“ต่อมาท่านรองแม่ทัพจึงส่งพวกเราแยกออกเป็สี่กลุ่มกระจายกันค้นหากลุ่มข้าโชคดีบังเอิญหาพบและท่านเซียนก็ยินดีตามกลับมารักษาท่านอ๋องที่ค่ายหลังจากนั้นก็เป็ดังที่ท่านทราบ ขอรับ"
“หวังลี่ ให้รางวัลห้าสิบตำลึงกับสือซาน”
"ขอรับ"
“ขอบคุณท่านอ๋องขอรับ”
ไป๋จินหลงยังคงนั่งอยู่ที่ศาลาพักผ่อนย้อนทบทวนในความทรงจำ ใบหน้าที่งดงาม ดวงตาทุกสิ่งอยู่ในความทรงจำแม้ได้พบเพียงครู่เดียวกลับจำได้ติดตาติดใจั้แ่จำความได้ตนไม่เคยสนใจสตรีแม้สักคนเดียว หรือตนจะมีอาการผิดปกติดูเหมือนท่านหมอผู้นั้นจะเป็ชาย ไม่ว่าจะเป็คนงามหรือเทพเซียนยามนี้เป็ครั้งแรกที่ตนรู้สึกสนใจคนหนึ่งจนระงับไว้ไม่ได้ต้องหาข้ออ้างเช่นการพักรักษาตัวไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อหาโอกาสออกตามหาและคิดว่าคงต้องออกจากเมืองหลวงไปพบสักครา
“สืออี..”
“ขอรับ”
“เ้าออกไปสืบหาเบาะแสว่าท่านผู้นั้นเดินทางไปที่ใดและส่งข่าวกลับมาให้ข้าภายในสองวันต้องได้เบาะแส”
สืออีขมวดคิ้วให้เขาติดตามหาเทพเซียนจะหาพบได้อย่างไรแต่คำสั่งผู้เป็นายไม่อาจขัดขืนเขาหายตัวไปจากห้องทันทีที่ตอบรับเรียบร้อยแล้วชินอ๋องลุกเดินเข้าไปในห้องหนังสือ กางกระดาษสีขาวฝนหมึกอย่างใจเย็นเริ่มวาดรูปลากพู่กันเป็ลายเส้นดวงตาสองดวงที่ส่องประกายเมื่อเติมคิ้วและจมูกลงไปกลับเพิ่มความเฉยชาให้กับดวงตาอีกหลายส่วนวาดจบเพียงกรอบหน้าไม่มีรูปร่างบุรุษหรือสตรีวางทิ้งไว้บนโต๊ะก่อนจะออกไปรำทวนในสวนเป็เวลานาน
จวนเสนาบดี ในห้องหนังสือ รัชทายาทกำลังเดินวนไปวนมาเมื่อเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา เขาก็พุ่งเข้าไปหาฝ่ายทันที
“ท่านลุง ไหนท่านว่านักฆ่าที่ส่งไปเป็ยอดฝีมือทำไมมันยังกลับมาได้อย่างปลอดภัยข้าจะทนไม่ไหวแล้ว เสด็จพ่อทรงให้บำเหน็จรางวัลกับชินอ๋องและเลื่อนขั้นทหารในกองทัพครั้งนี้กระทบกับความมั่นคงของข้าเป็อย่างมากคนที่สนับสนุนมันมีฐานะตำแหน่งสูงขึ้นคนของข้าต้องคลางแคลงใจหรืออาจจะเอาใจออกห่างจากข้าได้”
อารมณ์ที่กักเก็บไว้ประทุออกมาอย่างรุนแรงทันทีนี่เป็ภาพลักษณ์ที่แท้จริงของรัชทายาทหาใช้คนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ดังเช่นภาพลักษณ์ที่ขุนนางทั่วไปได้พบเห็น
“รัชทายาท เพราะมีหมอเทวดาโผล่เข้ามารักษาเขาทำให้ทุกอย่างผิดพลาดไปไม่ได้มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่ล้มเหลวครานี้ศัตรูของชินอ๋องอีกสองกลุ่มที่ลงมือก็พลาดเช่นเดียวกัน”
“ข้าไม่สน กลุ่มไหนจะผิดพลาดแต่ข้า้าให้คนของเราที่ส่งออกไปไม่ผิดผลาด”
“ ท่านใจเย็นหน่อยใช่จะไม่มีโอกาสอีกเสียเมื่อไร”
“คนของเราแจ้งว่าในยามนั้นชินอ๋องได้รับการรักษาจากหมอเทวดาท่านหนึ่งและยามนี้ชินอ๋องก็กำลังสืบหาข่าวของท่านหมอผู้นั้นอยู่หากข้าคาดไม่ผิดชินอ๋องจะต้องอาศัย่รักษาตัวออกไปพบหมอเทวดาท่านนั้นเป็แน่ดังนั้นเวลาอีกยาวไกลจะรีบร้อนไปใย”
พูดจบก็รู้สึกจนใจ หลานชายคนนี้เป็ถึงรัชทายาทเป็ผู้ที่สืบเชื้อสายราชวงศ์และทั้งตระกูลอาจรุ่งโรจน์อีกยาวนานหรือสูญสิ้นล้วนอยู่ในมือเขาช่างเป็คนที่น่าเป็ห่วงยิ่งนัก ใจร้อน มุทะลุ เอาแต่ใจตนเอง คิดสั้นไม่คิดยาวเฮ้อ! เมื่อเปรียบกับอีกคนช่างแตกต่างกันเกินไปจนเขายอมรับไม่ได้ ได้แต่คิดในใจรัชทายาทช่างเหมือนน้องสาวของตนยิ่งนัก สวยแต่ภายนอกไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนัก
เสียงเสี่ยวไป๋ดังขึ้นขณะที่นางนั่งสมาธิฝึกจิติญญาอยู่ในอารามเล็กๆที่นางและจิ่วเอ๋อร์พบเข้าจึงได้มีที่อาศัยนอนไม่ต้องนอนกลางป่าอีกเสียงเ้าตัวเล็กเร่งเร้านางจึงเข้าไปหาในแหวนมิติ
"ท่านแม่ท่านรีบกำหนดจิตเข้ามาหาข้าหน่อย ข้ามีของดีจะมอบให้ท่าน"
“เสี่ยวไป๋ รีบร้อนอันใด”
“ท่านแม่ ข้าเจอเ้านี่ท่านดูมันเป็ของดี คัมภีร์โบราณข้าจำไม่ได้ว่าได้มันมาั้แ่ตอนไหนมันนานมากแล้ว”
มือเล็กอวบอ้วนยื่นคัมภีร์มาใส่มือนาง ปกเขียนไว้เพียง"คำภีร์ไร้อักษร" จึงเปิดเข้าไปดูด้านใน ไม่มีตัวอักษรหรือภาพวาด นางส่งสายตามองเ้าัน้อยสื่อเพียงเมื่อไร้อักษรแล้วข้าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร
“มีสองสิ่งที่ท่านต้องมีคือวาสนาและเวลาที่เหมาะสม ท่านได้รับมันแล้วคือมีวาสนา รอเพียงเวลาที่เหมาะสมเป็ไปได้ว่าพลังของท่านเพียงพออาจมองเห็นอักษรที่ซ่อนอยู่ก็เป็ได้”
ปากน้อยๆ นั้นพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“อีกอย่างคือเวลานี้พลังของท่านสูงเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของแหวนมิติพร้อมทั้งขยายพื้นที่ภายในมิติให้กว้างมากขึ้นได้ด้วยนะเพียงท่านกำหนดจิติญญาให้ขยายพื้นที่ของมิติและนึกถึงรูปลักษณ์ที่ท่าน้าเปลี่ยนให้เป็ด้วย”
พูดจบก็ส่งเสียงฮี่ฮี่ ประหนึ่งว่าข้านำของวิเศษมาให้ท่านนะท่านชมข้าสิท่านชมข้าสินางส่ายหน้าเล็กน้อย
“เ้าทำดีมาก”
“ท่านแม่ ลองดูเลยดีไหมขอรับ”
“อืม”
นางกำหนดจิติญญาตามวิธีการของเสี่ยวไป๋ผลักขอบเขตของมิติให้ขยายออกไป ดันๆผลักๆ รู้สึกได้ว่าขยายออกแล้วก็หดกลับเข้ามาเป็เช่นนี้เป็เวลานาน กายนางมีเหงื่อไหลซึมออกมาจนเป็เม็ดที่ใบหน้าคิ้วขมวดมุ่น ผ่านไปยาวนานมากตามความรู้สึกของนางจนกระทั่งเสียงนกร้องจากภายนอกดังขึ้น มีเสียง “ติ๊ง” มิติที่จิติญญาของนางเข้าไปมีขนาดที่ขยายใหญ่กว่าเดิมเกือบเท่าสนามบาสในชาติก่อนจากห้องเล็กๆเก็บสิ่งของขยายออกไปให้ความรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น
“ท่านแม่ท่านค่อยๆเปลี่ยนมิตินี้ให้เป็ไปตามความ้าในใจของท่านได้เพียงแต่พลังจิติญญาต้องมีความเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้ท่านดูเพียงขยายมิติได้เท่านี้ท่านต้องใช้เวลาไปหนึ่งคืนเชียว”
“อืม วันนี้พอแค่นี้ก่อน”
“ท่านเ็ายิ่งนักข้าวุ่นวายมากมายกว่าจะสรรหาสิ่งที่ดีๆ มีคุณค่าให้ท่านแต่ดูท่านสิสีหน้าไม่เปลี่ยนสักนิด”
จิ่วเหมยฮวาฟังเสียงบ่นน้อยอกน้อยใจของไป๋หลงก่อนออกจากมิติด้านนอกก็ฟ้าสางตะวันขึ้นเรียบร้อยแต่นางรู้สึกอ่อนเพลียจึงชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าาพบจิ่วเอ๋อร์เปิดประตูเข้ามาดูคล้ายกำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอก
“ข้าจะออกจากอารามไปเก็บสมุนไพรเพิ่มเ้าฝึกฝนทั้งคืนวันนี้จะออกไปช่วยรักษาชาวบ้านอีกหรือไม่”
“ไม่ โอสถเหลือเพียงไม่มาก”
“เข้าใจแล้ว งั้นข้าไปก่อนเ้าพักผ่อนเถอะ”
จิ่วเอ๋อร์เดินออกจากอารามสวนนักพรตน้อยอารามนี้มีนักพรตไม่กี่ท่านตลอดหลายวันที่ทั้งสองมาขอพักอาศัยอยู่ก็มีคนเข้ามาสักการะเพียงไม่กี่คนห้องพักอยู่ด้านหลังของอารามก็มีเพียงไม่กี่ห้องด้านข้างยังมีป่าไผ่และต้นไม้ให้ความร่มรื่น ทั้งสองแยกพักคนละห้องที่เหลือไม่มีคนพักนักพรตพักอยู่อีกฝากของอารามด้วยความที่ทั้งสองออกช่วยเหลือชาวบ้านไปทั่วมีเสียงสรรเสริญให้นักพรตในอารามได้ยินไม่น้อยทั้งหมดยังยินดีในบุญกุศลที่ทั้งสองได้กระทำ การพำนักอยู่ที่อารามก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากลำบาก
“ท่านหมอ ไปไหนหรือ”
“ข้าจะไปเก็บสมุนไพรบนเขาสักหน่อย”
“วันนี้ท่านทั้งสอง้าอาหารเจหรือไม่”
“พวกเราไม่รบกวน ขอบคุณเณรน้อยที่เป็ห่วง”
“พวกเขาไม่กินข้าวกินปลาหรือว่าเป็เซียนแบบที่ชาวบ้านพูดนะ”
ั้แ่จากท่านอาจารย์ลงเขามา จิ่วเอ๋อร์มีความรู้สึกคล้ายในตัวมีบางสิ่งบางอย่างกระตุ้นให้จิตใจกระวนกระวายอยู่ยิ่งนานวันยิ่งชัดเจนแต่บอกไม่ได้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งใดยามนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรจิตไม่เกิดสมาธิรวมจิติญญาได้ไม่นานก็ฟุ้งซ่านทำให้ไม่มีความก้าวหน้าขึ้นเลยยามนี้จึงออกนอกเมืองเพื่อรับพลังธรรมชาติอาจเกิดผลดีขึ้นบ้าง
ฤดูฤดูแล้งท้องฟ้าควรไร้เมฆฝน แต่ยามนี้กลับมีสายฟ้าและเสียงฟ้าร้องคำรามไม่เป็ไปตามธรรมชาติลมพัดแรงใบไม้ปลิวต้นไม้โยกไปมาจนน่ากลัว
“บนเขามีสิ่งใดอยู่กันแน่ทำไมข้ารู้สึกว่าต้องไปที่นั่น”
คล้ายมีบางสิ่งกระตุ้นจิติญญาเท้าย่ำไปตามทางขึ้นเขาในจิตใจของจิ่วเอ๋อร์กลับเต้นแรงอึกกระทึกครึกโครมราวกับกำลังจะพบกับอะไรที่มีผลต่อชีวิตตนเองฝีเท้าไร้ความมั่นคงแต่ใจกลับอยากเดินต่อไป ดังนั้นนางทำได้เพียงเดินไปข้างหน้า
“เอ๋ หยกพกของข้าหายไปไหน”
“ช่างเถอะ สรรพสิ่งในโลกล้วนอนิจจังมีได้ย่อมไม่มีได้เช่นกัน”
จิ่วเหมยฮวาพึ่งตระหนักว่าของที่พกไว้ติดตัวหายไปด้วยความที่ฝึกฝนด้านจิตใจมานานหลายปีทำให้นางไม่สนใจในสิ่งรอบตัว นางจำไม่ได้ว่าเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อใด
เพราะสมุนไพรช่วยรักษาอาการได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น หากเจอคนป่วยที่อาการหนักก็จำเป็ต้องใช้โอสถนาง้ายืมเตาหลอมสมุนไพรของอารามเต๋า
“นักพรตน้อยข้าไม่ทราบว่าในอารามแห่งนี้มีเตาหลอมโอสถหรือไม่”
“เหมือนจะมีแต่ว่าข้าก็ไม่เคยเห็นใครใช้มันมาก่อนนะขอรับ”
“ถ้าข้า้ายืมเตาหลอมนั้นใช้สักหน่อยต้องบอกกล่าวกับผู้ใด”
“ท่านตามข้ามาท่านต้องบอกกับท่านนักพรตหยางเซียน แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหา”
จิ่วเหมยฮวาเดินตามหลังนักพรตน้อยที่เอียงศรีษะไปมาพูดราวกับตัดสินใจแทนเรียบร้อยแล้วสุดท้าย ทางอารามยินดีให้นางใช้ได้ตาม้า นักพรตหยางเซียนที่หนวดเคราและผมบนศรีษะขาวโพลนเอ่ยเพียงประโยคเดียวแล้วก็หลับตานั่งนิ่งจนนางคิดว่าอีกฝ่ายคงเข้าสมาธิหรือไม่ก็หลับเสียแล้ว
“การทำเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากาเป็เื่ที่สมควรท่านเป็หมอมีจิตเมตตาเราเป็นักพรตย่อมต้องสนับสนุน”
นางนำสมุนไพรเท่าที่จิ่วเอ๋อร์หามาไว้ในห้องทั้งหมดเข้าไปหลอมโอสถนานค่อนวัน
“ลงเขามาสะสมบุญกุศลครั้งนี้คาดว่าอีกไม่นานาสงบลงต้องย้อนกลับไปอารามพบอาจารย์สักครั้ง”
จวนชินอ๋อง
“เงียบเสียงหน่อยจำไว้พวกเ้าห้ามส่งเสียงรบกวน เรือนชั้นปกติพระองค์ไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้ดังนั้นไม่จำเป็ห้ามเข้าไปวุ่นวายถ้าไม่อยากถูกโบย”
นางกำนัลในจวนจะถูกพ่อบ้านหวังค่อยสั่งสอนเป็ประจำมีเฉพาะนางกำนัลบางคนเท่านั้นที่สามารถเข้าไปทำความสะอาดใน่เวลาที่ชินอ๋องไม่อยู่
วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวลมนิ่งจนใบไม้สั่นไม่เคลื่อนไหวโคมไฟจุดสว่างเป็ระยะ เสียงทหารเดินเวรยาม
ในห้องกับต่างออกไปจากยามปกติ หากมองไปที่ร่างของชินอ๋องที่นั่งสมาธิบนเตียงผู้มีจิติญญาที่แข็งแกร่งจะมองเห็นคล้ายม่านพลังบางเบากระพริบอยู่
ตึกตึก ตึกตึก
ในอกมีเสียงดัง มือกุมหน้าอกเปลือกตากระพริบถี่เกิดอะไรขึ้นเหตุในร่างกายตนจึงเป็เช่นนี้มีพลังบางอย่างวิ่งวนไปวนมากระแทกอยู่ในเส้นเือย่างรุนแรงร่างกายเ็ปจนทนแทบไม่ไหวต้องล้มตัวกลิ้งไปมา (เกิดอะไรขึ้น)
ชินอ๋องกำลังทรมานริมฝีปากถูกฟันขบกลั้นเสียงที่จะคำรามเพราะความเ็ปในกาย มุมปากมีเืซึมอยู่ครึ่งชั่วยามผ่านไปร่างกายทนไม่ไหวในที่สุดก็สลบไปที่ข้อมือขวาปรากฏตราสัญลักษณ์สีทองส่องแสงอยู่ชั่วธูปหมดดอกตรานั้นก็จางหายไปไม่มีร่องรอยใดๆเหลืออยู่
เสียงนกร้องบนกิ่งไม้่ที่เหลือใบเพียงนับด้วยนิ้วมือได้ปลุกให้คนข้างในขยับตัว
“เข้ามา”
สาวใช้สองนางเดินเข้ามาพร้อมกับอ่างทองเหลืองใส่น้ำอุ่นและผ้าเช็ดหน้าเมื่อล้างหน้า ชำระล้างร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย พวกนางก็เดินออกไปอาการเ็ปทั่วกายเมื่อคืนหายไปสนิททั้งาแที่ได้มาก่อนหน้านี้ก็จางหายไปเหลือเพียงรอยบางๆ หากไม่สังเกตก็มองไม่เห็น
สองคราแล้วนับั้แ่กลับจากชายแดน ยามเที่ยงคืนของวันพระจันทร์เต็มดวงจะมีอาการเช่นเมื่อคืนพอรุ่งเช้าเขาััได้ถึงพลังบางอย่างรอบๆ ตัวคล้ายมีคล้ายไม่มี
“ร่างกายเราเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เมื่อโคจรพลังภายในดูก็ไม่พบสิ่งผิดปกตินอกจากทุกจุดในร่างกายคล้ายเปิดโล่งเืลมไหลเวียนได้ดีเพียงครู่ก็ละความสนใจเดินออกไปห้องหนังสือรูปภาพที่ตนวางไว้ได้ถูกแขวนไว้ที่ผนังด้านข้างมือเอื้อมเข้าไปััสิ่งของด้านในสาบเสื้อไม่มีใครรู้ว่ายามนี้มีสิ่งของเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชิ้น
ใบหน้าที่เ็าคล้ายจะมีรอยยิ้มเพิ่มเข้ามาในแววตาอบอุ่นเล็กน้อยข้อมูลที่ได้รับมาจากชาวบ้านท่านหมอหรือท่านเซียนในสายตาของชาวบ้านทั้งสองท่านนั้นหลังจากช่วยตนแล้วก็เดินทางไปทั่วแถบใกล้ๆชายแดนเหนือช่วยเหลือชาวบ้านทั้งรักษา ขับไล่สิ่งชั่วร้ายยามค่ำคืน เพียงนึกถึงภาพใบหน้าที่งดงามของหมอท่านนั้นปรากฏขึ้นมาในใจยากจะลืมเลือน(ตนผิดปกติไปแล้วใช่หรือไม่) ทั้งยังเริ่มรู้ได้ว่าตนมีความคิดที่ปกติไม่เคยมีไม่ว่าสาวงามเพียงใดที่ตนเคยประสบพบมาไม่มีสักคนที่จำได้ติดตาตรึงใจเช่นหมอท่านนี้
ตนเพียง้าไปขอบคุณต่อหน้าเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดๆทั้งนั้น ใช่เขาต้องนำสิ่งใดไปตอบแทนความช่วยเหลือที่ได้ช่วยชีวิตตนสิ่งใดจึงจะเหมาะสม
“ตามพ่อบ้าน”
“ท่านอ๋อง ประสงค์สิ่งใดพะยะค่ะ”
“เ้าไปเตรียมของกำนัล ..ข้าจะนำไปตอบแทนท่านหมอที่ช่วยรักษาข้าที่ชายแดน”
“ได้พะยะค่ะ หม่อมฉันจะเตรียมของที่มีมูลค่าสูงหน่อยดีไหมพะยะค่ะ”
“ตามใจเ้า แต่ท่านหมอดูเหมือนจะเป็ผู้ฝึกตนอาจจะไม่ค่อยสนใจของถูกหรือแพง”
“ทราบแล้วพะยะค่ะ”