“พี่หญิง ข้ารู้สึกไปเองหรือไม่ว่าผักในที่ดินของเรามันโตเร็วและงอกงามกว่าผักของคนอื่น” กู้เฉินซีมองแปลงผักที่อยู่ในแปลงของตนเองอย่างพอใจ “ผักของเราต้องขายดีมากแน่ๆ”
“กว่าที่ท่านพ่อกับพี่ใหญ่จะจัดการเรื่องที่เมืองหลวงเสร็จ กิจการที่ข้าเคยพูดไว้ก็คงจะทำไม่ได้ เช่นนั้นก็ทำเหมือนที่เราคิดไว้ตอนแรกก็แล้วว่า” กู้หยูม่านบอก
“ท่านจะเอาผักของเราไปขายให้กับเถ้าแก่อวิ๋นใช่หรือไม่ขอรับ”
“อืม...ขายส่งสินค้าให้เถ้าแก่อวิ๋น เราจะได้ไม่เป็นจุดสนใจของเถ้าแก่เจียง” กู้หยูม่านพูดกับน้องชาย “วันนั้นเจ้าก็ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือว่าที่พี่ซีซวนเดินทางมาที่อำเภอฉางเพราะมีคนส่งฎีการ้องเรียนการทำงานของนายอำเภอฉินไปที่ราชสำนัก หากเราทำให้เถ้าแก่เจียงหันมาสนใจเรา งานของพี่ซีซวนอาจจะได้รับผลกระทบก็ได้”
“นอกจากเถ้าแก่เจียงจะหันมาสนใจ หลิ่วซานกั๋วก็จะรู้ว่าท่านกับเด็กๆ ย้ายมาอยู่ที่อำเภอฉางด้วย เช่นนั้นเราก็ส่งสินค้าไปขายให้เถ้าแก่อวิ๋น แล้วก็ให้เขาเป็นคนออกหน้าปะทะกับเถ้าแก่เจียงเองเถิดขอรับ” กู้เฉินซีเห็นด้วย
“นอกจากจะขายผักให้เถ้าแก่เจียง ข้าว่าจะขายสูตรอาหารให้เขาสักสองสามสูตรด้วย เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“ข้าจะว่าอย่างไรได้ ข้าก็ต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว” กู้เฉินซียิ้ม “ว่าแต่ท่านจะขายอาหารสูตรไหนให้เขาหรือขอรับ”
“สลัดโรลที่กินกับน้ำซอสหลายรสชาติที่เจ้าเคยทำให้พวกเรากินก็น่าสนใจเหมือนกันนะ หากขายอาหารสูตรนี้ พืชผักในสวนของเราก็จะขายออกได้ง่ายด้วย” เฮ่อหลานจวินเดินมาหาภรรยาที่แปลงผัก ตั้งแต่เขากินยาคืนชีพเม็ดที่สามเข้าไป เขาก็กลับมาเดินได้อีกครั้ง แม้เวลาที่ต้องเดินนานๆ จะมีอาการปวดขาอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังหมั่นออกมาเดินเพราะอยากให้ขาของตนเองกลับมาแข็งแรงเร็วๆ
“พอพี่เขยพูดอย่างนี้ ข้าก็นึกถึงสุกี้โรลนึ่งขึ้นมาได้อีกอย่าง” กู้เฉินซียิ้มให้พี่สาวอย่างประจบเอาใจ “พี่หญิง เย็นนี้ข้าอยากกินสลัดโรลกับสุกี้โรลนึ่ง ท่านจะช่วยให้น้องชายสมหวังได้หรือไม่ขอรับ”
“แค่ของง่ายๆ เจ้าต้องพูดขนาดนั้นเลยหรือ” กู้หยูม่านส่ายหน้า “เช่นนั้นก็ยกหน้าที่เก็บผักสดให้เจ้าก็แล้วกัน”
“ได้เลยขอรับ ข้าจะรีบไปเก็บผักให้ท่านเดี๋ยวนี้เลย” กู้เฉินซีพูดจบก็รีบถือตะกร้าตรงไปที่แปลงผักทันที
“ท่านพี่ วันนี้ท่านได้พักบ้างหรือยังเจ้าคะ” กู้หยูม่านเดินไปหาสามี “ขาของท่านเพิ่งจะกลับมาเดินได้ ท่านอย่าเพิ่งหักโหมมากเกินไปสิเจ้าคะ”
“ข้าอยากกลับมาแข็งแรงให้ได้เร็วๆ จะได้มาช่วยเจ้าทำงาน” เฮ่อหลานจวินคว้ามือภรรยามากุมไว้ “ไม่อยากเป็นภาระให้เจ้าอีก”
“เป็นสามีภรรยากันแล้วยังจะต้องมาเกรงใจอะไรอีก” กู้หยูม่านแสร้งทำหน้างอน “หรือว่าท่านยังเห็นข้าเป็นคนนอก”
“ไม่ใช่นะม่านม่าน ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น” เฮ่อหลานจวินตกใจกับท่าทางของภรรยา “ข้าจะเห็นเจ้าเป็นคนนอกได้อย่างไร ข้ารักเจ้ามากที่สุดเจ้าก็รู้”
กู้หยูม่านกลั้นหัวเราะไม่ไหว “ข้าแค่แกล้งท่านเล่นเท่านั้น”
เมื่อเห็นภรรยาหัวเราะ เฮ่อหลานจวินจึงหรี่ตา “เจ้าคงสนุกมากสินะที่ได้แกล้งข้า เช่นนั้นลองดูว่าข้าจะแกล้งเจ้าอย่างไร”
“ท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ” กู้หยูม่านยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ก็จะทำอย่างนี้...” เฮ่อหลานจวินดึงภรรยาเข้าหาตัว จากนั้นเขาก็รวบมือแล้วก้มลงจูบนางโดยที่นางไม่อาจขัดขืน
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อกัดปากท่านแม่ทำไม” เฮ่อเฟิงเฉิงวิ่งเข้ามาแยกบิดากับมารดาออกจากกัน “ปากของท่านแม่บวมหมดแล้ว”
เฮ่อเฟิงอวี่หน้าเครียด “ท่านพ่อทำร้ายท่านแม่ทำไมขอรับ”
เฮ่อเฟิงหมิง “ท่านพ่อ! ข้าก็อยากรู้ว่าท่านพ่อกัดปากท่านแม่ทำไมขอรับ”
มู่หรงซิ่วรีบวิ่งเข้ามาห้าม “ไม่ใช่นะพี่ชาย ท่านลุงหลานจวินไม่ได้กัดปากท่านป้าหยูม่าน”
“ข้าเห็นอยู่กับตาว่าท่านพ่อกัดปากท่านแม่ แต่เจ้ายังจะมาเข้าข้างเขาอีก” เฮ่อเฟิงเฉิงมองมู่หรงซิ่ว “เจ้าอย่าคิดจะเข้าข้างเขาเชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่เล่นกับเจ้าอีกแล้ว”
“พวกท่านต้องเชื่อข้าสิ ท่านลุงหลานจวินไม่ได้กัดปากท่านป้าหยูม่านจริงๆ” มู่หรงซิ่วยังยืนยัน
มู่หรงซีซวนหัวเราะเสียงดัง “เยี่ยมมากลูกชาย ไหนเจ้าลองบอกพ่อมาซิว่าความจริงแล้วท่านลุงกับท่านป้ากำลังทำอะไรกันอยู่”
“มู่หรงซีซวน ไหนเจ้าบอกว่าจะพาเด็กๆ เข้าไปซื้อของในเมือง แล้วทำไมเจ้าถึงพาพวกเขากลับมาเร็วนัก” เฮ่อหลานจวินกัดฟันถาม ปกติช่วงบ่ายเป็นเวลาที่เขาต้องสอนลูกชายทั้งสามคนและมู่หรงซิ่วคัดอักษร แต่วันนี้มู่หรงซีซวนบอกว่าจะพาเด็กๆ เข้าไปเดินซื้อของในเมือง เมื่อมีเวลาว่าง เขาจึงเดินมาเล่นกับภรรยา ส่วนเรื่องที่เขาจูบภรรยาก็เพราะคิดว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น อีกทั้งกู้เฉินซีก็ยุ่งอยู่กับการเก็บผัก เขาจึงกล้าทำประเจิดประเจ้อกับภรรยาเช่นนี้
“หากข้าไม่รีบกลับแล้วข้าจะได้ดูเรื่องดีๆ ของเจ้าได้อย่างไร” มู่หรงซีซวนยังหัวเราะไม่หยุดและยังหันไปถามลูกชายต่อ “ว่าอย่างไรอาซิ่ว ตกลงแล้วเจ้าคิดว่าท่านลุงกับท่านป้าของเจ้าทำอะไรกันอยู่”
“ที่พวกเขากำลังทำอยู่เรียกว่าการจูบขอรับ” มู่หรงซิ่วตอบ
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” มู่หรงซีซวนไม่คิดว่าลูกชายจะรู้ เขาคิดว่าลูกชายจะตอบอย่างอื่นออกมาเสียอีก
มู่หรงซิ่วกอดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ “ข้าเคยเห็นมาจากหนังสือในห้องหนังสือของท่านอย่างไรขอรับ”
“ที่แท้องค์ชายสามก็มีความชอบเช่นนี้” เฮ่อหลานจวินหรี่ตามองสหาย “หากท่านพ่อของข้ารู้ว่าเจ้าเก็บซ่อนหนังสือประเภทนี้ไว้ งานแต่งของเจ้าคงต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งแล้ว หรือไม่หากข้าไปบอกให้เซียงเอ๋อรู้ เจ้าคิดว่าเซียงเอ๋อจะมองเจ้าอย่างไร”
“พี่เขยที่แสนดีของข้า” มู่หรงซีซวนล้วงปิ่นหยกมันแพะสีขาวที่แกะสลักรูปดอกเหมยแสนประณีตออกมา “ปิ่นหยกอันนี้เพิ่งส่งมาถึง เป็นฝีมือของช่างในวังหลวงเชียวนะ ข้ามอบให้เจ้า รับไปสิรับไป”
“เหอะ...คิดจะติดสินบนข้ารึ เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนอย่างไร”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าจะติดสินบนพี่เขยได้อย่างไร แค่อยากมอบของที่ดีที่สุดให้เจ้ากับพี่สะใภ้เท่านั้น” มู่หรงซีซวนประจบสหาย “ส่วนเรื่องหนังสือพวกนั้น มันไม่ใช่ของข้าจริงๆ นะ เป็นของเสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่รองที่มาลืมไว้ในห้องหนังสือของข้าต่างหาก”
“อาซิ่ว เป็นอย่างที่ท่านพ่อของเจ้าพูดจริงรึ” เฮ่อหลานจวินหันไปถามมู่หรงซิ่ว
“เสด็จลุงมักจะหอบงานมาทำที่จวนของเราบ่อยๆ” มู่หรงซิ่วทำท่าคิด “ข้าคิดว่าหนังสือพวกนี้คงเป็นของเสด็จลุงจริงๆ ขอรับ”
“สมแล้วที่เจ้าเป็นลูกชายของมู่หรงซีซวน กะล่อนเหมือนกันไม่มีผิด” เฮ่อหลานจวินพูดจบก็หันไปยิ้มให้ลูกชายทั้งสามคน “พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ พ่อไม่ได้ทำร้ายท่านแม่ของพวกเจ้าจริงๆ นะ”
“ข้าเชื่อท่านก็ได้” เฮ่อเฟิงเฉิงกอดอก “แต่อย่าให้รู้ว่าท่านทำร้ายท่านแม่นะขอรับ ไม่เช่นนั้นข้าจะขนเครื่องนอนไปนอนกับท่าน จะไม่ยอมให้ท่านกับท่านแม่นอนห้องเดียวกันเป็นอันขาด”
เฮ่อหลานจวินถึงกับรีบรับปาก แค่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะมาป่วนไม่ให้เขาได้นอนกอดภรรยา เขาก็ทนไม่ไหวแล้ว “พ่อสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายท่านแม่ของเจ้าอย่างแน่นอน”
เฮ่อเฟิงเฉิงยิ้มอย่างพอใจ ส่วนเฮ่อเฟิงอวี่กับเฮ่อเฟิงหมิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ในเมื่อท่านแม่ยังยืนยิ้มแล้วไม่ได้พูดอะไร เช่นนั้นก็หมายความว่าสิ่งที่ท่านพ่อพูดออกมานั้นคือเรื่องจริง
“ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ว่าแต่พวกเจ้าไปเที่ยวในเมือง ได้อะไรกลับมาฝากแม่บ้าง” กู้หยูม่านพูดเปลี่ยนเรื่อง
คราวนี้เด็กชายทั้งสามคนแย่งกันตอบคำถาม แม้ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาเข้าไปเที่ยวในเมือง แต่ที่พวกเขาตื่นเต้นคือการได้เห็นว่าที่น้าเขยใช้วรยุทธ์จัดการกับคนร้ายได้ในหมัดเดียวต่างหาก
“หากพวกเจ้าอยากเรียน เช่นนั้นทุกเช้าก็ให้ท่านน้าซีซวนสอนวรยุทธ์ให้พวกเจ้าไปพร้อมกับอาซิ่วเลยก็แล้วกัน เอาไว้พ่อจะไปบอกเรื่องนี้กับเขาเอง” เฮ่อหลานจวินบอก
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อ” ฝาแฝดทั้งสามคนตอบรับอย่างยินดี หากพวกเขาเป็นวรยุทธ์ ต่อไปพวกเขาก็จะปกป้องท่านพ่อกับท่านแม่ได้ เหมือนอย่างที่ท่านน้าเขยปกป้องพวกเขาจากคนร้ายเช่นกัน
“แม่นางกู้ ไม่ได้เจอกันเสียนาน ข้ากำลังคิดถึงเจ้าอยู่พอดี” เถ้าแก่อวิ๋นทักทายอย่างดีใจ “ว่าแต่ผักของเจ้าโตพอที่จะเก็บมาขายได้หรือยัง ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่า ตั้งแต่ได้กินผักและไข่ที่ซื้อมาจากไร่ของเจ้า สุขภาพของข้าก็เหมือนจะดีขึ้นมาก”
กู้หยูม่านยิ้ม ‘แน่นอนอยู่แล้วสิ ที่ไร่ของข้าใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นแล้วผลผลิตของข้าจะด้อยคุณภาพไปได้อย่างไร’
“ว่าอย่างไร ทำไมเจ้าเอาแต่ยิ้มเล่า” เถ้าแก่อวิ๋นถามอย่างใจร้อน “หรือว่าเจ้าเอาผลผลิตของเจ้าไปเสนอขายให้กับเจ้าแก่เจียงแล้ว ทำอย่างนี้มันผิดสัญญากันชัดๆ”
“เถ้าแก่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดเจ้าค่ะ ที่ข้ายิ้มเพราะข้าดีใจที่ท่านชอบผลผลิตจากไร่ของข้าเท่านั้น” กู้หยูม่านเปิดกล่องอาหารที่ถือมา “วันนี้นอกจากข้าจะมาบอกข่าวดีว่าผักของข้าพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว ข้ายังมีสูตรอาหารมาขายให้ท่านด้วยเจ้าค่ะ”
“อาหารที่เจ้าว่ามันคืออะไร” เถ้าแก่อวิ๋นยิ้มกว้าง ระยะนี้เหลาอาหารของเขามีลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆ เขากำลังกลุ้มใจกับเรื่องนี้อยู่พอดี
“จานนี้เรียกว่าสลัดโรล ส่วนน้ำซอสที่ใช้ทานคู่กันจะมีแบบเผ็ดหวานกับแบบครีมขาว เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยและยังเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนักหรือสตรีที่ต้องการรักษารูปร่าง เถ้าแก่ลองชิมดูก่อนเจ้าค่ะ” กู้หยูม่านคืบสลัดโรลใส่จานใบเล็ก
เถ้าแก่อวิ๋นชอบทานเผ็ด เขาจึงเลือกชิมน้ำซอสเผ็ดหวานก่อน จากนั้นถึงลองชิมน้ำซอสครีมขาว “เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ที่ชอบทานผัก ข้าซื้ออาหารสูตรนี้ แล้วเจ้ามีอาหารสูตรอื่นอีกหรือไม่”
“มีเจ้าค่ะ เป็นอาหารที่เรียกว่าสุกี้ ข้าทำเป็นสุกี้โรลนึ่งและสุกี้น้ำ” กู้หยูม่านเปิดฝากล่องอาหารที่เตรียมมา
เถ้าแก่อวิ๋นชิมสุกี้โรลนึ่งและสุกี้น้ำอย่างพอใจ “อร่อย! ซื้อ ซื้อ ข้าซื้ออาหารสูตรนี้อีก”
กู้หยูม่านยิ้ม “สุกี้น้ำนอกจากจะทำเป็นชามขายได้แล้ว ท่านยังขายเป็นแบบเดียวกับหม้อไฟของเหลาอาหารตระกูลเจียงได้ด้วยนะเจ้าคะ”
เถ้าแก่อวิ๋นเคยได้ยินว่าเหลาอาหารของตระกูลเจียงมีหม้อไฟที่ขายดี โดยเฉพาะในหน้าหนาวจะขายดีเป็นพิเศษ หากสุกี้ของเขาสามารถทานแบบหม้อไฟได้ เหลาอาหารของเขาก็จะกลับมาแข่งกับเหลาอาหารของตระกูลเจียงได้อีกครั้ง อีกทั้งหม้อไฟของเถ้าแก่เจียงมีรสเผ็ดร้อน แต่สุกี้ของเขามีน้ำซุปกลมกล่อม เด็กทานได้ผู้ใหญ่ก็ทานดี หากคนที่ต้องการทานเผ็ดก็เติมพริกเข้าไปในน้ำจิ้มของตัวเองได้
“ดีเลย หน้าหนาวนี้ข้าจะเปิดขายสุกี้หม้อร้อนแข่งกับเจ้าแก่เจียง ข้าจะดูซิว่าเจ้าแก่นั่นจะทำหน้ายังไงถ้ารู้ว่าข้าก็มีอาหารหม้อร้อนขายเหมือนกัน” เถ้าแก่อวิ๋นยิ้มอย่างดีใจ
“เถ้าแก่ขอรับเถ้าแก่ แย่แล้วขอรับ คราวนี้เหลาอาหารของเราแย่แล้ว” ลุงไห่ผู้ดูแลเหลาอาหารอวิ๋นชีอู่วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น
“เจ้าค่อยๆ พูด เรื่องแย่อะไรกัน”
“ก็ฮูหยินเฒ่าน่ะสิขอรับ นางบอกว่านางเบื่ออาหารที่ท่านทำส่งไปให้จะแย่แล้ว หากท่านยังไม่เปลี่ยนอาหารให้นางอีก นางจะมาอาละวาดท่านที่ร้านเองเลยขอรับ”
เถ้าแก่อวิ๋นถึงกับร้อนใจ จากนั้นเขาก็หันไปยิ้มให้กู้หยูม่าน “แม่นางกู้ ครั้งนี้ข้าคงต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าแล้ว”