบายของที่นี่ที่สนับสนุนอาชีพคนในท้องถิ่นโดยเป็อาชีพคนขับรถที่ส่งแค่ในอำเภอต่างๆของจังหวัด และในกรณีที่ไม่มีคิวรับของหรือยังไม่ถึงคิวของพวกเธอทั้งสองก็จะรับจ้างทั่วไปแทนโดยมีเด็กสาวอีกคนซึ่งเป็ทั้งหลานของป้าแดงและลูกสาวของแม่สร้อยซึ่งคอยช่วยทำงานหารายได้ให้กับครอบครัวด้วยไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะได้มีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามเพื่อนๆ ไปแม้จะช้าไปสองปีก็ตาม
ในขณะเดียวกันรถเก๋งคันงามสีเทาก็เลี้ยวจอดเข้าที่จอดรถของผู้บริหารในโรงงานแห่งนี้ที่จอดรถแบ่งเป็โซนรถยนต์รถจักรยานยนต์และจักรยานในส่วนของเ้าของและพนักงานชัดเจน
ชายหนุ่มในชุดสีน้ำตาลคอกลมเสื้อเชิ้ต ผมยาวรวบเป็หางม้า ก้าวลงมาจากรถยนต์คันดังกล่าวเดินไปเปิดประโปรงหลังหยิบภาชนะเป็ขวดโหลบรรจุไวน์ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างดีเป็จำนวน 1 ขวดออกมาก่อนจะหันไปมองโรงงานด้านหลังที่จอดรถพลางถอดแว่นตาดำที่สวมใส่อยู่
“เราก็คงนับว่าเป็ผู้บริหารโรงงานเหมือนกันเนอะ”ชายหนุ่มผู้มีรายชื่อเป็หุ้นส่วนแต่ในนามว่าอย่างอารมณ์ดี พลางยิ้มก่อนจะใส่แว่นดำและเดินไปที่อาคารดังกล่าว
ในห้องทำงานขนาดกลางป้ายไม้สกรีนตัวอักษรสีทองว่า “ผู้บริหาร” ชายร่างท้วมเล็กน้อยที่กำลังอ่านเอกสารอยู่บนเก้าอี้เลื่อนหนังสีดำตัวใหญ่ใบหน้ากำลังบ่งบอกถึงสมาธิที่กำลังอยู่บนกระดาษ แต่แล้วจู่ๆเสียงเคาะประตูไม้ก็ขัดจังหวะขึ้นมาจนเขาต้องหยุดอ่านเอกสารตรงหน้าชั่วคราว
“เข้ามา”ชายคนดังกล่าวถอดแว่นสายตา พลางขยี้ตาไปมารอยย่นมากมายทั้งเกิดจากวัยและความเครียดปรากฏให้เห็นค่อนข้างชัด
“สวัสดีครับคุณพี่ชาย” ชายหนุ่มผมม้าทักขึ้นอย่างร่าเริง
ด้วยความที่ห่างกันเป็สิบปีในบรรดาพี่น้อง4 คน เขาผู้เป็คนที่สอง ปัจจุบันอายุ 50 ปีเข้าไปแล้ว แต่น้องชายคนสุดท้องนี่ อายุเพิ่งจะ 35 ปีเท่านั้น
“วันนี้จู่ๆมาได้นะ แก” พี่ชายผู้ห่างวัยหลายปีกล่าวอย่างขบขัน “ว่าแต่มีเื่อะไรถึงโผล่มาหาฉันที่นี่แทนที่จะไปพบปะสาวๆของแกละ ฮึ เ้าเชน ”
ชายหนุ่มยกขวดไวน์ขึ้นมา
“นี่พี่ยนต์ทำงานจนลืมวันเกิดตัวเองไปแล้วหรือไงครับเนี่ยวันนี้ 24 กันยา วันเกิดพี่ ผมจะลืมได้ไง ส่วนสาวๆ น่ะผมคุยได้ สบายอยู่แล้ว”
ผู้เป็พี่ชายนั่งนึกนิ่งไปสักครู่มองปฏิทินข้างๆโต๊ะทำงานก่อนจะหัวเราะออกมา
“เออจริง วันนี้วันเกิดเรานี่หว่า มิน่ามารตีถึงเอาช่อดอกกุหลาบแดงมาวางที่โต๊ะแต่เช้า ฉันเองก็เอะใจนะแต่งานมันเยอะจนลืมไปเลย”
ชื่อมารตีนั่นทำเอาหนุ่มใหญ่ที่นั่งเก้าอี้ตรงหน้ายิ้มกระตุกๆร้อนๆหนาวๆ เมื่อห้าปีก่อนหลังจาก นงนุชภรรยาของพยนต์เสียชีวิตจากการกินยาเกินขนาดเพราะโรคเครียดได้ประมาณหกเดือน มารตีในตอนนั้นที่เป็สาวโรงงานก็ได้มาเป็ภรรยาคนใหม่ของพี่เขาหลังจากพี่นงนุชเสียไปปีกว่าท่ามกลางความสงสัยของใครหลายคนยกเว้นเขาที่ไม่ได้ประหลาดใจนักด้วยความที่รู้อะไรบางอย่างมาบ้าง
“พูดถึงมารตีั้แ่มารตีมาอยู่ด้วย เ้าต้นก็ห่างจากฉันไปเรื่อยๆฉันเองก็พยายามจะให้ทั้งสองนี่จูนเข้าหากันอยู่นะ แต่นี่ก็หลายปีผ่านไปแล้ว เ้าต้นยังไม่ยอมรับมารตีเสียที ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไง”ผู้เป็พี่ชายเริ่มระบาย
ชายหนุ่มผู้น้องมองใบหน้าพี่ชายร่วมสายเืของตนอย่างครุ่นคิดมีกรณีเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆที่ลูกเลี้ยงกับแม่เลี้ยงมักจะไม่ถูกกันแต่เ้าต้นหลานของเขาไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล เขารู้จักหลานชายคนนี้ดี
“พี่ยนต์เ้าต้นมันคงมีเหตุผลที่แสดงออกแบบนั้นนั่นแหละ พี่เป็พ่อก็น่าจะรู้เ้าเด็กคนนี้คิดจะพูดอะไร ทำอะไรก็ตรงๆออกมาเลย”
“ฉันอิจฉาแกจริงๆว่ะเชน ดูแกจะเป็พ่อเ้าต้นมันมากกว่าฉันเสียอีกนะ เข้าอกเข้าใจกันดีเหลือเกิน”
“นี่อย่ามัวแต่พูดเื่เครียดๆเลยครับ พี่”ชายหนุ่มว่าพลางหยิบขวดไวน์ที่เป็ของขวัญขึ้นมา ยิ้มแฉ่ง
“ขอบใจแกมากจริงๆ”พยนต์ลุกจากที่นั่งเดินเข้ามาโอบน้องชาย “แล้วนี่แกลอรี่แกล่ะเป็ยังไงบ้าง”
นเรนทรจึงเล่าเื่ที่แกลอรี่ที่เขาเป็เ้าของให้พี่ฟังคนเป็พี่ชายยิ้มออกมานิดๆเมื่อเห็นว่ากิจการที่น้องชายเขารักดำเนินไปได้ด้วยดี
“เอ้อผมลืมบอกพี่ไปอย่างนึง เพิ่งนึกได้ เมื่อวันก่อนผมได้รับเชิญเป็อาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยศิลป์นะพี่ คนที่เชิญก็อธิการเพื่อนของพี่อ่ะแหละ นี่ได้บารมีพี่แท้ๆเชียวนะเนี่ย”
“อันน่ะดีกรีจบโทจากเมืองนอก ธรรมดาเสียที่ไหนมหาวิทยาลัยในเมืองนั่นเป็เลิศด้านศิลปะเลยเชียวนา แล้วที่แน่ๆถ้าแกไม่เก่งจริงต่อให้แกเป็น้องชายฉัน เขาก็ไม่เชิญไปสอนหร๊อก” พยนต์ตบบ่าน้องชายจ้องมองอย่างภาคภูมิใจ
ถึงแม้น้องชายจะมีชื่อในหุ้นส่วนบริษัทก็จริงแต่เ้าตัวก็ไม่ได้เข้ามามีส่วนบริหารในบริษัทนี้ด้วยเนื่องจากว่าเขาไม่ชอบงานด้านนี้ แต่ชอบงานศิลปะมากกว่าที่บ้านจึงตามใจน้องสุดท้องคนนี้ให้เดินตามฝัน
“พี่ก็ชมเกินไปโฮ่”
“แต่เสียอย่างเดียวว่ะ”
“อะไรครับพี่” ชายหนุ่มมองพี่ชายตนอย่างสงสัย
“จนปูนนี้แล้วยังไม่มีเมียฮ่าๆ”
“โถวพี่ยนต์ครับ ผู้หญิงน่ะมีให้ผมเลือกตั้งมากมายแต่ผมไม่พร้อมจะมีใคร ทีพี่ยนต์น่ะยังมีเ้าต้นตอนอายุประมาณผมตอนนี้เลยนี่นา”
“แกก็ต้องเริ่มมองหาใครสักคนแล้วนาจะใช้ชีวิตเป็หนุ่มเพลย์บอยแบบนี้ไปตลอดไม่ได้นะ เ้าเชน”
“ครับๆๆๆคุณพ่อ คุณพี่ชาย” ชายหนุ่มไหว้ผู้เป็พี่ท่วมหัว พูดจาอ้อนเหมือนเด็กๆจนผู้เป็พี่นึกขัน “คุณน้องชายสำนึกแว้วววอีกไม่นานจะรีบหาศรีภรรยาเป็ตัวเป็ตนแล้วคร้าบ”
“แกนี่มัน...เฮ้อ”
“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ไปกินที่ร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยนั้นกันนะครับพี่”
ในขณะที่ชายหนุ่มเดินผ่านมาแถวนั้นเห็นผู้คนมุงอยู่จึงนึกสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น”ชายหนุ่มร่างใหญ่เอ่ยถาม
“มีคนเป็ลมครับ”หนึ่งในคนงานกล่าวขึ้น
“ออกไปอย่ายืนมุง พวกนายสัก 2 คนช่วยพยุงคนที่เป็ลมไปห้องพยาบาลด้วย”เขาออกคำสั่ง
“ครับ”
“ไม่ต้องค่ะเดี๋ยวฉันพาไปเอง ฉันเป็พี่สาวของเธอค่ะ”
“คุณพอจะรู้ทางไปห้องพยาบาลหรือเปล่าครับถ้าไม่รู้ผมจะให้พนักงานพาไป” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างหวังดีเพราะเห็นเป็พนักงานส่งของที่ไม่ได้ทำงานประจำอยู่ที่โรงงานอาจจะไม่รู้ทางไปห้องพยาบาล
“ขอบคุณมากเลยรบกวนด้วยนะคะ” หญิงสูงวัยมองชายร่างสูงตรงหน้าอย่างซึ้งใจ
ชายหนุ่มสั่งพนักงานผู้หญิงแถวนั้นคนนึงที่กำลังว่างอยู่ช่วยพาทั้งสองคนไปห้องพยาบาลในทันที
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายผ่านไปมือถือของเขาก็ดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมา ก่อนจะยิ้มนิดๆเมื่อเห็นว่าเป็ใครโทรมา
“ครับน้องริต้า” ก่อนจะเดินไปที่รถอย่างไว
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากที่ทั้งคู่เปิดประตูไม้บานเก่าเข้ามาได้ไม่นานโทรศัพท์ของสร้อยสุดาก็ดังขึ้น เมื่อเธอเห็นเบอร์จึงรู้ว่าเป็เบอร์ของเพื่อนลูกสาวโทรมาจึงกดรับ
“ว่าไงจ๊ะลูก” แต่หลังจากเธอโทรถามได้ไม่นาน เสียงตามสายก็รัวมาเป็ชุด
“แม่คะป้าบอกว่าแม่เป็ลมที่โรงงาน จริงหรือเปล่าคะ แล้วตอนนี้เป็ยังไงบ้างแล้วอยู่ที่ไหนคะ” ทันทีที่แป้งรูมเมทของเธอได้รับโทรศัพท์จากป้าแดงเื่ที่แม่ของอริสาเพื่อนเธอเป็ลมตอนทำงานอริสาจึงรีบยืมมือถือเพื่อนติดต่อแม่ทันทีหลังจากทราบข่าวจากแป้ง
“ใจเย็นๆก่อนลูก ตอนนี้แม่สบายดีแล้ว อยู่กับป้าแดงตอนที่เป็ลมมีป้าแดงกับคนที่โรงงานช่วยเหลือแม่พอดีน่ะจ้ะ”เธอเรียบเรียงคำพูดกับบุตรสาวอย่างใจเย็น
“ฉันเองตอนนั้นก็ลืมพูดไปว่าเธอไม่เป็ไรแล้ว”คนสูงวัยกว่าสารภาพ “ก็มัวใอยู่”
ตอนนี้ปลายสายเงียบไปเหมือนจะสงบสติอารมณ์สร้อยสุดาก็เหมือนจะได้ยินเสียงถอนหายใจแว่วมา
“โล่งอกไปทีแม่อย่าหักโหมมากเลยนะคะ ไม่ต้องกังวลเื่ค่าใช้จ่ายตรงหนูมากนะคะหนูยังพอมีเก็บบ้าง”
“จ้าลูก”
“ค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ แม่ดูแลตัวเองด้วยนะคะ”
กล่าวจบหญิงสาวก็กดวางสายก่อนจะยื่นมือถือให้กับรูมเมทของเธอที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้
“แม่เธอโอเคนะ”
หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ
“แป้งไหนว่ารับน้องนี้ดี”
“ทำไมล่ะสา มันสนุกมากเลยนะ”
“ไม่ได้บอกว่าไม่สนุกก็สนุกน่ะแหละ แต่มันก็เหนื่อยมากเลยโชคดีที่งานพาร์ทไทม์เลื่อนไปสัปดาห์หลังจากนั้น” หญิงสาวพูดน้ำเสียงเรื่อยๆ
“โอ๊ยยัยสา เธอจะรีบร้อนหางานทำไปทำไมยะ รับน้องเสร็จค่อยหาทำสิ ครั้งหนึ่งในชีวิตนะรับน้องน่ะ แถมบางครั้งอาจจะได้...อะไรพิเศษติดมาด้วยน้า”
หญิงสาวชะงักนึกถึงใครบางคนขึ้นมา แก้มแดงเรื่อขึ้นมานิดๆ แต่พอนึกถึงความจริงอะไรบางอย่างสีหน้าเธอก็ขรึมขึ้น
“ฉันต้องช่วยที่บ้านแป้ง อย่างที่เธอรู้ นอกจากป้ากับฉัน แม่ฉันก็ไม่มีใครแล้ว ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ”
หญิงสาวรีบลุกไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำรูมเมทสาวเองก็อดเอะใจไม่ได้
“ทำไมสาต้องหน้าแดงด้วย”
--------------------------------------------------------------------------------------------------
“เห็นว่าพ่อของนายหลงแม่ใหม่จนไม่สนใจนายงั้นหรือ”เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นมาจากข้างหลัง เด็กหนุ่มหน้าออกจีนเดินมาหาเขาก่อนจะวางมือเท้าโต๊ะปังปอนด์
ปังปอนด์ที่กำลังเก็บของอยู่นั้นก็ว่าขึ้น
“พ่อฉันไม่ได้มีแม่ใหม่...”
“ไม่ใช่นาย”คนที่เข้ามาทักตวาดขึ้น “จริงเปล่าวะ ต้น”
“มันไม่ใช่เื่ของนาย”ว่าจบ เขาก็รีบลุกขึ้นทันทีที่เก็บของเสร็จ
“ไม่พูดแบบนี้แสดงว่าจริง ใช่ไหม”
“จริงไม่จริงจะรู้ไปทำไมฉันว่าเวลาว่างๆนายลองไปคิดทำอะไรอย่างอื่นนอกจากยุ่งเื่ของฉันดีกว่า” พูดจบเด็กหนุ่มร่างสูงก็เดินออกไปคิ้วเข้มยังขมวดเป็ปมอย่างไม่พอใจแม้จะกล่าวด้วยเสียงเรียบทิ้งะเิอารมณ์ลูกใหญ่ไว้กับคนข้างหลังที่เขาเพิ่งว่าไป
“ไอ้ต้นมึงว่ากู”
เมื่อเห็นว่าท่าไม่ดีเด็กหนุ่มปังปอนด์ก็ค่อยๆขยับหนีทีละน้อยจนหนีไปทิ้งให้เด็กหนุ่มคนดังกล่าวยืนโกรธตัวสั่นอยู่คนเดียว
-------------------------------------------------