นานมากแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาที่เมืองพฤกษาหมอก เมื่อเขากลับมาถึงก็ตระหนักได้ว่าทุกสิ่งอย่างช่างล้าหลัง หลงเฉินจึงรู้สึกถึงความเหนือชั้นกว่าอย่างน่าเหลือเชื่อ
ที่นี่เขาเป็นเพียงคนผู้เดียวที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่มีแม้สักคนที่อยู่ในระดับเดียวกับเขา
‘ข้าอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตไม่ได้แน่ มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นขีดจำกัดของข้า ในเมื่อปัญหาของลัทธิเซียนโลหิตถูกสะสางไปแล้ว ข้าก็จะมุ่งมั่นอยู่ในตระกูลหลิงอู่ต่อไป หลิงชิงเองก็ไปได้ดีเช่นกัน ที่นั่นคือที่ที่ข้าควรอยู่...’
‘ในตระกูลหลิงอู่ หลิวเยวี๋ยนไม่กล้าต่อกรกับลัทธิเซียนโลหิตเพื่อข้า ไม่คิดเลยว่าเป่ยถังม่อกลับไม่สนใจสิ่งใดและมาที่ลัทธิเซียนโลหิตเพื่อฆ่าคนโดยเฉพาะ เป่ยถังม่อผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เขาถึงกับส่งยอดฝีมือระดับแก่นปฐพีมาปกป้องตระกูลหยาง เช่นนี้แล้วตระกูลหยางคงไม่ถูกทำร้ายอีก...’
ในเมื่อลัทธิเซียนโลหิตสูญสิ้นไปแล้ว ตระกูลหยางก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก จากนี้ไปหลงเฉินจะได้ทุ่มเทความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาให้กับตระกูลหลิงอู่เท่านั้น
คนในตระกูลหยางต่างได้ยินข่าวดีเรื่องที่หยางหลิงชิงกำลังจะเข้าเหล่าคนในของตระกูลหลิงอู่ ทุกคนในตระกูลหรือแม้แต่ทุกคนในเมืองพฤกษาหมอกต่างเฉลิมฉลองกันตลอดทั้งวัน
หลงเฉินและหยางหลิงชิงกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในเมืองพฤกษาหมอกและแม้กระทั่งเมืองข้างเคียงไปโดยปริยาย
ในอดีตหลงเฉินเป็นเพียงบุตรชายที่ไม่ได้เรื่องได้ราวซึ่งเกิดจากพ่อแม่ผู้ร่ำรวยและไม่เคยเห็นความสำคัญ ทว่าเวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นดั่งวีรบุรุษที่เฉิดฉายซึ่งทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก
สองวันหลังจากนั้น ภายใต้สายตามากมายของผู้คนในเมืองพฤกษาหมอก หลงเฉินพาหยางหลิงชิงเดินทางออกจากเมืองพฤกษาหมอกและมุ่งหน้าไปยังตระกูลหลิงอู่
“หลิงชิง พวกเราจะเดินทางไปสักพัก แล้วข้าจะแนะนำเจ้าให้รู้จักกับใครบางคนที่สำคัญกับข้ามาก ๆ”
ทั้งสองขี่ม้าพันธุ์ดีคนละตัว และควบออกไปเคียงคู่กัน
หลงเฉินเล่าให้หยางหลิงชิงฟังเกี่ยวกับอาชาเกล็ดนิลที่นางเคยให้เขาเป็นของขวัญ ทว่าหยางหลิงชิงไม่โทษเขาและตำหนิตนเองแทนที่นำปัญหามาให้หลงเฉิน
“สำคัญมากงั้นรึ?”
นางมองไปยังเด็กหนุ่มซึ่งเกิดปีเดียว เดือนเดียว และวันเดียวกันกับนาง หยางหลิงชิงสงสัยใคร่รู้ว่าคนผู้นั้นจะสำคัญกับเขาได้อย่างไร
พวกเขาขี่ม้าเข้าไปในป่าหลังจากผ่านตัวเมือง หลงเฉินหันมาราวกับมีความลับอะไรบางอย่าง หยางหลิงชิงมองไปรอบ ๆ และเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คนสำคัญที่ท่านพูดถึงอยู่ที่นี่หรือ? ทำไมข้าไม่เห็นใครเลยล่ะ?”
หลงเฉินหัวเราะและดีดนิ้ว “หลิงซี ออกมาเถอะ!”
ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของหยางหลิงชิง ต่างหูหมุดของหลงเฉินก็เปล่งแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าออกมา ร่างเล็กจิ๋วที่สูงราวสองชุ่นและปกคลุมไปด้วยหมอกลอยออกมา ไม่นานนางก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหยางหลิงชิง เห็นได้ชัดว่ารูปลักษณ์ของนางสามารถทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ได้
หยางหลิงชิงผงะไปในทันที
“น... นี่มันอะไรกัน?”
“หยาบคายจริง นี่คือพี่สะใภ้ของเจ้านะ” หลงเฉินทำเสียงประหลาด
“พี่สะใภ้?”
หยางหลิงชิงรู้สึกงุนงงมากขึ้นไปอีก
หลิงซีรู้สึกอับอายที่ถูกหลงเฉินเรียกว่าพี่สะใภ้และทำหน้ารังเกียจใส่หลงเฉิน จากนั้นก็ยิ้มให้หยางหลิงชิงและพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ต่อหน้านาง
“น้องหลิงชิง ข้ามีชื่อว่าหลิงซี อย่าไปฟังตาบ้านั่นเลย ข้าไม่ใช่พี่สะใภ้ของเจ้าหรอก”
เมื่อหลิงซีเริ่มพูด หยางหลิงชิงจึงมองไปยังทั้งสองคนด้วยความตกใจและถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“พวกท่าน... อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”
หลงเฉินใช้ความพยายามมากทีเดียวในการเล่าเรื่องของหลิงซีให้หยางหลิงชิงฟัง รวมทั้งเรื่องราวที่พวกเขาเคยผ่านมาด้วยกัน
หลังจากที่ได้ยินว่าหลิงซีช่วยหลงเฉินเอาไว้นับครั้งไม่ถ้วน หยางหลิงชิงจึงยอมรับในตัวนางทันที หลิงซีเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่น่าสงสาร และหยางหลิงชิงก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรู้สึกสงสารนาง ทั้งสองเข้ากันได้ดีและไม่นานพวกนางก็ลืมหลงเฉิน --- ผู้อยู่ตรงกลางไปเสียสนิท…
เมื่อเห็นว่าพวกนางคุยเล่นหยอกล้อกันและทำราวกับว่าเขาเป็นคนนอก หลงเฉินจึงมีสีหน้าบูดเบี้ยว
เป็นหลิงซีเองที่แนะนำว่าอยากจะพบกับหยางหลิงชิง หลงเฉินซึ่งสนิทกับหยางหลิงชิงมากที่สุดก็เห็นพ้องด้วยความเต็มใจ ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้ หลงเฉินได้แต่โอดครวญอยู่ในใจลึก ๆ ขณะที่พวกนางรู้สึกคุ้นเคยกันมากขึ้น
‘กรรมของข้าแท้ ๆ ...’
ขณะที่หลิงซีและหยางหลิงชิงกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส พวกเขาก็มาถึงนครหยวนหลิงพอดี มีคนจำนวนหนึ่งรออยู่ที่ประตูเมืองเพื่อมารับหยางหลิงชิงอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ หลิงซีจึงไม่มีทางเลือกนอกจากกลับเข้าไปในต่างหูของหลงเฉิน
และผู้ที่มารับหยางหลิงชิงก็คือเป่ยถังม่อนั่นเอง
เมื่อหยางหลิงชิงเป็นน้องสาวของหลงเฉิน หลิวหลานจึงพาเป่ยถังม่อมาด้วย ทั้งสองต่างเป็นผู้มีชื่อเสียงในตระกูลหลิงอู่ เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันจึงดึงดูดความสนใจอย่างมาก
“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาต้อนรับใครบางคนนะ”
ไม่นานนัก หลงเฉินและหยางหลิงชิงก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขา ทุกคนจึงได้รู้ว่าเป่ยถังม่อมาต้อนรับผู้ใด
“เด็กสาวคนนี้มาจากที่ใดกันถึงทำให้เป่ยถังม่อและหลิวหลานมารอพวกเขาที่นี่ได้?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ? คนหนึ่งก็ระดับแก่นมนุษย์ และอีกคนก็แค่ขอบเขตชีพจรมังกรเท่านั้น ในนครหยวนหลิง คนระดับนี้ไม่ต่างจากเข็มที่จมหายในมหาสมุทร ไม่มีพลังพอจะก่อเรื่องอะไรได้ด้วยซ้ำ”
“ถูกต้อง แม้นครหยวนหลิงทั้งงดงามและยิ่งใหญ่ ใครจะรู้ว่ายอดฝีมือกี่คนแล้วที่ถูกฝังอยู่ที่นี่?”
ภายใต้สายตาอิจฉาริษยา หลงเฉินและน้องสาวเดินไปหาเป่ยถังม่อ เขาพาทั้งสองไปยังรถม้าหรูหราคันหนึ่งโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหลิงอู่
ระหว่างทาง เป่ยถังม่อไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เมื่อเกือบจะถึงเมืองหลิงอู่ เขาก็เอ่ยกับหยางหลิงชิง
“เมื่อเราไปถึงตระกูลเป่ยถัง* จงฟังทุกสิ่งที่ข้าพูด แม้ว่าข้าจะไม่ได้วิตกกังวลใด ๆ เพราะเจ้าก็ดูเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและไม่ใช่พวกที่ชอบสร้างปัญหา หากเจ้ามีปัญหาอันใดก็ถามข้าได้”
(TL note: ตระกูลเป่ยถัง = เหล่าเต่าดำเหนือ)
“ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว” หลิงชิงพยักหน้า
ในใจของหยางหลิงชิงนั้นว่างเปล่า ทว่าหลงเฉินรู้สึกวิตกกังวลอย่างมาก
หยางหลิงชิงบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกร แต่ด้วยข้อยกเว้นทำให้นางได้เข้าเหล่าคนใน จะต้องมีคนมากมายที่รู้สึกอิจฉานาง และต่อให้นางไม่ได้ไปยั่วยุใคร ก็ต้องมีคนหาข้ออ้างมาหาเรื่องนางอย่างแน่นอน หากนางไม่ระวังให้ดีละก็ นางอาจจะตายทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เหตุผลเลยก็เป็นได้
หลงเฉินกุมมือหยางหลิงชิง เขาตระหนักว่านางกำลังประหม่าแต่ไม่แสดงออกมา
“ชิงเอ๋อร์ จำไว้ให้ดี หากมีใครกลั่นแกล้งเจ้าละก็ บอกข้ามา ไม่ว่ามันจะแข็งแกร่งสักเพียงใด ข้าจะจัดการพวกมันให้เจ้าเอง”
ขณะที่แยกกัน หลงเฉินเอนกายมากระซิบข้างหูหยางหลิงชิงด้วยน้ำเสียงที่มิอาจปฏิเสธได้
“ข้าเข้าใจแล้ว แต่หากข้าไม่ทำอะไรก็ไม่มีใครมากลั่นแกล้งข้าหรอก”
แม้ว่าหยางหลิงชิงจะรู้สึกหวาดกลัว ทว่านางก็พยายามอย่างที่สุดเพื่อฝืนยิ้มออกมาและเหวี่ยงหมัดน้อย ๆ ของนางเพื่อข่มขวัญเขา
“ท่านต้องดูแลพี่หลิงซีให้ดีล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะเล่นงานท่านแน่”
หลงเฉินไม่มีทางเลือกนอกจากพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
เมื่อทั้งสองต้องแยกจากกันจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเป่ยถังม่อจะได้ยินสิ่งที่หลงเฉินพูดกับหยางหลิงชิง เขามองหลงเฉินและเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะสมัครเข้าคัดเลือกเข้าเหล่าคนในสินะ?”
หลงเฉินพยักหน้า
เป่ยถังม่อยิ้มเยาะ
“อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย ศัตรูที่หลิงชิงจะต้องเจอนั้นเหนือชั้นกว่าเจ้ามาก ที่เจ้าต้องทำก็คือพยายามให้มากจะได้ไม่ส่งผลเสียต่อหลิงชิงมากกว่า”
เมื่อพูดจบ เขาก็สะบัดผ้าคลุมและจากไป
ขณะที่หยางหลิงชิงเองก็จากไปเช่นกัน นางคอยหันมามองเขาอยู่เป็นระยะ เขาตระหนักได้ทันทีว่านางจะต้องเผชิญเรื่องราวมากมายตามลำพังในภายภาคหน้า และหลงเฉินทำได้เพียงรู้สึกเป็นห่วงเท่านั้น
‘ไม่รู้เลยว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ที่ให้นางเข้าตระกูลหลิงอู่...’
หลงเฉินครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้หยางหลิงชิงถูกกลั่นแกล้งในตระกูลหลิงอู่ เขาเองก็จำต้องแข็งแกร่งขึ้น
‘เขาบอกว่าข้าไม่มีคุณสมบัติพอจะจัดการศัตรูที่หลิงชิงต้องเจองั้นรึ? หึหึ รอดูไปเถอะ...’
ผู้ใดก็ตามที่ตั้งใจจะสร้างปัญหาให้หลิงชิงจะต้องเป็นคนของเหล่าคนใน หลงเฉินรู้ว่าการจะปกป้องนางได้ เขาก็ต้องเข้าเหล่าคนในให้ได้เช่นกัน
“สงสัยจริงว่าข้าจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในหรือไม่...”
แววตาของหลงเฉินเต็มไปด้วยความไม่ย่อท้อและดื้อรั้นขณะที่เขาเฝ้ามองหยางหลิงชิงเดินจากไป หลิวหลานเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นดีและยิ้มอย่างอ่อนหวาน
“เป็นเช่นไร? เจ้ารู้สึกไม่มั่นใจรึ?”
นางหมายถึงสิ่งที่เป่ยถังม่อพูดไว้ก่อนจากไป
“ข้าไม่ยอมรับมันตอนนี้หรอก แต่ในอนาคตข้าจะทำให้ท่านเห็นเอง”
หลงเฉินเงยหน้าขึ้นและจ้องเขม็งไปที่หลิวหลาน
“ท่านเองก็เด็ดเดี่ยวขึ้นมาแล้วนี่”
หลิวหลานส่ายศีรษะ ดูเหมือนจะอุทานออกมาอย่างยั่วยวน
ขณะมองมายังเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญผู้นี้ นางดูพิศวงงงงวยเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าแววตาที่นางมองมานั้นแปลกไป หลงเฉินก็ผงะและหัวเราะออกมา
“เหตุใดท่านถึงมองข้าด้วยอารมณ์เช่นนั้นเล่า? หรือว่าท่านวางแผนจะล่อลวงเด็กหนุ่มอย่างข้า?”
เมื่อพูดจบ หลงเฉินก็สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาที่จับจ้องมาและหันไปมอง ในศาลาแห่งหนึ่งที่ห่างออกไป ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจับจ้องเขาอย่างไม่ไหวติง หลงเฉินไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใครและเขาก็ไม่สนใจเช่นกัน
หลงเฉินไม่ได้รู้สึกโกรธกับการพูดหยอกล้อของเขา แต่กลับเล่นไปตามน้ำและวางนิ้วขาวเนียนลงบนไหล่ของเขา
“แน่นอน ข้าวางแผนจะกินเจ้า ยอมให้ข้ากินไหมล่ะ?”
หลงเฉินรู้สึกอ่อนระทวยขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่ายากจะทานทนต่อคำพูดเร่าร้อนเช่นนั้นจึงรีบถอยออกมา พลางหัวเราะอย่างเขินอาย
“คนขี้ขลาด...”
นางกลอกตาใส่เขาและเริ่มทำสีหน้าจริงจัง
“เจ้าวางแผนจะทำเช่นไรต่อ?”
“แน่นอน ข้าต้องได้วิญญาณสัตว์อสูร ‘มังกรมนตราสีม่วง’ มาครองให้ได้ เวลามีค่า ข้าไม่อยู่คุยกับท่านแล้ว ลาล่ะ”
หลงเฉินเดินผ่านนางไปโดยไม่สนใจไยดีหลิวหลานที่กำลังโกรธแม้แต่น้อย
‘หลิวหลานดูจะแสดงความสนใจข้ามากเกินไป โดยเฉพาะในที่สาธารณะเช่นนี้ นางต้องการอะไรกันแน่นะ?’
เมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่จ้องมองเขาจากในศาลา หลงเฉินก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ปกติ
“ข้าไม่ได้ยุ่งกับผู้หญิงของเขาเสียหน่อย เขาจะมีปัญหากับข้าอะไรนักหนา?”
********************