ทั้งพี่น้องตระกูลลู่กับลั่วอู่หลินพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเสียจนดึกดื่นถึงขนาดที่องค์ราชินีหลินอี้เฟยต้องมาตามด้วยตัวเองพวกเขาถึงรู้ตัวว่าเวลาล่วงเลยไปนานเพียงใด ทั้งสามคนแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนสองพี่น้องลู่พากันเดินตามองค์ราชินีไป ส่วนลั่วอู่หลินก็เดินกลับไปยังตำหนักของตนเอง
สำหรับเขาวันนี้แม้่แรกจะหน้าเบื่อไปเสียหน่อย แต่การได้อยู่กับสองหญิงงามก็ทำให้เขารู้สึกดียิ่งนักมันราวกับหัวใจพองโตและเต็มไปด้วยความสุขใจ ความรู้สึกเช่นนี้ลั่วอู่หลินพึ่งจะได้ััเป็ครั้งแรกและมันรู้สึกราวกับว่าจะเสพติดและขาดมันไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น
"อู่หลินๆเลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้วน่า"ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตนเอง เขาสลัดความคิดที่ไม่จำเป็ออกไปและเตรียมการสำหรับบ่มเพาะในทันที ชายหนุ่มได้นำเอาแกนอสูรหลากหลายสีออกมาวางเรียงกันโดยแกนอสูนที่ใหญ่ที่สุดนั้นเห็นทีจะเป็ของอสรพิษปีศาจม่วงที่เขาฆ่าไปเมื่อไม่นานมานี้มันแสงสีม่วงอมดำรวมกับมีพลังอัดแน่นอยู่ด้านในนั้น
ลั่วอู่หลินสูดสมหายใจเข้าลึก ในที่สุดชายหนุ่มก็เริ่มกระบวณการดูดกลืนและบ่มเพาะเสียที แสงหลากหลายสีสันต์ได้เข้าสู่ร่างกายของชายหนุ่มอย่างไม่หยุดยั้ง ตรงกันข้ามกันแสงของแกนอสูรทั้งหลายก็พลันหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มราวกับหลุมดำที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดในการดูดกลืน
ด้านในทะเลแห่งจิตใจตอนนี้อสรพิษหยกจันทราในฐานะที่เป็จิตอสูรเทวะก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังจากที่ได้รับแกนอสรของอสรพิษปีศาจม่วงเข้าไปแล้วดวงตาของนางก็กลายเป็สีม่วงทอประกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ลั่วอู่หลินเองก็เป็เช่นกัน ชายหนุ่มเข้าสู่สภาวะดวงเนตรอสรพิษ์โดยที่ตนเองไม่ได้เรียกใช้งาน ดวงตาของเขานั้นเปลี่ยนจากสีฟ้าครามกลายเป็สีม่วงเช่นเดียวกับดวงจิตอสูรเทวะของตน
"ยินดีดวงเนตรอสรพิษ์เข้าสู่ขั้นที่สองแล้ว"นางเซียนไฉ่เยว่เอ๋อกล่าวพร้อมปรบมือให้ ชายหนุ่มที่ดูดกลืนแกนอสูรเสร็จสิ้นหันไปมองนางด้วยความแปลกใจ
"ขั้นที่สอง ดวงเนตรอสรพิษ์มีขั้นที่สองด้วยหรือ"เขาอดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม
"ใช่ หากจะกล่าวให้ถูกมันมีทั้งหมดสี่ขั้นด้วยกัน ขั้นแรกคือไร้สิ่งขวางกั้นคือการมองสิ่งมีชีวิตอย่างทะลุปรุโปร่ง ขั้นสองหรือขั้นที่เ้าอยู่นี้มีนามว่า์ลวงตาเมื่อมีคนมามองตาเ้าขณะเปิดใช้ดวงเนตรเ้าจะสามารถสร้างจิตคุกคามที่ทำให้พวกเขาเห็นภาพลวงตาในระยะสั้นๆได้"
"ขั้นที่สามมีนามว่าจันทรากระจ่างขั้นนี้ดูไม่ค่อยปีประโยชน์มากเท่าไรเพราะมันใช้ได้เฉพาะกลางคืนเท่านั้นหากเ้าใช้มันทุกๆสิ่งภายใต้แสงจันทร์เ้าจะสามารถมองเห็นได้ทั้งหมดส่วนระยะนั้นก็ขึ้นอยู่กับขอบเขตพลังที่เ้ามี และขั้นสุดท้ายขั้นที่สี่มีนามว่ามุมมองพระเ้า ดวงตาของเ้าจะสามารถมองเห็นอนาคตได้ในระยะเวลาสั้นทั้งยังมองเห็นรอบด้านอีกด้วย"ไฉ่เยว่เอ๋อกล่าวอธิบายเป็ขั้นเป็ตอน จนทำให้ลั่วอู่หลินมีสีหน้าแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก นี่มันทักษะของพระเ้าหรืออย่างไรเหตุใดมันถึงได้วิเศษเพียงนี้ มองเห็นอนาคตงั้นหรือ แม้จะเป็ระยะเวลาสั้นๆแต่ก็ถือว่าท้าทาย์อย่างยิ่ง ขอแค่มีทักษะนี้ลั่วอู่หลินราวกับจะไร้เทียมทานเลยก็ว่าได้
"อย่าลำพองใจไป ทักษะเนตรอสรพิษ์ขั้นต่อๆไปนั้นจะไม่ได้ฝึกง่ายๆเช่นนี้ ที่เ้าบรรลุขั้นที่สองได้เร็วขนาดนี้เพราะศักยภาพเ้าดีเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว"
"ข้าเ้าใจแล้วพี่สาว ท่านให้ข้าฝันหวานเสียหน่อยก็ไม่ได้"
"จะรีบฝันหวานได้อย่างไร เ้ายังไม่ได้ดูมือซ้ายของตัวเองเลย"นางชี้ไปทางมือซ้ายของชายหนุ่มจนทำให้เ้าตัวก็ต้องหันมอง สิ่งที่เห็นคือมือของเขาตอนนี้ที่เปลี่ยนไปกลายเป็กรงเล็บของัสีดำแวววาวครั้นยังมีสายฟ้าสีดำไหลเวียนไปมา ลั่วอู่หลินยกมือของตัวเองมาขึ้นดูพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเก่า
"กรงเล็บราชันัสายฟ้า ดูเหมือนว่าดวงจิตอสูรเทวะที่สองของเ้าจะมอบทักษะนี้ให้หลังจากที่ได้ดูดซับแกนอสูรประเภทงูเข้าไป"นางกล่าวไขความกระจ่างให้กับชายหนุ่ม เนื่องจากนางสังเกตุแล้วว่าหากเป็แกนอสูรธรรมดาราชันัสายฟ้าจะไม่ดูดซับมันเด็ดขาดผิดกับแกนอสูรของอสรพิษปีศาจม่วงที่อยู่ดีๆราชันัสายฟ้าตัวนี้ก็แย่งการดูดกลืนจากนางไปครึ่งหนึ่ง
"ข้าว่าจะถามท่านนานแล้ว ัในทะเลแห่งจิตใจของข้ามันมาจากไหนกันแน่ เป็หนึ่งในมรดกหรือเปล่า??"
ไฉ่เยว่เอ๋อส่ายหัวให้กับคำถาม "ไม่ใช่ มรดกมีเพียงข้าและเส้นลปราณเท่านั้น ส่วนดวงจิตอสูรเทวะราชันัสายฟ้าอยู่ในตัวของเ้าก่อนที่จะมาเจอข้าเสียอีก"
"เอ๋! แล้วมันมาอยู่ในกายของข้าได้อย่างไร"ลั่วอู่หลินเมื่อได้ยินคำตอบก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่
"ข้าเองก็ไม่รู้ มันมีอยู่หลายกรณีด้วยกันแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่อาจจะบอกได้เ้า"
"เพราะเหตุใด??"
"นั่นเพราะข้าไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะบอกเ้า ันั้นแม้สายพันธ์จะใกล้เคียงกับอสรพิษก็จริงแต่ทว่ากลับสูงศักดิ์มากกว่่าหรืออาจจะเรียกได้ว่าพวกเขาคือสัตว์เทพอย่างแท้จริงไม่เหมือนกับข้าที่เป็สัตว์เซียน ข้าจึงไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย"นางกล่าวอธิบาย แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บอกเขาไม่ได้นั่นก็คือดวงตาสีทองที่หน้าหวาดกลัวดวงนั้นจึงทำให้นางไม่อยากพลั่งปากพูดมากไปกว่านี้
"ช่างเถอะอย่างไรซะมันก็เป็ผลดีกับตัวข้า เช่นนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรให้มันยุ่งยาก ทั้งตบะตอนนี้ของข้าก็ใกล้จะถึงขั้นจอมพลแล้วหากเป็เช่นนี้ต่อไปข้าอาจจะกลายเป็ระดับกษัตริย์ในสองปีก็ได้นะพี่สาว"ชายหนุ่มกล่าวทีเล่นทีจริง ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่สดใสประดับเอาไว้
"หึ! เ้าจะเพ้นฝันไปถึงไหนกัน รู้หรือไม่ว่าหากบรรลุขั้นจอมพลเ้าจะต้องใช้แกนอสูรระดับแม่ทัพเกือบพันชิ้นเพื่อบรรลุระดับหนึ่งขั้น ทั้งยังมียังต้องทวีคูณเข้าไปอีกเรื่อย เ้าคิดว่าในป่าที่ล่าอยู่ทุกวันมีสัตว์อสูรมากพอถึงขนาดให้เ้าบรรลุดับกษัตริย์ในสองปีเชียวหรือ"
"พะ พันชิ้นต่อหนึ่งขั้น!"ลั่วอู่หลินตะลึงงันไปในทันที ไม่คิดว่าจะต้องใช้แกนอสูรมากมายขนาดนั้นในการเลื่อนระดับเพียงขั้นเดียว หากเป็เช่นนี้เขาไม่ต้องล่าสัตว์อสูรจนหมดป่าเลยหรือ
"แต่ก็ยังมีวิธีในการเลื่อนขั้นอยู่บ้าง ในตอนนี้เ้าก็บ่มเพาะพลังแบบนี้ไปก่อน เอาไว้รอเทศกาลล่าครั้งหน้าข้าจะพาเ้าไปพบโชคครั้งใหญ่"นางเซียนกล่าวอย่างมีเลศนัยก่อนจะหายตัวกลับไปยังทะเลจิติญญาตามเดิมทิ้งให้ลั่วอู่หลินยังคงมึนงงและอยากรู้อยู่เช่นนั้น เทศกาลล่างั้นหรือกว่าจะถึงเวลานั้นก็ตั้งหนึ่งปีเลยทีเดียว
'เห้อ ช่วยไม่ได้ละนะ'ลั่วถอนหายใจยาวก่อนจะทิ้งตัวลงนอน ตัวเขาตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีแต่ความเบื่อหน่ายในการใช้ชีวิตอีกต่อไป ในทางกลับกันตอนนี้ชายหนุ่มดูยุ่งมากแต่เขาก็มีความสุขและสนุกที่ได้ทำมัน นั่นเพราะเขาไม่อยากจะคิดฟุ้งซ่านถึงบิดามารดาเพราะมันจะทำให้เขาทุกข์ใจ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า่นี้ลั่วอู่หลินมักจะหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา
หลายวันต่อมานับจากวันนั้น ลั่วอู่หลินมักจะให้เวลากับการพัฒนาขุมกำลังและอยู่กับสองสาวคู่หมั่นเสียส่วนใหญ่ พวกเขาสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด องค์ราชินีที่เห็นเช่นนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะปลื่มปริ่มใจ ในที่สุดหลานชายตัวน้อยที่นางเฝ้าเลี้ยงดูก็มีความสุขเสียทีแบบนี้จะไม่ให้นางสุขใจได้อย่างไร จากเดิมที่นางไม่พอใจในตัวของสองหญิงงามบัดนี้นางก็ต้องเปลี่ยนมุมมองไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ในขณะที่ชีวิตอันแสนสุขของลั่วอู่หลินกำลังดำเนินไปอย่างสวยงามอยู่นั้น พี่ชายอย่างลั่วหยุนหยางและลู่หงยี่คู่หมั่นก็เดินเข้ามาหาใบหน้าของพวกเขาประดับรอยยิ้มที่แสนซนและร่าเริงจนทำให้ลั่วอู่หลินถึงกับแปลกใจ สิ่งนี้หากเป็เมื่อก่อนจะไม่มีทางปรากฏบนใบหน้าของพี่ชายตนอย่างเด็ดขาด หากจะพูดว่าได้รับอิทธิพลมาจากสาวน้อยคนข้างๆก็ไม่ใช่เื่เกินจริง
"คาราวะท่านพี่/องค์ชายใหญ่"ทั้งสามคนผสานมือคาราวะให้กับลั่วหยุนหยาง
"เงยหน้าขึ้นเถอะ จะมากพิธีไปใย"
"ท่านพี่มาหาเราเช่นนี้ มีอะไรหรือเปล่าขอรับ"ลั่วอู่หลินเงยหน้าพร้อมกล่าวถาม
"เฮ่! ข้าไม่มีเื่จำเป็แล้วมาหาเ้าไม่ได้หรืออย่างไร อีกอย่างนะน้องข้าพักนี้เ้าใช้คำว่า 'เรา' ได้บ่อยขึ้นนะ"ลั่วหยุนหยางยกยิ้มอย่างมีเลศนัย คำพูดนี้ทำให้หญิงงามทั้งสองรวมไปถึงลั่วอู่หลินเองพากันเขินอาย ลู่หงยี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังว่าที่สามีไม่เคยเห็นภาพนี้ของพี่สาวมาก่อนก็หัวเราะอย่างขบขัน
"เอาละๆไม่แกล้งพวกเ้าแล้ว ข้าจะพาหงยี่ไปเยี่ยมเยียนตระกูลลู่เสียหน่อยเลยอยากถามว่าจะไปด้วยกันหรือไม่"เมื่อได้ยินคำพูดของลั่วหยุนหยาง หญิงงามทั้งสองดวงตาเป็ประกายแต่ก็ยังไม่วายที่จะหันไปมองชายหนุ่มผู้เป็คู่หมั่นเพื่อขอคำอนุญาติ
"ได้สิ นานๆทีได้ออกจากวังบ้างก็ไม่เลว"
"จริงหรือเ้าค่ะ ไปได้จริงๆหรือ"พวกนางทั้งสองพากันตื่นเต้นราวเด็กน้อยก็ไม่ปาน แน่นอนว่าพวกนางอยากกลับบ้านไปเยี่ยมมารดาเอามากๆ แต่หากว่าที่สามีหรือคนที่ดูแลไม่อนุญาติก็ไม่อาจจะออกจากวังได้จนกว่าจะแต่งงานอย่างเป็ทางการ อีกทั้งพวกนางยังเข้าวังยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำการที่จะขอออกจากวังเร็วขนาดนี้ออกจะดูเสียมารยาทเกินไป
"ข้าจะโกหกพวกท่านได้อย่างไร ไปเตรียมตัวเถอะประเดี๋ยวข้ากับพี่ใหญ่จะรอพวกท่านอยู่หน้าวัง"ลั่วอู่หลินกล่าว หญิงงามสามพี่น้องพากันวิ่งกลับเข้าตำหนักไปอย่างตื่นเต้น ส่วนลั่วอู่หลินและลั่วหยุนหยางนั้นพากันไปเดินไปหน้าวังเพื่อรอสามสาวเตรียมตัว
ณ สถานที่ลึกลับอันมืดมิดแห่งหนึ่ง
ชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นและคุกเขาลงให้กับชายปริศนาที่นั่งบัลลังก์หัวกระโหลกเบื้องหน้า"เรียนนายท่านตอนนี้องค์ชายใหญ่ องค์ชายเจ็ด รวมไปถึงคู่หมั่นกำลังจะเดินทางไปตระกูลลู่ขอรับ"
"หึหึ จัดเตรียมกำลังคนให้พร้อมลงมือตอนขากลับบริเวณป่าระหว่างทาง งานนี้ห้ามผิดพลาดเป็อันขาดไม่เช่นนั้นพวกเ้าคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
"ขอรับ! รับรองได้ว่าจะไม่มีใครรอดกลับวังหลวงได้อย่างแน่นอน!!"ชายชุดดำที่คุกเข่ากล่าวด้วยความมั่นใจก่อนที่จะหายตัวไปจากตรงนั้นอย่างไร้ร่องรอย
ชายปริศนาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ถึงกับเเสยะยิ้มเหี้ยม"หากจะโทษก็โทษโชคชะตาของพวกเ้า ที่มีเกิดมาเป็คนของราชวงศ์จอมปลอมนี้ซะเถอะ ฮ่าๆๆๆ!!"