3 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้หวังเฟยหลงกำลังอยู่ในป่าโขดหิน เขากำลังต่อสู่กับสัตว์อสูรระดับ 1 ระยะขั้นสุด [ แมลงเกาะหิน Lv.10 ] แม้ว่ามันจะแข็งแกร่งกว่าหวังเฟยหลง แต่เมื่อดูสเตตัสจะพบว่ามันแข็งแกร่งกว่าหวังเฟยหลงไม่มากนัก หากระวังตัวเองดีๆหวังเฟยหลงจะสามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน
สิ่งที่ทำให้หวังเฟยหลงประหลาดใจคือ ระยะขั้นสุด เขาไม่เคยเห็นใครที่มีระยะขั้นสุดมาก่อน ที่เห็นก็มีเพียงสัตว์อสูรเท่านั้น และโดยส่วนมากพวกมันจะถูกมองว่าเป็ระยะปลายทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงเข้าใจว่าสัตว์อสูรกับผู้ฝึกฝนระดับเดียวกัน สัตว์อสูรจะแข็งแกร่งกว่า ซึ่งไม่แปลก เพราะระดับถัดไป ต่อให้เลเวลเท่ากันสัตว์อสูรก็แข็งแกร่งมากกว่า นี้ทำให้หวังเฟยหลงค่อนข้างสงสัย แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แม้ว่าจะถาม บิดามารดาแล้วก็ตาม
แม้ว่ามันจะขึ้นชื่อว่าแมลงแต่มันก็ตัวใหญ่พอๆกับสุนัขพันใหญ่ และรวดเร็ว แถมยังมีเกาะที่หนาด้วย โชคดีที่หวังเฟยหลงมีสกิลการวิเคาะห์ ทำให้เขาเห็นจุดอ่อนของมัน หวังเฟยหลงเน้นการโจมตีไปที่จุดอ่อนของมันจนในที่สุด เขาสามารถเอาชนะมันได้
[ เลเวลอัพ ]
[ ท่านได้รับเควส ]
ระดับขัดเกลาระยะขั้นสุด (กำลังดำเนินการ)
เนื่องจากมีน้อยคนมากที่รู้ว่ายังมีระยะสุดท้ายคือ ระยะขั้นสุด ซึ่งหากใครสามารถไปถึงระยะขั้นสุดก่อนทะลวงขั้นได้ เมื่อคนผู้นั้นทะลวงขั้นแล้วระแข็งแกร่งกว่าคนระดับเดียวกัน ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงเริ่มทะลวงเมื่อเข้าสู่ระยะปลายแล้ว
เป้าหมาย : เก็บเลเวลให้ถึง 10 โดยไม่ใช้เทคนิคโคจรปราณ
รางวัล : 200 Coin,ตำราระยะขั้นสุด,เลือกหนึ่งในสามสกิล
บทลงโทษ : จะไม่สามารถเข้าสู่ระยะขั้นสุดได้อีก
……………..
เมื่อสังหาร แมลงเกาะหิน ได้หวังเฟยหลงก็เลเวลอัพเป็เลเวล 9 พร้อมกับได้รับเควสทำให้หวังเฟยหลงใ หากเป็อย่างที่เควสบอกหมายความว่า การจะไปให้ถึงระยะสุดท้ายมันจะมีวิธีการบางอย่าง เพื่อไปให้ถึง และหากไม่สามารถเข้าสู่ระดับขัดเกลาระยะขั้นสุดได้ ก็จะไม่มีสามารถไปถึงได้อีกเลย และผู้คนส่วนมากไม่รู้ถึงการมีอยู่ของขั้นสุด
‘ หรือว่าจะข้ามเลเวลจาก 9 ไป 11 อะ? ’
หวังเฟยหลงเลิกคิดเกี่ยวกับปัญหานี้ เขามองไปดูพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน เขาตัดสินใจกลับบ้านก่อน ระหว่างกลับบ้าน เขาดูหน้าต่างสเตตัสก็พบว่า ตอนนี้เขาแข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกันอยู่พอสมควร หากใช้ Poin ลงไปที่สเตตัสก็จะมีความแข็งแกร่งที่พอๆกับผู้ที่เข้าสู่ระดับรวบรวมระยะต้น นอกจากสเตตัสแล้วสกิลต่างๆของหวังเฟยหลงก็อัพขึ้นมาไม่น้อย โดยเฉพาะทักษะทั่วไปทั้งสาม คือ โล่ กริช ธนู ที่แรงค์ความชำชาญอัพแล้วเป็ เชี่ยวชาญ Lv.1 ทั้งสามสกิล มันเพิ่มความแข็งแกร่งให้หวังเฟยหลงไม่น้อย และเขายังรู้สึกเหมือนอาวุธเป็แขนขาของเขาอีก
……….
เย็นวันเดียวกัน หวังเข่อซิง ผู้าุโหนึ่ง ได้ไปที่เมืองและพูดคุยกับชายชราสองคน ภายในห้องอาหารแห่งหนึ่ง ผู้าุโหนึ่งทำหน้าจริงจังและมองไปที่ชายชราที่ทำตัวลึกลับทั้งสองที่กำลังยิ้มด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ หวังเข่อซิง ข้าได้ยินว่า่นี้เ้าลำบากไม่น้อยเลย!? ”
“ ้าพูดอะไรกันแน่!! เข้าเื่เลยดีกว่า ”
“ ฮ่าๆ ย่อมได้ พวกข้าสามารถช่วยเ้าจัดการหวังเฟยหลงได้ เมื่อจัดการให้มันพิการแล้ว ลูกชายของเ้าจะสามารถขึ้นเป็ผู้สืบทอดได้ และที่สำคัญที่สุดคือเราจะสามารถจัดการกับหวังกังได้ด้วย เ้าไม่อยากขึ้นเป็เ้าตระกูลหรือ?? ”
“ พวกเ้าคงไม่ได้ช่วยฟรีๆ…พวกเ้า้าอะไรกันแน่ ”
“ หากพวกข้าทำเื่นี้สำเร็จ เ้าต้องยกเหมืองเหล็กให้พวกข้า ”
“ เหมืองเหล็ก?? มันดูจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่พวกเ้าต้องแบกรับ ”
“ นั่นไม่ใช่เื่ที่เ้าต้องสนใจ สิ่งที่เ้าต้องสนใจคือความช่วยเหลือจากพวกข้า และยินดีที่จะร่วมงานหรือไม่เท่านั้น ”
“ ได้ หากแผนการของพวกเ้าสำเร็จและข้าได้ขึ้นเป็ประมุข ข้าจะยกเหมืองเหล็กให้พวกเ้า ”
“ ฮ่าๆ ยินดีๆ สิ่งที่เ้าต้องทำในตอนนี้คือรายงานว่าหวังเฟยหลงจะมาที่เมืองเมื่อไหร่ และมากับใคร ข้าจะส่งคนไปจัดการ หลังจากจัดการได้พวกเราค่อยมาคุยเื่ถัดไปกัน ”
แม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเหมืองเหล็ก แต่มันก็ไม่ได้ทำเงินให้ตระกูลมากนัก เพราะมันเป็เหมืองเหล็กคุณภาพต่ำ ถึงหวังเข่อซิงจะไม่รู้ว่าพวกเขาอยากได้ไปทำไม แต่สำหรับเขาถือว่าไม่ขาดทุน ที่สำคัญหากคือแหล่งเงินจากโรงตีเหล็กส่วนตัวของหวังเฟยหลง หากเขาได้เป็เ้าตระกูล เขาจะทำเงินได้มหาศาลจากอุปกรณ์ที่เซียงหลานผลิตออกมา เพราะตอนนี้มันคือแหล่งผลิตเงินส่วนตัวของหวังเฟยหลง แต่อีกไม่นานมันจะกลายเป็ของเขา
เขาจึงตกลงทันที เข้าเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านตระกูลหวัง เขาเข้าไปหาหวังซุนที่กำลังพยายามรวบรวมลมปราณเข้าสู่ร่างกายอยู่ ผ่านไปสักพักร่างกายของหวังซุนะเิลมปราณออกมารอบๆทำให้เสื้อผ้าของหวังเข่อซิงพริ้วไหวราวกับถูกลมพัดอย่างรุนแรง
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา หวังซุนลุกขึ้นและมองเห็นหวังเข่อซุนที่กำลังยิ้ม เขาก็ยิ้มออกมาเช่นกัน เขาใช้เวลากว่า 6 เดือนเพื่อรวบรวมลมปราณเข้าสู่ร่างกายและวันนี้ก็สำเร็จแล้ว หมายความว่าเขาสามารถสอบเข้าสถาบันได้แล้ว ระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมาเขาได้ยินเื่ราวของหวังเฟยหลงแต่หวังเข่อซิงให้เขามุ่งเน้นไปที่การฝึกฝน เพื่อเข้าสถาบันแล้วเข้าจะเข้าใกล้ตำแหน่งผู้สืบทอด
ข่าวการเลื่อนระดับของหวังซุนถูกกระจายไปทั่วตระกูลและยังมีการพูดถึงเื่ตำแหน่งผู้สืบทอดด้วย แต่เนื่องจากทุกคนต่างก็รู้ว่าหวังเฟยหลงสามารถฝึกฝนได้แล้ว ต่อให้เข้าสถาบันไม่ได้ก็ไม่น่าใช่ปัญหาในการได้ตำแหน่งสืบทอดเพราะเขายังมีความสัมพันธ์กับสมาคมการค้าทมิฬ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกสงสารหวังซุน และข่าวนี้เองทำให้หวังซุนรู้สึกโกรธแค้นอย่างมาก
……….
เช้าวันต่อมา หวัเฟยหลงไม่ได้สนใจข่าวลือ ตอนนี้เขาต้องโฟกัสปัญหาของเขา เช้านี้เขาได้แช่น้ำสมุนไพรเหมือนที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ามันไม่มีผลอะไรกับหวังเฟยหลงแล้ว นี้หมายความว่าผู้คนจะเริ่มรวบรวมลมปราณเข้าสู่ร่างกายเมื่อเลเวล 9 และข้ามไปที่เลเวล 11 จริงๆ แต่หากสามารถไปถึงขันสุดได้มันจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้และเมื่อเข้าสู่ระดับรวบรวมก็จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งพอๆกับสัตว์อสูรในระดับเดียวกัน
นอกจากนี้เขาได้ลองถามแม่ พ่อ แบบอ้อมๆแล้วด้วยแต่ก็ไม่มีใครรู้เลย ไม่ใช่แค่ของผู้ฝึกฝนแม้แต่สัตว์อสูรก็ไม่มีใครรู้ว่ามีระยะขั้นสุดอยู่ หวังเฟยหลงจึงได้ไปลองถามเซี่ยถิงถิง เขาเดินทางไปกับตงหยางที่กำลังไปส่งมอบอุปกรณ์เพื่อนำไปประมูล เนื่องจากมีออกมาทุกเดือน เมื่อราคาเริ่มตกลงหวังเฟยหลงเปลี่ยนจากประมูลไปเป็วางขายที่สมาคมการค้าทมิฬแทน และตั้งราคาไว้ที่ 3 หมื่น ด้วยการขายอุปกรณ์เหล่านี้ แม้จะหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว แต่ก็ถือว่าเขารวยมากอยู่ดี
หวังเฟยหลงมองไปที่ ตงหยาง นอกจากจัดการเื่ธุรกิจของเขาแล้ว ตงหยางยังได้ทรัพยากรสำหรับฝึกฝนจากเขาอีกอย่างเพียงพอ ทำให้ตอนนี้เขาเกือบจะเข้าสู้ระดับรวบรวมระยะกลางแล้ว ถือว่ามีพร์ในการฝึกฝนพอสมควร ส่วนเื่สเตตัส แม้จะมีมากกว่าเขาแต่ก็ไม่ได้ห่างไกลจนหวังเฟยหลงไม่สามาราถเอาชนะได้ ระหว่างที่หวังเฟยหลงกำลังสำรวจหน้าต่างสเตตัวของตงหยางอยู่นั้น จู่ๆรถม้าก็หยุดลง เสียงของตงหยางเต็มไปด้วยความเครียด ถึงเ้านายเขาจะยิ่งใหญ่แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรเหล่านายน้อยของตระกูลได้
“ คุณชายใหญ่ขอรับ เหมือนเราจะมีอุปสรรคเล็กน้อย ท่านคงต้องออกมาจัดการขอรับ ”
หวังเฟยหลงขมวดคิ้ว เมื่อเขาลงจากรถเขาก็พบว่าคนที่ขวางทางเขาคือ หวังซุน ลูกของผู้าุโหนึ่ง หวังเฟยหลงสำรวจพบว่าเป็ความจริงที่อีกฝ่ายทะลวงสู่ระดับรวบรวมแล้ว แต่หากเทียบกับสเตตัส เขายังเทียบไม่ได้กับตงหยางเมื่อ 6 เดือนก่อนด้วยซ้ำ และสเตตัสของเขาตอนนี้ก็พอๆกับหวังเฟยหลงห่างกันไม่มากนัก หวังเฟยหลงมองไปที่สายตาไม่เป็มิตรของหวังซุน เขาก็พอจะเดาได้เนื่องจากตำแหน่งผู้สืบทอด และเหมือนหวังเฟยหลงจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างๆหวังซุนคือข้ารับใช้ระดับรวบรวมระยะกลางหนึ่งคน
“ หวังเฟยหลง เ้าคิดจริงๆหรือว่าจะสามารถเข้าสถาบันได้ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปี ”
“ มันไม่ใช่เื่ที่เ้าจะต้องสนใจ ”
“ ข้ามาทวงตำแหน่งผู้สืบทอด ยอมเสียแต่ตอนนี้แล้วเ้าจะปลอดภัย หากไม่ วันนี้เ้าจะต้องเสียใจ!! ”
“ อาศัยเ้า? เ้ามีความสามารถไม่พอหรอก ”
“ เป็เ้าที่รนหาที่ตายเอง!!! ”
หวังซุนโกรธมากเมื่อเห็นรอยยิ้มและคำพูดดูถูกของหวังเฟยหลง เขาชักดาบออกมาจากข้างเอวและพุ่งออกไปหาหวังเฟยหลงอย่างรวดเร็ว หวังเฟยหลงไม่ประมาท เขาใช้สกิลก้าวไร้เสียง กบดาบเมฆาเคลื่อน เพื่อปะทะดับดาบของหวังซุน เนื่องจากมีความแข็งแกร่งพอๆกัน พวกเขาจึงต่อสู้กันอย่างสูสี และยิ่งปะทะดาบหลายครั้งความเร็วของหวังเฟยหลงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และในดาบที่ห้า ดาบของหวังเฟยหลงเร็วกว่ามากทำให้หวังซุนต้องป้องกันและถอยหลังไปครึ่งก้าว หวังซุนมองหน้าหวังเฟยหลงด้วยความประหลาดใจ แม้แต่คนรับใช้ของทั้งสองฝ่าย พวกเขาััได้ชัดเจนว่าหวังซุนถึงระดับรวบรวมแล้ว แต่หวังเฟยหลงที่ยังอยู่ระดับขัดเกลา แม้จะอยู่ระยะปลายแต่ก็ไม่สมควรสูสีและได้เปรียบหวังซุนที่ทะลวงระดับรวบรวมแล้ว
“ เ้า!! บอกข้ามาเสียดีๆว่าเ้ามีกลโกงอะไรทำไมถึงได้มีความแข็งแกร่งพอๆกับข้า!! ”
“ กลโกง!? ไม่มีหรอก มันเป็เพราะเ้าไม่มีความสามารถต่างหาก ”
“ ได้!! ข้าจะทรมานจนกว่าเ้าจะอ้าปากออกมาเอง ”
หวังซุนโคจรปราณที่อยู่ในร่างกายทำให้ร่างกายของเขามีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น หวังเฟยหลงทำสีหน้าจริงจัง ต้องบอกว่ามันเป็การใช้ปราณที่อยู่ในร่างกายมาเสริมร่างกายอีกทีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ตอนนี้สเตตัสของหวังซุนมากกว่าเขาแล้ว เขาใช้สกิล ดาบขุนเขา เพื่อไปปะทะ แม้ว่าดาบแรกจะเสียเปรียบ แต่เมื่อถึงดาบที่2 เขาก็สูสีและดาบที่สาท มันรุนแรงกว่าหวังซุนเช่นเดิม และยังทำให้หวังซุนต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ อ๊าก!! เ้าจะต้องเสียใจ ”
ด้วยเหตุนี้ยิ่งทำให้หวังซุนโกรธอย่างมาก เขาะเิพลังทั้งหมดและพุ่งเข้าใส่หวังเฟยหลงอย่างรวดเร็ว หวังเฟยหลงเปลี่ยนอาวุธเป็อาวุธลับ เขารักษาระยะห่างและใช้สกิล วงล้อมตาข่าย ปาอาวุธลับจำนวนมากไปอย่างตาเนื่องทำให้หวังซุนไม่สามารถเคลื่อนที่เข้ามาได้และทำได้เพียงพยายามสกัดกั้นการโจมตีด้วยอาวุธลับเท่านั้น แม้จะไม่มีพิษ แต่มันก็ถือว่าอันตรายเพราะขนาดได้รับการเสริมพลังด้วยปราณ มือของเขาก็ยังสั่นด้วยความชาเมื่อต้องป้องกันอาวุธลับของหวังเฟยหลงจำนวนมาก
“ รีบไปจัดการมันซะ ”
เมื่อไม่มีทางเข้าใกล้หวังเฟยหลงได้ หวังซุนจึงสั่งให้คนรับใช้ของเขาไปโจมตีของหวังเฟยหลง ด้วยความเร็วที่มากกว่าของอีกฝ่ายทำให้ถึงตัวหวังเฟยหลงอย่างรวดเร็ว หวังเฟยหลงหลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิด ตงหยางที่ช้ากว่าเก้าหนึ่งเพิ่งจะปรากฏตัวขวางอีกฝ่ายไว้
“ คุณชาย ข้าขวางไว้ได้ไม่นานนัก โปรดรีบจัดการด้วยเถิด ”
“ เข้าใจแล้ว!! แต่เ้าสามารถเอาชนะได้นะ อย่าประเมินตัวเองต่ำเพียงแค่ระดับพลังต่ำกว่า ”
ตงหยางฟังคำพูดของหวังเฟยหลงก็รู้สึกเหมือนมีความมั่นใจขึ้นมา ขนาดหวังเฟยหลงยังชนะคนที่มีระดับพลังมากกว่าได้เลย แล้วเหตุใดเขาจะไม่สามารถเอาชนะได้ และในเมื่อหวังเฟยหลงเป็คนพูดเขาจึงไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนจากรับเป็รุกอย่างจริงจัง จากเสียเปรียบกลายเป็สูสี และด้วยทักษะ ตาราต่างๆที่หวังเฟยหลงมอบให้เขาฝึกฝนอย่างไม่ตระหนี่ เขาเริ่มได้เปรียบอีกฝ่ายขึ้นมาแล้ว
“ เ้าไม่มีโอกาสแล้ว ”
เมื่อหวังเฟยหลงหยุดการโจมตีด้วยอาวุธรับ หวังซุนก็เข้ามาประชิดตัวและฟาดดาบใส่หวังเฟยหลงด้วยแรงทั้งหมด หวังเฟยหลงยิ้มเขาเปลี่ยนจากอาวุธลับเป็โล่และกระแทกไปที่ดาบของหวังซุน ด้วยทักษะของหวังเฟยหลงเขาสามารถสะท้อนการโจมตีของหวังซุนได้อย่างง่ายได้ ดาบหลุดจากมือของหวังซุน เขาพุ่งเข้าไปโจมตีต่อทันที เขาใช้โล่กระแทกไปที่หน้าพร้อมต่อยเตะกด้วยศิลปะมวยไทยโดยเน้นไปที่จุดอ่อน และเมื่อหวังซุนล้มลงหวังเฟยหลงก็เหยียบหน้าอกอีกฝ่ายด้วยท่าทีดูถูก