เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 132 สู่ตระกูลหลิงอู่

    นานมากแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาที่เมืองพฤกษาหมอก เมื่อเขากลับมาถึงก็ตระหนักได้ว่าทุกสิ่งอย่างช่างล้าหลัง  หลงเฉินจึงรู้สึกถึงความเหนือชั้นกว่าอย่างน่าเหลือเชื่อ


    ที่นี่เขาเป็นเพียงคนผู้เดียวที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่มีแม้สักคนที่อยู่ในระดับเดียวกับเขา


    ‘ข้าอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตไม่ได้แน่  มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นขีดจำกัดของข้า  ในเมื่อปัญหาของลัทธิเซียนโลหิตถูกสะสางไปแล้ว  ข้าก็จะมุ่งมั่นอยู่ในตระกูลหลิงอู่ต่อไป  หลิงชิงเองก็ไปได้ดีเช่นกัน  ที่นั่นคือที่ที่ข้าควรอยู่...’


    ‘ในตระกูลหลิงอู่  หลิวเยวี๋ยนไม่กล้าต่อกรกับลัทธิเซียนโลหิตเพื่อข้า  ไม่คิดเลยว่าเป่ยถังม่อกลับไม่สนใจสิ่งใดและมาที่ลัทธิเซียนโลหิตเพื่อฆ่าคนโดยเฉพาะ เป่ยถังม่อผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เขาถึงกับส่งยอดฝีมือระดับแก่นปฐพีมาปกป้องตระกูลหยาง  เช่นนี้แล้วตระกูลหยางคงไม่ถูกทำร้ายอีก...’


    ในเมื่อลัทธิเซียนโลหิตสูญสิ้นไปแล้ว  ตระกูลหยางก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก  จากนี้ไปหลงเฉินจะได้ทุ่มเทความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาให้กับตระกูลหลิงอู่เท่านั้น


    คนในตระกูลหยางต่างได้ยินข่าวดีเรื่องที่หยางหลิงชิงกำลังจะเข้าเหล่าคนในของตระกูลหลิงอู่  ทุกคนในตระกูลหรือแม้แต่ทุกคนในเมืองพฤกษาหมอกต่างเฉลิมฉลองกันตลอดทั้งวัน


    หลงเฉินและหยางหลิงชิงกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในเมืองพฤกษาหมอกและแม้กระทั่งเมืองข้างเคียงไปโดยปริยาย


    ในอดีตหลงเฉินเป็นเพียงบุตรชายที่ไม่ได้เรื่องได้ราวซึ่งเกิดจากพ่อแม่ผู้ร่ำรวยและไม่เคยเห็นความสำคัญ  ทว่าเวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง  เขาเป็นดั่งวีรบุรุษที่เฉิดฉายซึ่งทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก


    สองวันหลังจากนั้น  ภายใต้สายตามากมายของผู้คนในเมืองพฤกษาหมอก  หลงเฉินพาหยางหลิงชิงเดินทางออกจากเมืองพฤกษาหมอกและมุ่งหน้าไปยังตระกูลหลิงอู่


    “หลิงชิง พวกเราจะเดินทางไปสักพัก แล้วข้าจะแนะนำเจ้าให้รู้จักกับใครบางคนที่สำคัญกับข้ามาก ๆ”


    ทั้งสองขี่ม้าพันธุ์ดีคนละตัว และควบออกไปเคียงคู่กัน


    หลงเฉินเล่าให้หยางหลิงชิงฟังเกี่ยวกับอาชาเกล็ดนิลที่นางเคยให้เขาเป็นของขวัญ  ทว่าหยางหลิงชิงไม่โทษเขาและตำหนิตนเองแทนที่นำปัญหามาให้หลงเฉิน


    “สำคัญมากงั้นรึ?”


    นางมองไปยังเด็กหนุ่มซึ่งเกิดปีเดียว เดือนเดียว และวันเดียวกันกับนาง  หยางหลิงชิงสงสัยใคร่รู้ว่าคนผู้นั้นจะสำคัญกับเขาได้อย่างไร


    พวกเขาขี่ม้าเข้าไปในป่าหลังจากผ่านตัวเมือง  หลงเฉินหันมาราวกับมีความลับอะไรบางอย่าง  หยางหลิงชิงมองไปรอบ ๆ และเอ่ยถามด้วยความสงสัย


    “คนสำคัญที่ท่านพูดถึงอยู่ที่นี่หรือ?  ทำไมข้าไม่เห็นใครเลยล่ะ?”


    หลงเฉินหัวเราะและดีดนิ้ว  “หลิงซี  ออกมาเถอะ!”


    ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของหยางหลิงชิง  ต่างหูหมุดของหลงเฉินก็เปล่งแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าออกมา   ร่างเล็กจิ๋วที่สูงราวสองชุ่นและปกคลุมไปด้วยหมอกลอยออกมา  ไม่นานนางก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหยางหลิงชิง  เห็นได้ชัดว่ารูปลักษณ์ของนางสามารถทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ได้


    หยางหลิงชิงผงะไปในทันที


    “น... นี่มันอะไรกัน?”


    “หยาบคายจริง  นี่คือพี่สะใภ้ของเจ้านะ”  หลงเฉินทำเสียงประหลาด


    “พี่สะใภ้?”


    หยางหลิงชิงรู้สึกงุนงงมากขึ้นไปอีก


    หลิงซีรู้สึกอับอายที่ถูกหลงเฉินเรียกว่าพี่สะใภ้และทำหน้ารังเกียจใส่หลงเฉิน  จากนั้นก็ยิ้มให้หยางหลิงชิงและพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ต่อหน้านาง


    “น้องหลิงชิง ข้ามีชื่อว่าหลิงซี  อย่าไปฟังตาบ้านั่นเลย ข้าไม่ใช่พี่สะใภ้ของเจ้าหรอก”


    เมื่อหลิงซีเริ่มพูด  หยางหลิงชิงจึงมองไปยังทั้งสองคนด้วยความตกใจและถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง


    “พวกท่าน... อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”


    หลงเฉินใช้ความพยายามมากทีเดียวในการเล่าเรื่องของหลิงซีให้หยางหลิงชิงฟัง  รวมทั้งเรื่องราวที่พวกเขาเคยผ่านมาด้วยกัน


    หลังจากที่ได้ยินว่าหลิงซีช่วยหลงเฉินเอาไว้นับครั้งไม่ถ้วน หยางหลิงชิงจึงยอมรับในตัวนางทันที  หลิงซีเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่น่าสงสาร  และหยางหลิงชิงก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรู้สึกสงสารนาง  ทั้งสองเข้ากันได้ดีและไม่นานพวกนางก็ลืมหลงเฉิน --- ผู้อยู่ตรงกลางไปเสียสนิท…


    เมื่อเห็นว่าพวกนางคุยเล่นหยอกล้อกันและทำราวกับว่าเขาเป็นคนนอก  หลงเฉินจึงมีสีหน้าบูดเบี้ยว


    เป็นหลิงซีเองที่แนะนำว่าอยากจะพบกับหยางหลิงชิง  หลงเฉินซึ่งสนิทกับหยางหลิงชิงมากที่สุดก็เห็นพ้องด้วยความเต็มใจ  ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้  หลงเฉินได้แต่โอดครวญอยู่ในใจลึก ๆ ขณะที่พวกนางรู้สึกคุ้นเคยกันมากขึ้น


    ‘กรรมของข้าแท้ ๆ ...’


    ขณะที่หลิงซีและหยางหลิงชิงกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส  พวกเขาก็มาถึงนครหยวนหลิงพอดี  มีคนจำนวนหนึ่งรออยู่ที่ประตูเมืองเพื่อมารับหยางหลิงชิงอยู่แล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้ หลิงซีจึงไม่มีทางเลือกนอกจากกลับเข้าไปในต่างหูของหลงเฉิน


    และผู้ที่มารับหยางหลิงชิงก็คือเป่ยถังม่อนั่นเอง


    เมื่อหยางหลิงชิงเป็นน้องสาวของหลงเฉิน  หลิวหลานจึงพาเป่ยถังม่อมาด้วย  ทั้งสองต่างเป็นผู้มีชื่อเสียงในตระกูลหลิงอู่  เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันจึงดึงดูดความสนใจอย่างมาก


    “ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาต้อนรับใครบางคนนะ”


    ไม่นานนัก  หลงเฉินและหยางหลิงชิงก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขา  ทุกคนจึงได้รู้ว่าเป่ยถังม่อมาต้อนรับผู้ใด


    “เด็กสาวคนนี้มาจากที่ใดกันถึงทำให้เป่ยถังม่อและหลิวหลานมารอพวกเขาที่นี่ได้?”


    “ใครจะไปรู้ล่ะ? คนหนึ่งก็ระดับแก่นมนุษย์ และอีกคนก็แค่ขอบเขตชีพจรมังกรเท่านั้น  ในนครหยวนหลิง คนระดับนี้ไม่ต่างจากเข็มที่จมหายในมหาสมุทร ไม่มีพลังพอจะก่อเรื่องอะไรได้ด้วยซ้ำ”


    “ถูกต้อง แม้นครหยวนหลิงทั้งงดงามและยิ่งใหญ่  ใครจะรู้ว่ายอดฝีมือกี่คนแล้วที่ถูกฝังอยู่ที่นี่?”


    ภายใต้สายตาอิจฉาริษยา  หลงเฉินและน้องสาวเดินไปหาเป่ยถังม่อ  เขาพาทั้งสองไปยังรถม้าหรูหราคันหนึ่งโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหลิงอู่


    ระหว่างทาง เป่ยถังม่อไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว  เมื่อเกือบจะถึงเมืองหลิงอู่  เขาก็เอ่ยกับหยางหลิงชิง


    “เมื่อเราไปถึงตระกูลเป่ยถัง*  จงฟังทุกสิ่งที่ข้าพูด  แม้ว่าข้าจะไม่ได้วิตกกังวลใด ๆ เพราะเจ้าก็ดูเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและไม่ใช่พวกที่ชอบสร้างปัญหา  หากเจ้ามีปัญหาอันใดก็ถามข้าได้”

    (TL note: ตระกูลเป่ยถัง = เหล่าเต่าดำเหนือ)


    “ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว”  หลิงชิงพยักหน้า


    ในใจของหยางหลิงชิงนั้นว่างเปล่า  ทว่าหลงเฉินรู้สึกวิตกกังวลอย่างมาก


    หยางหลิงชิงบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกร  แต่ด้วยข้อยกเว้นทำให้นางได้เข้าเหล่าคนใน  จะต้องมีคนมากมายที่รู้สึกอิจฉานาง และต่อให้นางไม่ได้ไปยั่วยุใคร ก็ต้องมีคนหาข้ออ้างมาหาเรื่องนางอย่างแน่นอน  หากนางไม่ระวังให้ดีละก็  นางอาจจะตายทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เหตุผลเลยก็เป็นได้


    หลงเฉินกุมมือหยางหลิงชิง  เขาตระหนักว่านางกำลังประหม่าแต่ไม่แสดงออกมา


    “ชิงเอ๋อร์ จำไว้ให้ดี หากมีใครกลั่นแกล้งเจ้าละก็ บอกข้ามา ไม่ว่ามันจะแข็งแกร่งสักเพียงใด ข้าจะจัดการพวกมันให้เจ้าเอง”


    ขณะที่แยกกัน  หลงเฉินเอนกายมากระซิบข้างหูหยางหลิงชิงด้วยน้ำเสียงที่มิอาจปฏิเสธได้


    “ข้าเข้าใจแล้ว แต่หากข้าไม่ทำอะไรก็ไม่มีใครมากลั่นแกล้งข้าหรอก”


    แม้ว่าหยางหลิงชิงจะรู้สึกหวาดกลัว  ทว่านางก็พยายามอย่างที่สุดเพื่อฝืนยิ้มออกมาและเหวี่ยงหมัดน้อย ๆ ของนางเพื่อข่มขวัญเขา


    “ท่านต้องดูแลพี่หลิงซีให้ดีล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะเล่นงานท่านแน่”


    หลงเฉินไม่มีทางเลือกนอกจากพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม


    เมื่อทั้งสองต้องแยกจากกันจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเป่ยถังม่อจะได้ยินสิ่งที่หลงเฉินพูดกับหยางหลิงชิง  เขามองหลงเฉินและเอ่ยขึ้น


    “ดูเหมือนว่าเจ้าจะสมัครเข้าคัดเลือกเข้าเหล่าคนในสินะ?”


    หลงเฉินพยักหน้า


    เป่ยถังม่อยิ้มเยาะ


    “อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย  ศัตรูที่หลิงชิงจะต้องเจอนั้นเหนือชั้นกว่าเจ้ามาก  ที่เจ้าต้องทำก็คือพยายามให้มากจะได้ไม่ส่งผลเสียต่อหลิงชิงมากกว่า”


    เมื่อพูดจบ เขาก็สะบัดผ้าคลุมและจากไป


    ขณะที่หยางหลิงชิงเองก็จากไปเช่นกัน  นางคอยหันมามองเขาอยู่เป็นระยะ  เขาตระหนักได้ทันทีว่านางจะต้องเผชิญเรื่องราวมากมายตามลำพังในภายภาคหน้า  และหลงเฉินทำได้เพียงรู้สึกเป็นห่วงเท่านั้น


    ‘ไม่รู้เลยว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ที่ให้นางเข้าตระกูลหลิงอู่...’


    หลงเฉินครุ่นคิดถึงเรื่องนี้  เพื่อไม่ให้หยางหลิงชิงถูกกลั่นแกล้งในตระกูลหลิงอู่  เขาเองก็จำต้องแข็งแกร่งขึ้น


    ‘เขาบอกว่าข้าไม่มีคุณสมบัติพอจะจัดการศัตรูที่หลิงชิงต้องเจองั้นรึ? หึหึ รอดูไปเถอะ...’


    ผู้ใดก็ตามที่ตั้งใจจะสร้างปัญหาให้หลิงชิงจะต้องเป็นคนของเหล่าคนใน  หลงเฉินรู้ว่าการจะปกป้องนางได้ เขาก็ต้องเข้าเหล่าคนในให้ได้เช่นกัน


    “สงสัยจริงว่าข้าจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในหรือไม่...”


    แววตาของหลงเฉินเต็มไปด้วยความไม่ย่อท้อและดื้อรั้นขณะที่เขาเฝ้ามองหยางหลิงชิงเดินจากไป  หลิวหลานเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นดีและยิ้มอย่างอ่อนหวาน


    “เป็นเช่นไร? เจ้ารู้สึกไม่มั่นใจรึ?”


    นางหมายถึงสิ่งที่เป่ยถังม่อพูดไว้ก่อนจากไป


    “ข้าไม่ยอมรับมันตอนนี้หรอก  แต่ในอนาคตข้าจะทำให้ท่านเห็นเอง”


    หลงเฉินเงยหน้าขึ้นและจ้องเขม็งไปที่หลิวหลาน


    “ท่านเองก็เด็ดเดี่ยวขึ้นมาแล้วนี่”


    หลิวหลานส่ายศีรษะ ดูเหมือนจะอุทานออกมาอย่างยั่วยวน


    ขณะมองมายังเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญผู้นี้  นางดูพิศวงงงงวยเล็กน้อย


    เมื่อเห็นว่าแววตาที่นางมองมานั้นแปลกไป หลงเฉินก็ผงะและหัวเราะออกมา


    “เหตุใดท่านถึงมองข้าด้วยอารมณ์เช่นนั้นเล่า? หรือว่าท่านวางแผนจะล่อลวงเด็กหนุ่มอย่างข้า?”


    เมื่อพูดจบ หลงเฉินก็สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาที่จับจ้องมาและหันไปมอง  ในศาลาแห่งหนึ่งที่ห่างออกไป  ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจับจ้องเขาอย่างไม่ไหวติง  หลงเฉินไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใครและเขาก็ไม่สนใจเช่นกัน


    หลงเฉินไม่ได้รู้สึกโกรธกับการพูดหยอกล้อของเขา แต่กลับเล่นไปตามน้ำและวางนิ้วขาวเนียนลงบนไหล่ของเขา


    “แน่นอน ข้าวางแผนจะกินเจ้า ยอมให้ข้ากินไหมล่ะ?”


    หลงเฉินรู้สึกอ่อนระทวยขึ้นมาทันที  เขารู้สึกว่ายากจะทานทนต่อคำพูดเร่าร้อนเช่นนั้นจึงรีบถอยออกมา พลางหัวเราะอย่างเขินอาย


    “คนขี้ขลาด...”


    นางกลอกตาใส่เขาและเริ่มทำสีหน้าจริงจัง


    “เจ้าวางแผนจะทำเช่นไรต่อ?”


    “แน่นอน ข้าต้องได้วิญญาณสัตว์อสูร ‘มังกรมนตราสีม่วง’ มาครองให้ได้  เวลามีค่า ข้าไม่อยู่คุยกับท่านแล้ว ลาล่ะ”


    หลงเฉินเดินผ่านนางไปโดยไม่สนใจไยดีหลิวหลานที่กำลังโกรธแม้แต่น้อย


    ‘หลิวหลานดูจะแสดงความสนใจข้ามากเกินไป โดยเฉพาะในที่สาธารณะเช่นนี้  นางต้องการอะไรกันแน่นะ?’


    เมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่จ้องมองเขาจากในศาลา  หลงเฉินก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ปกติ


    “ข้าไม่ได้ยุ่งกับผู้หญิงของเขาเสียหน่อย  เขาจะมีปัญหากับข้าอะไรนักหนา?”


    ********************

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน