ตอนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวจูงมือเฉินเฉินออกมาจากบ้านตระกูลหวังยังไม่เย็นมากเกินไป
เธอจึงแวะซื้อข้าวสาร อาหารแห้งเครื่องปรุงรส รวมถึงขนมและของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มด้วย
เฉินเฉินสะพายกระเป๋าเป้ที่ใส่ของใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าของเขาเอาไว้
ตอนที่เดินผ่านร้านค้าร้านหนึ่งเฉินเฉินยืนกรานที่จะเข้าไปข้างในให้ได้ โดยไม่ยอมให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวตามเข้าไปด้วย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเบาๆเธอยืนรออยู่หน้าประตูสักพัก ในที่สุดเจ้าหนูน้อยก็ออกมาพร้อมกับกอดถุงใบใหญ่เอาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่า
ในถุงนั้นมีทั้งขนมและของเล่นเป็นของขวัญที่เขาเตรียมไว้ให้ฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่
พอไปถึงที่จอดรถม้าต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นหวังเต๋อจู้ยืนอยู่คนเดียว
"คุณบอกว่ามีคนอื่นอีกไม่ใช่เหรอคะ?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวถามอย่างงุนงง ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วถอนหายใจ"พี่หวังคะ อย่างนี้ฉันก็เกรงใจแย่เลยสิ!"
"จะเกรงใจอะไรกันเธอรักษาโรคให้ฉันจนหาย ฉันรอเธออีกหน่อยมันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่!"
"แต่คนของฉันน่ะรอไม่ได้ฉันเลยให้ลุงหลี่พากลับไปก่อนแล้ว ส่วนฉันก็มารอเธออยู่ตรงนี้"
หวังเต๋อจู้รีบอธิบายตอนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวยกของขึ้นรถ เขาเหลือบไปเห็นเฉินเฉินที่เดินตามหลังมาพอดี
"เด็กคนนี้...?" หวังเต๋อจู้ถามด้วยความสงสัย ต่งเสี่ยวเสี่ยวตอบแบบส่งๆ ไปว่า"เป็นลูกของเพื่อนค่ะ สุขภาพไม่ค่อยดีก็เลยมาพักที่บ้านฉันสักพัก จะได้ช่วยดูแล"
"เด็กในเมืองพอมาอยู่บ้านเราก็จะติดดินมากขึ้นได้ออกกำลังกายบ้าง ร่างกายก็จะไม่ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้"
หวังเต๋อจู้พยักหน้าพวกเขาช่วยกันขนของขึ้นรถม้า และออกจากตัวเมืองจนขับไปถึงตรงทางแยกที่จะเข้าสู่หมู่บ้าน
ก็มีรถยนต์คันหนึ่งจอดรออยู่
คนจากบ้านหวังหมิงหยางลงมาจากรถพอเฉินเฉินเห็นก็ตกใจ "ปู่หลิวปู่จะมารับผมกลับไปเหรอครับ?"
ปู่หลิวคือคนของบ้านเขาทำงานอยู่ที่บ้านมาหลายปีแล้ว
หลิวเจิ้นหัวเราะเบาๆ"ถ้าคุณท่านกับคุณนายรู้ว่าหลานชายตัวเองคิดแบบนี้สงสัยคงจะเป็นลมไปแล้วมั้งครับ?"
ยังไม่ทันจะได้ไปอยู่บ้านต่งเสี่ยวเสี่ยวเลยเขาก็ไม่อยากกลับบ้านเสียแล้ว
เฉินเฉินเงียบไป
"คุณหลิวคะ คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวลงจากรถม้า
หลิวเจิ้นโบกมือให้คนขับรถช่วยกันขนของจากท้ายรถ
"โธ่" ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบเข้าไปห้ามขมวดคิ้วอย่างจริงจัง "ฉันบอกไปแล้วนี่คะว่านอกจากค่าดูแลที่พวกเขาให้มาแล้ว ไม่ต้องให้อะไรอีก"
แล้วนี่ขนอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้?
หลิวเจิ้นหัวเราะเสียงดัง"นี่คุณนายท่านซื้อให้คุณชายน้อยครับท่านกับคุณท่านออกเดินทางเข้าเมืองไปแล้ว ผมก็เลยไม่รู้จะทำยังไง"
พูดจบเขาก็รีบขนของทุกอย่างขึ้นรถม้าแล้วขับรถออกไป
เหมือนกลัวว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะเอาของไปคืนอย่างนั้นแหละ
พอเห็นของที่กองพะเนินอยู่บนรถม้าหวังเต๋อจู้ก็กระตุกยิ้ม "น้องสาวถ้าฉันไม่รู้ว่ามาก่อนว่าเธอมีฝีมือทางการแพทย์ฉันคงคิดว่าเธอไปปล้นธนาคารมาแล้วมั้งเนี่ย"
ของพวกนี้มันเท่ากับจำนวนที่คนในหมู่บ้านเขาซื้อใช้กันทั้งเดือนเลยนะ
แถมของแต่ละอย่างก็คุณภาพดีเป็นของที่วางอยู่ในตู้โชว์สวยๆ
ราคาสูงลิ่วพวกเขาไปซื้อของแต่ละครั้งไม่กล้าแม้แต่จะชายมองด้วยซ้ำ
"น้าต่งครับ รับไว้เถอะนะครับ"เฉินเฉินจับมือเธอไว้ ทำท่าทางเหมือนลูกหมาน้อยที่น่าสงสารเขากลัวว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะไม่รับของ และยังจะส่งเขากลับบ้านอีก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลั้นขำเธอมองรถที่ขับออกไปแล้ว ก็ตัดสินใจได้
ของน่ะเธอจะรับเอาไว้แต่เธอจะไม่ลืมตอบแทนน้ำใจในภายหลังอย่างแน่นอน
ระหว่างทางกลับบ้านทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ร่างกายของเฉินเฉินอ่อนแอระหว่างทางเขาจึงผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของต่งเสี่ยวเสี่ยว
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วหวังเต๋อจู้เกาหัวอย่างเขินๆ "น้องสาวฉันขอรบกวนอะไรหน่อยได้ไหม?"
เขาอยากจะพูดมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่กล้า
หืม
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันกลับมามองด้วยความสงสัยหวังเต๋อจู้ขับรถม้าไปข้างหน้า เขาก้มหน้าต่ำ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวรอบตัวดูเหมือนจะไม่ได้ยินที่เธอพูดเลย
เมื่อลมพัดผ่านไปแล้วอีกไม่นานก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันกลับมามองเขาด้วยความสงสัยอีกครั้ง
เห็นว่าเขาไม่ยอมพูดสักทีต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เริ่มเดา "หรือว่าพี่จะให้ฉันไปรักษาใครถ้าเป็นเรื่องนั้น บอกมาได้เลยค่ะ การรักษาคนป่วยเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ฉันควรทำ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถามไปอีกไม่กี่คำหวังเต๋อจู้พยักหน้าเบาๆ
"คนในหมู่บ้านแนะนำผู้หญิงคนหนึ่งให้ฉัน"หวังเต๋อจู้เกาหัวอย่างเขินอาย "แม่ของเธอป่วยมาสักพักหนึ่งแล้วเข้าโรงพยาบาลไปสองรอบก็ยังไม่หาย"
"ฉันอยากจะขอให้เธอช่วยไปดูอาการให้หน่อย"ถ้าเขาสามารถรักษาแม่ของเธอให้หายได้บางทีเธออาจจะมองเขาในแง่ดีขึ้น
เขาอยากจะมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อน
"ได้สิคะ!" พอได้ยิน ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ไม่พอใจสักนิด
ตรงกันข้าม เธอกลับหัวเราะออกมาอย่างดีใจ"มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ได้เลย ทำไมต้องอ้อมค้อมด้วยคะ นี่เป็นเรื่องดีออก"
หวังเต๋อจู้เกาหัวด้วยความเขินอายอีกครั้ง
พอตกลงกันได้แล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวจะไปหมู่บ้านซิ่งฮวาที่อยู่ข้างๆ ในวันมะรืนแต่เช้า
ท้องฟ้ามืดสนิท
ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านรถม้าวิ่งผ่านไปตามทาง ได้ยินแต่เสียงจิ้งหรีดร้องระงมแทบจะไม่มีคนอยู่ในหมู่บ้านเลย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกสบายใจขึ้นอย่างนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาเห็นของบนรถม้าแล้วเอาไปพูดต่อให้เสียหาย
ส่วนเฉินเฉินพรุ่งนี้ก็ต้องเปลี่ยนชุดธรรมดาๆ ต้องปกปิดฐานะของเขาสักหน่อย
แต่ตรงหัวมุมที่พวกเขาผ่านมามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องข้าวของบนรถม้าอย่างไม่ละสายตา
พอเห็นสัญลักษณ์บนกล่องสองสามกล่องดวงตาของคนคนนั้นก็เป็นประกายขึ้นมา "นี่มันของดีนี่นาบ้านนั้นมีเงินซื้อของดีๆ แบบนี้ได้แล้วเหรอ?"
พูดจบเขาก็ตบมือด้วยความดีใจจนรถม้าขับผ่านไป เขาถึงแอบกลับบ้านเงียบๆ
เขาเทเหล้าใส่ชามใบเล็กจากนั้นก็คั่วถั่วลิสงสองสามเม็ด
ซดเหล้าคำโตตามด้วยถั่วลิสง อย่างสบายอารมณ์
ในเมื่อเขาเจอของดีๆ พวกนั้นแล้วมันก็ต้องเป็นของเขา
ยังไงซะตอนนี้เงินซื้อเหล้าก็ใกล้จะหมดแล้วขายของพวกนั้นก็คงพอเอาไปซื้อเหล้ากินได้!
ที่บ้านก็มีแต่คนพิการคนหนึ่งเขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขากลายเป็นเป้าหมายไปแล้ว
รถยังไม่ทันถึงหน้าประตู เธอก็เห็นร่างเล็กๆสองร่างยืนรออยู่หน้าประตู
ต่งเสี่ยวเสี่ยวปลุกเฉินเฉินที่กำลังหลับอยู่ในอ้อมกอดของเธอ
พอรถม้ามาถึงหน้าประตูเด็กทั้งสองคนก็วิ่งเข้ามา แต่พวกเขายังไม่เห็นเฉินเฉิน เห็นแต่ของเต็มรถม้า
"แม่เสี่ยวเสี่ยว" ฉินไห่เยว่วิ่งเข้ามาจับมือเธอข้างหนึ่ง "บ้านเราจะฉลองปีใหม่กันเหรอคะทำไมแม่ซื้อของมาเยอะแยะขนาดนี้?"
"นึกว่าจะไม่กลับมาซะแล้ว"ฉินไห่หยางเตะก้อนหินที่อยู่ตรงหน้าสีหน้าของเขาดูกระวนกระวายกว่าคนอื่นๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเธอดึงเฉินเฉินที่อยู่ในอ้อมกอดขึ้นมา
ทันทีที่สองเด็กเห็นเฉินเฉินความรู้สึกไม่ดีบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจแบบไม่ให้ตั้งตัว
นี่มันเรื่องอะไรกัน?