แม้ว่าก่อนหน้านี้เมิ่งฝานจะได้รับเหรียญจากการประมูลมานับหมื่นเหรียญทองคำแต่นอกเหนือจากการใช้มันเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อวัตถุดิบสร้างโลหิตแตกแขนงแล้วนั้นก็ยังเก็บบางส่วนไว้ให้แก่ซินหลันด้วย
ฉะนั้นแล้วยามนี้เขาจึงมีเหรียญทองคำติดตัวอยู่ราวห้าถึงหกพันเหรียญทองคำเท่านั้นและราคาที่ข่าเหลยเอ่ยขึ้นมานี้ก็คล้ายว่าจะเป็นเพียงราคาขั้นต่ำเท่านั้น
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักของเมิ่งฝานข่าเหลยจึงหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา “เจ้าหนู ต่อให้มันมีอยู่จริงทางหอมหาสมบัติของข้าก็ยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมเช่นกันเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้าให้เวลาเจ้าสามวันในการไปหาเหรียญทองคำ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
สามวัน...
เมิ่งฝานทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างจนปัญญาเท่านั้นเขารู้ดีว่านี่คือความช่วยเหลือที่ข่าเหลยมอบให้ตนเองเพราะโดยปกติแล้วจะต้องจ่ายเงินมัดจำไปก่อนครึ่งหนึ่งของราคาเต็ม
ในเวลาต่อมาดวงตาของข่าเหลยพลันเปล่งประกายขึ้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยและสนอกสนใจ“เจ้าหนูอาจารย์ของเจ้าว่าอย่างไรบ้าง อยากจะพบข้าหรือไม่?”
ลำพังเพียงเมิ่งฝานผู้เดียวไม่ได้ทำให้ข่าเหลยสนใจอยู่แล้วสิ่งที่ทำให้ปรมาจารย์จิตศัสตราผู้นี้สนใจอย่างแท้จริงก็คงจะหนีไม่พ้นอาจารย์ผู้ลึกลับจนเกินคาดเดาที่อยู่เบื้องหลังของเมิ่งฝานท่านนั้น
ให้ตายเถอะผนึกนั้นมันสามารถสื่อสารกับท่านได้เสียที่ใดเล่า!
เมิ่งฝานพึมพำอยู่ในใจ ได้แต่ประสานมือเคารพแล้วเอ่ยว่า“ขออภัยด้วยขอรับท่านข่าเหลยต้าซือแต่อาจารย์ของข้ากำลังเก็บตัวบำเพ็ญตนจึงไม่มีเวลาหากท่านอาจารย์ข้ามีเวลาเมื่อใดข้าจะบอกเขาให้อย่างแน่นอนขอรับ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้าของข่าเหลยก็มีความผิดหวังปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยเขาจึงเพียงพยักหน้ารับเท่านั้นแต่ก็เห็นได้ว่าข่าเหลยหาได้ละความสนใจจากศิลาสลักลายไม่
เมื่อเห็นสีหน้าของข่าเหลยเมิ่งฝานพลันคิดสิ่งใดขึ้นได้บางอย่างโลหิตแตกแขนง! หากเขานำวิธีการสร้างโลหิตแตกแขนงเปิดเผยออกมาจะสามารถขายได้มูลค่าสูงเพียงใดกัน?
ทว่าหลังจากนั้นเพียงชั่วครู่เมิ่งฝานก็ล้มเลิกความคิดนี้ไปเพราะถึงอย่างไรแล้วทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลูกปัดสีดำก็เป็นสิ่งที่ลึกลับอย่างยิ่งเพียงศิลาสลักลายในครั้งก่อนก็สร้างความฮือฮาทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเกิดความสนใจแล้วฉะนั้นไม่รู้เรื่องของโลหิตแตกแขนงจะเป็นการดีที่สุด
หลังจากที่สนทนากันครู่หนึ่งเมิ่งฝานก็บอกลาข่าเหลยแล้วออกจากหอมหาสมบัติ
เจ้าของใบหน้าอันเคร่งขรึมก้าวลงมาจากชั้นที่สองของหอมหาสมบัติเหลือเวลาอีกเพียงสามวันเท่านั้น เขาจะไปหาเหรียญทองคำนับหมื่นนั้นมาจากที่ใด?
ทว่าขณะที่กำลังครุ่นคิดเขาก็เห็นว่ามีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ชั้นหนึ่งของหอมหาสมบัติผู้คนมากมายนับพันจ้องมองไปยังกลุ่มคนทั้งหลายพร้อมเสียงซุบซิบดังขึ้นไม่ขาดหู
ซินเอ๋อร์!
เพียงชั่วพริบตารูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็วเขามองเห็นสตรีที่สวมชุดสีชมพูมีเส้นผมยาวลงไปจนถึงสะโพกผายนั้นก่อนผู้ใด สตรีผู้เป็นเจ้าของรูปร่างอรชรและท่าทีอ่อนโยนนั้นก็คือกู่ซินเอ๋อร์นั่นเอง
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังของกู่ซินเอ๋อร์คือเหล่าผู้เยาว์หนุ่มสาวของหมู่บ้านอูเจิ้นทั้งหมดและแน่นอนว่ารวมถึงกู่ฉิงที่มีนิสัยอารมณ์ร้อนด้วยเช่นกัน
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าทุกคนจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่เมิ่งฝานเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นในหัวใจก่อนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นอย่างเงียบงัน
ท่ามกลางกลุ่มคนมากมายนั้นมีกลุ่มผู้เยาว์อีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ตรงข้ามกับกู่ซินเอ๋อร์ในจำนวนนั้นมีซวินจางที่บ่งบอกว่าเป็นหนึ่งในตระกูลของผู้มีอิทธิพลติดอยู่บนหน้าอกตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมิน!
เมื่อผู้แข็งแกร่งของทั้งสองทิศเผชิญหน้ากันจึงทำให้บรรยากาศเกิดความตึงเครียดขึ้นมายามนี้แม้ว่ากู่ฉิงที่ยืนอยู่ข้างกายของกู่ซินเอ๋อร์จะยังคงมีใบหน้าหยิ่งทะนงทว่าที่มุมปากของนางกลับมีเลือดไหลออกมาบ่งบอกว่านางได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
คนของตระกูลซีเหมินที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า“หึหึข้าสงสัยว่าพวกเจ้าขโมยของของข้าไปฉะนั้นแล้วเจ้าจะต้องให้แม่นางผู้นั้นอยู่กับข้า แล้วข้าจะยอมให้พวกเจ้าออกไป!”
แม้ว่าสีหน้าจะมิได้แสดงอารมณ์ใดๆทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความหยิ่งผยอง คนผู้นั้นก็คือซีเหมินหานนั่นเอง! เมื่อผู้คนโดยรอบได้ยินเช่นนั้นต่างพากันขมวดคิ้วด้วยเข้าใจความหมายโดยนัยของซีเหมินหานดี
แต่พวกเขาต่างรู้ดีว่าตนเองไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของบรรดาผู้บำเพ็ญตนอายุน้อยทั้งห้าหมู่บ้านได้ฉะนั้นแล้วทั้งหมดจึงทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆ เท่านั้น
กู่ฉิงกัดฟันแน่น กระตุกยิ้มแล้วตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“เหลวไหลซีเหมินหาน เจ้าคิดว่าจะอาศัยกำลังคนที่มากกว่ามารังแกฝ่ายที่มีกำลังคนน้อยกว่าได้หรืออย่างไร? เจ้าอีกคนตงฟางเฉิน เจ้าเองก็หาใช่คนดีแต่อย่างใด เจ้าทั้งสองรุมทำร้ายข้าผู้เดียวเช่นนี้จะเรียกว่าเก่งกาจได้อย่างไรแน่จริงก็มาสู้กับข้าตัวต่อตัว!”
เมื่อได้ยินดังนั้นตงฟางเฉินที่ยืนอยู่ข้างกายของซีเหมินหานก็กระตุกยิ้มแล้วยักไหล่เอ่ยขึ้นอย่างไม่สนใจสิ่งใด “กู่ฉิง เจ้าเองก็รู้ว่าข้านั้นอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเก้าเช่นเดียวกับเจ้าการที่เจ้าคิดจะต่อกรกับข้าก็หาใช่เรื่องง่ายดายไม่อีกอย่างคือถึงอย่างไรตระกูลตงฟางของข้าก็มีงานสมรสกับตระกูลซีเหมินถือเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้วฉะนั้นจะลงมือต่อกรกับเจ้าด้วยกันก็หาใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด!”
หึ!
กู่ฉิงกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็น แต่นางก็รู้ดีว่าตงฟางเฉินที่อยู่ในระดับเก้าเช่นเดียวกับตนเองเป็นผู้ที่ยากต่อการรับมือต่อให้นางร่วมมือกับผู้อื่นก็ยังยากจะบอกว่าผู้ใดแพ้หรือชนะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่มีคนของตระกูลซีเหมินและตระกูลตงฟางยืนอยู่ข้างหลังอีกฝ่าย ทั้งยังจ้องมองมาอย่างในเวลานี้
“ขออภัยด้วยขอรับพี่กู่ฉิง เป็นเพราะพวกข้าไร้ความสามารถเอง!”
เหลยหู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังของกู่ฉิงจำต้องเอ่ยออกไปอย่างไม่อยากยอมจำนนเท่าใดนักบนใบหน้ามีจุดที่บวมแดงและมีรอยฟกช้ำบ่งบอกว่าเมื่อครู่นั้นพวกเขาตกเป็นรอง บรรดาผู้เยาว์หนุ่มสาวของหมู่บ้านอูเจิ้นผู้อื่นก็มีบาดแผลอยู่บนตัวไม่มากก็น้อยและแน่นอนว่ารวมถึงหลี่ว์เล่อด้วย
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เหลยหู่เอ่ยขึ้น บรรดาผู้เยาว์หนุ่มสาวของหมู่บ้านอูเจิ้นต่างก็ก้มหน้าลงไปอย่างเงียบงัน
การเดินทางมายังเมืองเหยียนเฉิงของพวกเขาในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการกระทำใดก็ล้วนแต่แสดงออกถึงอูเจิ้นทั้งสิ้นนึกไม่ถึงว่าการประลองยังไม่เริ่มต้นก็ได้รับบาดเจ็บกันถึงเพียงนี้แล้ว การที่ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายหยามเกียรติของกู่ซินเอ๋อร์โดยตนเองไม่อาจทำสิ่งใดได้ทำให้ผู้ที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญตนอย่างพวกเขารู้สึกหดหู่ใจ
กู่ฉิงกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“หมู่บ้านอูเจิ้นของพวกเราจะต้องไม่แพ้หรือต่อให้แพ้ก็ต้องเป็นการพ่ายแพ้เพราะการประลอง หาใช่การยอมศิโรราบไม่!”
เสียงดังก้องไปทั่วบริเวณแต่แล้วในชั่วพริบตาต่อมาซีเหมินหานก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ถือว่าพูดได้ดี ข้าชอบแต่ถึงอย่างไรวันนี้ก็คงจะต้องมาดูกันว่าสองพี่น้องผู้งดงามปานบุปผาอย่างพวกเจ้าจะเก่งกาจสักเพียงใดฮ่าฮ่า อีกประเดี๋ยวก็คงจะมีเรื่องสนุกให้เล่นกันแล้ว ซีเหมินจ้าน ซีเหมินเลี่ยพวกเจ้าทั้งสองลุยเข้าไป!”
ในฐานะที่เป็นบุตรคนโตของตระกูลซีเหมินทำให้ซีเหมินหานมีสิทธิ์ในการออกคำสั่งครู่หนึ่งหนุ่มน้อยทั้งสองก็ออกมาจากกลุ่มคนแล้วมุ่งตรงไปหากู่ฉิงในทันใดพวกเขาทั้งสองอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเจ็ด เมื่อลงมือจึงมีพลังอันร้ายกาจปรากฏขึ้นมา
“ข้าจัดการเองท่านพี่ ท่านไปจัดการกับตงฟางเฉิน!”
กู่ซินเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายเอ่ยออกไป นางกัดเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะก้าวเดินออกมาเพราะหากให้คนของตระกูลซีเหมินผลัดเปลี่ยนกันมาต่อกรกับกู่ฉิงละก็สุดท้ายแล้วกู่ฉิงก็จะไม่มีเรี่ยวแรงในการต่อกรกับตงฟางเฉิน
เจ้าของร่างบางก้าวเดินออกไปหนึ่งก้าวทว่าในขณะที่นางกำลังจะลงมือพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่ข้างกาย
ชั่วพริบตาต่อจากนั้นเจ้าของเงาร่างสีดำก็ขยับพร้อมทั้งปล่อยพลังภายในออกไปเบื้องหน้าซึ่งนั่นก็ทำให้คนของตระกูลซีเหมินทั้งสองรับแรงปะทะเข้าอย่างจังก่อนจะกระเด็นถอยออกไปหลายก้าวหนึ่งในนั้นถึงกับล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปบนพื้น
“ใครกัน!”
ในชั่วพริบตาสีหน้าของผู้คนทั้งหลายพลันเปลี่ยนไปจากนั้นจึงมองไปยังใจกลางของสถานที่แห่งนั้น
นัยน์ตาที่เปล่งประกายดั่งดวงจันทรามองไปยังซีเหมินหานทว่ายามนี้ดวงตาของเมิ่งฝานกลับมีความเยือกเย็นปรากฏขึ้นมาคล้ายดั่งตอนที่มองเห็นวานรอัคคีบนเขาเยียนหลางก็ไม่ปาน
“เจ้าเป็นใคร!”
ซีเหมินหานรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจเพราะผู้ที่สามารถจัดการกับเด็กหนุ่มในขั้นฝึกกายาระดับเจ็ดทั้งสองคนได้ในชั่วพริบตาเช่นนี้จะต้องมีพลังที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่
“พี่เมิ่งฝาน!”
ชั่วพริบตาผู้คนที่อยู่ด้านหลังกู่ซินเอ๋อร์ต่างก็มองเห็นเมิ่งฝานทั้งสิ้นต่อมาจึงเอ่ยด้วยความตกตะลึง
“เมิ่งฝาน!”
“เขานั่นเอง!”
พลันเจ้าของร่างอรชรงดงามอย่างกู่ซินเอ๋อร์ก็ก้าวออกไปข้างหน้าพร้อมทั้งกอดแขนของเมิ่งฝานเอาไว้ก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ทว่ากลับน่าทะนุถนอมนิ่ว จากนั้นจึงเอ่ยว่า “พี่เมิ่งฝาน เหตุใดท่านเพิ่งจะมาเอายามนี้เล่า!”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาก่อนจะลูบลงไปบนเส้นผมงามของกู่ซินเอ๋อร์นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เพราะข้าต้องบำเพ็ญตนอย่างไรเล่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน?”
เมื่อผู้คนโดยรอบมองเห็นท่าทีสนิทสนมของเมิ่งฝานพลันเบิกตากว้างพวกเขานึกไม่ถึงว่าสตรีอย่างกู่ซินเอ๋อร์จะสนิทชิดเชื้อกับเมิ่งฝานถึงเพียงนี้เพียงครู่เดียวบรรดาผู้ที่หลงใหลในตัวของกู่ซินเอ๋อร์ถึงกับรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเล็กน้อย
กู่ซินเอ๋อร์มุ่ยปากก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีคล้ายกำลังน้อยใจ“พวกเราเพิ่งจะมาถึงเมืองเหยียนเฉิงข้าจึงบอกท่านพี่กู่ฉิงว่าอยากมาเดินเล่นที่นี่ แต่กลับมาพบกับคนเหล่านี้จากนั้นซีเหมินหานผู้นั้นก็กล่าวหาข้าว่านำของของเขาไปต้องการให้ข้ากลับบ้านไปพร้อมกับเขา แต่ท่านพี่ข้าไม่ยอมจึงเกิดเรื่องกันขึ้นมาแล้วพวกเรา...ก็เสียเปรียบเล็กน้อย!”
เดิมกู่ซินเอ๋อร์ก็เป็นสตรีที่อ่อนโยนอยู่แล้วยิ่งนางแสดงกิริยาเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เมิ่งฝานรู้สึกเห็นใจและสงสาร เขาพยักหน้ารับแล้วหันไปเอ่ยกับอีกฝ่ายเสียงเรียบ“ใช่อย่างที่นางพูดหรือไม่ผู้ใดเป็นคนพูด?”
แม้เสียงที่เขาพูดจะราบเรียบ แต่กลับเยือกเย็นจากความรู้สึกที่เดือดดาลเมื่อเขาพูดจบก็ทำให้บรรยากาศที่แห่งนี้ตกอยู่ในความชะงักงันและเงียบลงไปถนัดตา
ยิ่งไม่แสดงอาการว่ามีโทสะก็ยิ่งบ่งบอกว่าเดือดดาลอย่างที่สุด! การที่เมิ่งฝานสามารถจัดการกับเด็กหนุ่มขั้นฝึกกายาทั้งสองได้ในชั่วพริบตา การปรากฏตัวของเขาจึงนำมาซึ่งความกดดันแก่ผู้คนทั้งหลาย
“เมิ่งฝานเจ้าไม่ต้องมายุ่งเรื่องของข้า!”
กู่ฉิงที่อยู่ด้านข้างกัดฟันบอกไปอย่างเยือกเย็นเมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้กู่ฉิงแทบต้องกัดฟันจนแตกหัก“หากเจ้าบอกให้ผู้อื่นถอดเสื้อผ้าอยู่ตรงนี้ข้าก็คงจะไม่สนใจเพราะมันสมควรแล้ว! แต่ยามนี้มันเกี่ยวกับซินเอ๋อร์ฉะนั้นแล้วข้าจะไม่นิ่งดูดายเป็นอันขาด!”
กู่ซินเอ๋อร์ได้ยินแล้วหัวเราะออกมาเสียงเบานางกลอกตาขาวใส่เมิ่งฝานเล็กน้อยเพราะเมื่อใดที่ผู้เป็นพี่สาวของตนเองกับเมิ่งฝานพบหน้ากันอย่างน้อยก็จำต้องต่อปากต่อคำกันทุกครั้งไป
ชั่วพริบตาต่อมาเมื่อหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางผู้หนึ่งเห็นว่าเมิ่งฝานไม่ได้มีความกลัวแต่อย่างใดจึงตวาดออกมาเสียงต่ำแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน“ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะออกหน้าแทน...ก็จงคุกเข่าลงไปเสีย!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจาเจ้าของเสียงนั้นก็พุ่งตัวออกไปคล้ายดั่งเสือดาวซึ่งร่างกายนี้ราวกับบุรษที่โตเต็มวัยแล้วก็ไม่ปาน ความเร็วที่ค่อนข้างสูงนั้นบ่งบอกว่าอีกฝ่ายอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดแล้ว
“หมัดทะลวงศิลา!”
วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับกลาง!
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปในทันใดเพราะหมัดของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางนั้นมีกำลังภายในอยู่ไม่น้อย หากมันพุ่งเข้าใส่เป้าหมายต่อให้เป็นก้อนหินก็ยังต้องแตกสลายยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงร่างกายของมนุษย์
ผู้คนที่สีหน้าเปลี่ยนไปมองไปยังหมัดของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางสลับกับสีหน้าของเมิ่งฝานด้วยความตกใจพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าคนของตระกูลตงฟางจะลงมืออย่างร้ายกาจเช่นนี้ ทว่ายามนี้เมิ่งฝานกลับกระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยัน
มันมีความเร็วที่มากพอทว่าในเรื่องขององศาการจู่โจมกลับไม่ดีพอ...คิดจะฉวยโอกาสสินะ!!
การต่อกรกับวานรอัคคีนานเกือบสองเดือนทำให้ทักษะและกลยุทธ์ในการต่อสู้ของเมิ่งฝานพัฒนาขึ้นอย่างมากชั่วพริบตาต่อมาเขาจึงใช้ท่าร่างนางแอ่นไร้เงาในการเคลื่อนไหวร่างกาย
เมิ่งฝานฝึกฝนท่าร่างนี้มานับพันครั้งเมื่อเขาแสดงพลังของมันออกมาจุดเดิมที่เคยยืนอยู่จึงหลงเหลือเพียงสายลมชั่วพริบตาต่อมาร่างกายที่แท้จริงของเมิ่งฝานก็ปรากฏขึ้นข้างกายของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟาง
หมัดอันทรงพลังเคลื่อนตัวผ่านปลายจมูกของเมิ่งฝานไป ทำให้เห็นว่าแม้มันจะอันตรายเพียงใดแต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถเบนตัวหลบการจู่โจมของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เมิ่งฝานหาได้สนใจความตกตะลึงของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางไม่พริบตาต่อมาเขาก็กระโดดขึ้นในอากาศแล้วเตะลงไปยังหน้าท้องของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟาง
กระแสลมส่งเสียง กำลังภายในทะลวงอากาศ เวลาต่อมาร่างกายที่โค้งงอก็ลอยกระเด็นออกไปราวกับหินที่ถูกโยน
ในขณะเดียวกันเสียงของเมิ่งฝานก็ก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ“บังอาจรังแกน้องสาวข้าเจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกัน ไสหัวไป!”